Salman Rushdie ต้องสูญเสียการมองเห็น และไม่สามารถใช้งานมือได้ข้างหนึ่ง หลังเหตุการณ์ถูกลอบทำร้ายก่อนการขึ้นบรรยายบนเวทีในนิวยอร์ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
Salman Rushdie โด่งดังระดับโลกจาก Midnight’s Children นวนิยายรางวัล Booker Prize ปี 1981
แต่ Midnight’s Children ไม่ใช่ผลงานที่นำอันตรายสู่ชีวิตเทียบเท่ากับ The Satanic Verses ปี 1988 ที่ทำให้ชาวมุสลิมจำนวนมากมองว่าเป็นการดูหมิ่น นำไปสู่การประท้วงทั่วโลก ที่เริ่มจากเหตุจลาจลในนครมุมไบ ที่มีผู้เสียชีวิต 12 คน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการแบน Salman Rushdie ในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิหร่านที่ห้ามเขาเดินทางเข้าประเทศตลอดชีวิต
นอกจากการเขียนหนังสือ เขายังเป็นนักเคลื่อนไหว และเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ผลักดันเสรีภาพในการแสดงออกของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ประชาชนต้องเซนเซอร์ตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง
Salman Rushdie เคยเป็นถึงประธานองค์กรเสรีภาพสื่อ PEN America ที่ภาคภูมิใจในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก โดยเขาเคยขึ้นกล่าวที่นิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 2012 ว่า “การก่อการร้ายคือศิลปะของการสร้างความหวาดกลัว และหนทางในการเอาชนะมัน ก็คือ การเลือกที่จะไม่กลัว”
เลือกที่จะไม่กลัว
“มันเป็นการต่อสู้ที่ถูกต้อง คุณรู้ไหม มันเป็นการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ฉันเชื่อมากที่สุดกับสิ่งที่ฉันไม่ชอบมากที่สุด ซึ่งก็คือความคลั่งไคล้ ความคลั่งไคล้ และการเซ็นเซอร์”
แม้จะกังวลเรื่องแผนการลอบสังหารตลอดมา แต่ Salman Rushdie ในวัย 75 ปี ก็ประกาศเลือกที่จะไม่กลัว และขอใช้ชีวิตที่เหลือเยี่ยงอิสรชน โดยจะไม่หลบซ่อนด้วยความหวาดกลัวเหมือนที่เขาต้องเผชิญตลอดมาในอดีต
“ความไม่พอใจส่วนใหญ่ มักจะมาจากคนที่ไม่เคยอ่านงานเขียนของผม” Salman Rushdie เคยให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ BBC
“ความรุนแรงจากการประท้วงที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จะทำให้ไม่มีใครกล้าตีพิมพ์ผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางศาสนาอีกเลยในอนาคต”
แต่ผมไม่กลัว Salman Rushdie กล่าว
ในหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง Joseph Anton: A Memoir Salman Rushdie ได้เปิดเผยชีวิตที่ต้องอยู่ภายใต้การอารักขาของเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง
“ผมสูญเสียอิสภาพ และล้มเหลวในชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้างถึง 2 ครั้ง”
Joseph Anton: A Memoir Salman Rushdie ได้ตีแผ่เรื่องราวการลอบทำร้าย และการฆาตกรรมผู้ที่ข้องกับเขา
Salman Rushdie แทรกเนื้อหาตลกขบขัน เช่น เรื่องแผนการของเจ้าหน้าที่ซึ่งช่วยให้เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็น การแอบพา Salman Rushdie ไปชมภาพยนตร์รอบดึก หรือไปหาหมอฟัน ซึ่งทีมงานต้องช่วยกันตบตาด้วยการนำร่าง Salman Rushdie ใส่ถุงห่อศพในสภาพไร้สติ และพาไปส่งโรงพยาบาลด้วยรถขนศพ
ร่มเงาแห่งความตาย
ความโกรธเคือง The Satanic Verses คือเงามืดที่ไล่ตามติดชีวิต Salman Rushdie มานานกว่า 4 ทศวรรษ!
Salman Rushdie เกิดที่ประเทศอินเดียในครอบครัวมุสลิม เป็นบุตรชายของนักธุรกิจมุสลิมที่ประสบความสำเร็จ
Salman Rushdie เดินทางมาศึกษาประวัติศาตร์อิสลามต่อในประเทศอังกฤษ เริ่มต้นด้วยโรงเรียนรักบี้ และต่อมาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเขาได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์
หลังเลิกเรียน เขาเริ่มทำงานเป็นนักเขียนคำโฆษณาในลอนดอน ก่อนที่จะตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกของเขา Grimus ในปี 1975
Salman Rushdie มักตั้งคำถามต่อประเด็นทางการเมือง และศาสนาที่ละเอียดอ่อน ทำให้เขากลายเป็นบุคคลอันตรายในสายตาของชาวมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Satanic Verses
ชาวมุสลิมถือว่าหนังสือเล่มดังกล่าวดูหมิ่นศาสนาอย่างรุนแรง และทำให้เกิดการประท้วงทั่วโลก
The Satanic Verses คือวรรณกรรมที่กลายเป็น “ร่มเงาแห่งความตาย” ที่ปกคลุมชีวิตของ Salman Rushdie ทันที่หนังสือเล่มดังกล่าววางแผง!
เพราะ The Satanic Verses ได้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับคนมุสลิม จนเกิดประท้วงด้วยการเผาหนังสือ ก่อนกระแสการต่อต้านจะลุกลามไปทั่วโลก
อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ประกาศฟัตวา ให้มุสลิมทั่วโลกร่วมกันประหารชีวิต Salman Rushdie เพื่อปกป้องอิสลามจากการถูกดูหมิ่น จนทางการอังกฤษต้องพาเขาไปซ่อนตัวพร้อมมีการอารักขานับแต่นั้น

ย้อนหลังกลับไป 6 เดือนก่อนถูกหมายเอาชีวิต Salman Rushdie กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ในอาชีพนักเขียน
เมื่อ Midnight’s Children ของเขาคว้ารางวัล Booker Prize ปี 1981 แม้กระทั่งงานเงียบๆ อย่าง Shame ก็ติดอันดับหนังสือขายดี เมื่อปี 1983
ทว่า ผลงานเล่มที่ 4 ที่ Salman Rushdie ใช้เวลาเขียนนานถึง 5 ปีอย่าง The Satanic Verses หรือ “โองการปีศาจ” ได้กลายเป็น “โองการแช่งน้ำ” ที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องผกผัน
เพราะเนื้อหาของมันได้พาดพึงถึงศาสดามูฮัมมัดอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจในหมู่ชนอิสลามทั่วโลก ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนนานนับ 10 ปี
Salman Rushdie เผชิญกับคำข่มขู่ฆ่าตลอดเวลา และเคยถูกตั้งค่าหัวถึง 3 ล้านดอลลาร์เป็นเหตุให้เขาต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลอังกฤษ โดยมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธคุ้มกันตลอดเวลา
Salman Rushdie กลับมาปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างระมัดระวังหลังจากหายไปนานถึง 9 ปี และถูกทำร้ายจากข้อหาเดิมที่ติดตัวเขาตลอดชีวิต คือการเขียนหนังสือ The Satanic Verses
นับเป็นการถูกทำร้ายครั้งที่ 15 เข้าไปแล้ว ส่งผลให้เขาต้องสูญเสียการมองเห็น และไม่สามารถใช้งานมือได้ข้างหนึ่ง หลังเหตุการณ์ดังกล่าว!













