ดร.ชิต เหล่าวัฒนา บอกเล่าต้นทาง “เพราะได้อาจารย์ดี” ฟีโบ้ FIBO จึงก่อเกิด บุกเบิกและสร้างคุณูปการให้วงการหุ่นยนต์ไทย

ผมมาจากครอบครัวยากจน จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจากต่างจังหวัด แล้วมาศึกษาต่อมัธยมปลายที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เหตุผลที่เลือกศึกษาต่อที่นี่ ก็เพราะมีหลักสูตรเชิง “ปฏิบัติ” ที่เข้มข้น ตามแนววิวัฒนาการของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเช่น Massachusetts Institute of Technology (M.I.T) และ Tokyo Institute of Technology (T.I.T)


ผมมีอาจารย์ดีหลายท่านอาทิ อาจารย์หริส สูตะบุตร อาจารย์บันเทิง สุวรรณตระกูล อาจารย์สมยศ จันเกษม อาจารย์สุชัย ศศิวิมลพันธ์ อาจารย์ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ ฯลฯ ที่นอกจากถ่ายทอดความรู้ให้แล้ว ยังให้การทั้ง “อบ” และ “รม” เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านภูมิใจกับความเป็นไทย สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเหล่านั้น ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติเพื่อความอยู่กินอย่างพอดีของคนไทย
อาจารย์สอนว่าการมีสติปัญญาดีนั้นมิได้นำไปสู่การมีสิทธิพิเศษหากแต่ต้องใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือสร้างและประยุกต์ความรู้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง อาจารย์ปลูกฝัง “พุทธิจริต” ให้แก่ลูกศิษย์จนหลายคนมองว่าพวกเราว่าถูกชักจูงยาก อันที่จริงพวกเรามีหลักการและปัญญาพิจารณาเหตุผลต่างๆ ตามสภาวธรรมก่อนที่จะดำเนินการทำงานให้สำเร็จ ผมและเพื่อนๆ มีโอกาสออกแบบและสร้างกังหันลมการเกษตรติดตั้งเพื่อใช้งานจริงที่โครงการพัฒนาชุมชนการเกษตรห้วยน้ำใส จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ก่อนจบการศึกษายังได้ทำวิทยานิพนธ์วิเคราะห์และสร้างหุ่นยนต์อุตสาหกรรมตัวแรกของไทย

ผมได้รับทุน Monbusho จากรัฐบาลญี่ปุ่น ศึกษาและทำงานวิจัยด้านหุ่นยนต์และวิศวกรรมอัตโนมัติที่มหาวิทยาลัยเกียวโต สถาบันการศึกษาที่บ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์ระดับโนเบลไพรส์ของญี่ปุ่น ผมมีโอกาสทำงานวิจัยหุ่นยนต์กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ของญี่ปุ่น คือ Prof.Tsneo Yoshikawa ซึ่งท่านเอ็นดูผมมาก พร้อมเสมอในการชี้แนวทางการวิจัยและความเป็นมืออาชีพอย่างมีเกียรติของนักวิจัยพื้นฐาน ทำงานเพื่อค้นหาความจริงทางวิทยาการหุ่นยนต์ ครั้งหนึ่งผมหมกมุ่นอยู่ในห้องทดลองเกือบ 4 เดือน เพื่อหาหัวข้อวิจัยด้วยตนเอง ท่านเหมือนกับรู้ จึงเรียกผมไปพบเพื่อสอบถามความก้าวหน้า ท่านพูดน้อย แต่คำพูดมีความหมายลึกซึ้งแบบเซน (Zen)
โดยแนะนำว่าในจักรวาลนี้ยังมีเรื่องที่มนุษย์ไม่รู้อีกมาก ขอให้ “ละ” วิธีคิดของนักวิจัยท่านอื่นๆ (รวมทั้งของตัวท่านเอง) ก็สามารถค้นพบได้โดยไร้ขอบเขต นอกจากนี้งานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันมีช่องทางให้ปรับปรุงเพิ่มขึ้นได้เสมอ หลังจากนั้น ผมไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน สหรัฐอเมริกา ด้วยทุน Fulbright และทุนจากศูนย์วิจัยชั้นสูงของบริษัท AT&T ทำงานกับ Prof.Robert Sturges ผู้ที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้าคณะวิจัยของบริษัท WestingHouse ถึง 20 ปี มี US patents กว่า 60 ชิ้นงาน ซึ่งในช่วงที่ผมทำงานกับท่านนั้น ได้คิดค้นอีก 2 US.Patents คือ Smart-Endoscope และ Dextrous Assembly Hands
ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน มีกิจกรรมวิจัยด้านหุ่นยนต์เป็นอันดับหนึ่งของโลก อาจารย์ดังๆ ทำงานอยู่ที่นี้หลายท่าน เป็นอัครสถานตักศิลาด้านหุ่นยนต์จริงๆ ผมจึงได้รวบรวมข้อมูล เขียนโครงการเสนอมายังรัฐบาลไทย ขอจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านหุ่นยนต์ (FIBO) ขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบันได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเป็น สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ช่วยอุตสาหกรรมไทยลดภาระพึ่งพาเทคโนโลยีนี้จากต่างประเทศ หลังจากได้รับปริญญาเอกแล้ว ผมไปศึกษาทางด้าน Management of Technology, Research & Innovation Processes ที่ Sloan School, Massachusetts Institute of Technology ร่วมกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของอเมริกาหลายท่าน

การศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา มีข้อดีที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ที่ญี่ปุ่นผมมีโอกาสฝึกความเข้มแข็งที่ “ใจ” ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากใจ แนวทางของชีวิต แม้กระทั่งงานวิจัยก็อยู่ที่ใจ ผมได้รับโอกาส “คิด” อย่างเสรี และ Unlearn ความเชื่อที่เชื่อตามๆ กันมา (Conventional belief) ทำความเข้าใจส่วนเกี่ยวข้องระหว่างกายภาพ (Physics) และ นามธรรม (Abstract) แก้ไขมุมมองงานวิจัย ด้วยเหตุการณ์ (จากการทดลอง) ด้วยเหตุผล (จากคณิตศาสตร์) แม้กระทั่งด้วย “ใจ” หลายท่านทราบดีว่า เมื่อจิตใจนิ่งแล้ว อายตนะทั้ง 6 จะสามารถรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ทำให้การค้นหาความจริง (สัจญาน) เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนการบริหารความจริง (กิจญาน) และการนำผลปฏิบัติมาสร้างปัญญา (กตญาน) มีความต่อเนื่อง หลักการพุทธศาสนานี้ สาขาใหม่ เช่นวิทยาการคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้าน Perception – Cognition – Actuation ได้เป็นอย่างดี
ข้อดีเด่นของการศึกษาที่อเมริกาอยู่ที่มีการทดสอบในโลกของความเป็นจริง ระบบการศึกษาที่นี่ต่อโดยตรงกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรม Lead time และ Practicality เป็นเรื่องสำคัญมาก โอกาสและผลประโยชน์เกิดขึ้นเยอะ ความวุ่นวายและอาการฟุ้งซ่านแบบ “อุทธัจจะ” ก็ตามมา เพื่อนๆ ผมหลายคนตัดสินใจเลิกศึกษากลางคันเพื่อไปตั้งบริษัท ทำประโยชน์จากผลวิจัยที่ได้ บ้างประสบความสำเร็จด้านวัตถุเป็นเศรษฐีพันล้าน บ้างล้มเหลวกลับมาศึกษาต่อก็มี นักวิจัย “มืออาชีพ” ของอเมริกาในความคิดผม จำต้อง “คลุกฝุ่น” ทำงานภาคสนามจริง มิใช่อยู่บนหอคอยงาช้าง ตลอดจน “กัดติด” งานและส่งผลงานให้ทันตามห่วงโซ่ของการทำงานกับภาคเอกชนผู้สนับสนุนงานวิจัย

การทำงานวิจัยในประเทศไทยนั้น มีความแตกต่างจากญี่ปุ่นและอเมริกามาก แม้บุคลากรมีความสามารถเฉพาะตัวสูง ระบบงานวิจัยกลับไม่แข็งแรง หลายครั้งพบว่าผู้ประเมินโครงการไม่มีความรู้ ในหัวข้อที่เสนอก็จะพยายามประเมินให้ได้ ผิดหลักการเรื่อง “ใจ” ที่กล่าวไว้ข้างต้น อันที่จริงการสำเหนียกตัวเองว่าไม่รู้ถือว่าเป็นความรู้อันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ดังนั้น การ “ไม่รู้ไม่ชี้” ในบางกรณีจึงสร้างปัญหาน้อยกว่า ลักษณะอาการดันทุรัง “ไม่รู้แต่มาชี้”
แพ้ – ชนะ ได้ – เสีย ไม่มีจริง ชื่อเสียงยิ่งเป็นเรื่องไม่จริง ล้วนเป็นเรื่องสมมุติที่ลวงให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้นหากเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เรื่องจริงกลับอยู่ที่ใจ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนผมว่า เมื่อละความชั่วอย่างเด็ดขาดและทำแต่ความดีแล้ว ก็อย่าไป “ติดดี” ให้ละแม้กระทั่งความดีเข้าสู่ความบริสุทธิ์ ให้มีความสงบแบบ “รู้พ้น” มิใช่สงบแบบ “ไม่รู้” หลังจากได้ปฏิบัติตามคำสอนจึงค้นพบว่า Key Success ในการทำงานของผมก็คือ การมีใจที่สงบและสามารถ “วาง” แม้กระทั่งใจที่สงบนั้นลงได้นั่นเอง
(จบตอน 1 23.00 10/7/47)

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา เขียนเมื่อ FIBO อายุครบ 9 ปี

อ่านข้อเขียนเกี่ยวกับบุคลากรที่มีบทบาทขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยในแต่ละด้าน

คณิศ แสงสุพรรณ พร้อมส่งไม้ต่อแม่ทัพคนใหม่ สานต่อ EEC ดันไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้ได้ในปี 2572

ARAI Academy สถาบันการศึกษาแนวใหม่ จากความตั้งใจของ ‘ดร.สมชัย ไทยสงวนวรกุล’ พร้อมผลิต New Gen ให้ภาคอุตสาหกรรมตามแนวทาง Demand driven

‘กัลยาณี คงสมจิตร’ ผู้นำหญิงแกร่งแห่ง อุตฯหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไทย กับบทบาทขับเคลื่อนองค์กร เป็นลมใต้ปีกขับเคลื่อนการศึกษาไทย