บทสรุปเทรนด์ “อุปกรณ์การแพทย์” มาแรง 3 อันดับแรกในเอเชีย ประจำปี 2565

อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลียมีความมั่นคงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคนิคหลายประเภทที่พร้อมใช้งานในตลาดที่เกี่ยวข้อง แต่ในเอเชีย ตลาดส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาอย่างมาก โดยแพทย์และศัลยแพทย์ที่ทำงานในเอเชียกำลังมองหาวิธีลดระยะเวลาการพักฟื้นและปรับปรุงผลการรักษาสำหรับผู้ป่วย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่สามารถหาเครื่องมือทางเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่มีอยู่ในตลาดที่อุปกรณ์การแพทย์ก้าวหน้ากว่าได้

แต่น่ายินดีที่แนวโน้มของอุปกรณ์ทางการแพทย์ในเอเชียในขณะนี้ กำลังมุ่งไปที่การยึดโยงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ด้วยการการมอบประโยชน์ที่มากขึ้นให้กับผู้ป่วย เช่น ผลการรักษาที่ดีขึ้น ความแม่นยำที่ดีขึ้น เวลาพักฟื้นที่ลดลง และการลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

ต่อไปนี้คือบทสรุปสำคัญของเทรนด์อุปกรณ์ทางการแพทย์ในเอเชียในปี 2565 ที่ DKSH นำเสนอ


1. การผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก

ตลาดอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก หรือที่เรียกว่า Minimally Invasive Surgery (MIS) ในเอเชียคาดว่าจะเติบโตอย่างมาก ปัจจัยหลักสำหรับการเติบโตนี้ ได้แก่ ความแพร่หลายที่เพิ่มขึ้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความผิดปกติเรื้อรัง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
การเปลี่ยนจากการผ่าตัดแบบเปิดหรือจากแผลใหญ่เป็นแผลเล็ก เช่น ในด้านศัลยกรรมกระดูกเริ่มเด่นชัดขึ้นในเอเชีย ด้วยระบบ MIS ศัลยแพทย์จะใช้เทคนิคที่หลากหลายในการผ่าตัดโดยให้ร่างกายของผู้ป่วยบาดเจ็บน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
การผ่าตัดมักทำผ่านแผลขนาดเล็กอย่างน้อยหนึ่งแผลโดยใช้ท่อขนาดเล็กและกล้องวิดีโอขนาดเล็ก รวมทั้งเครื่องมือผ่าตัด ตัวอย่างเช่น การใช้กล้อง 3 มิติขนาดจิ๋วกับกล้องจุลทรรศน์ ไฟฉายไฟเบอร์ออปติกขนาดเล็ก และจอมอนิเตอร์ความละเอียดสูงซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพขยายที่ชัดเจนได้ และจะช่วยให้ศัลยแพทย์มีความแม่นยำมากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และควบคุมการผ่าตัดได้ดีขึ้น โดยทั่วไปแล้ว MIS จะปลอดภัยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว หายเจ็บและเกิดแผลเป็นน้อยลง
ผลประโยชน์อื่นๆ ของผู้ป่วยจาก MIS ได้แก่
  • แผลที่เล็กลงหมายถึงการบาดเจ็บของร่างกายน้อยลงและการสูญเสียเลือดน้อยลง
  • รอยแผลเป็นลดลงเนื่องจากแผลส่วนใหญ่ใช้การเย็บเพียงเล็กน้อย
  • ระยะเวลาการฟื้นตัวสั้นลง จากการผ่าตัดแบบดั้งเดิมมักใช้เวลานาน 6-8 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบ MIS มักจะฟื้นตัวได้ภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น
  • การพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นลง ส่วนใหญ่มักออกจากโรงพยาบาล 48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด

อุปกรณ์การแพทย์

2. เทคโนโลยีไร้สายและอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ

อุปกรณ์ติดตามผู้ป่วยระยะไกล (RPM) เป็นส่วนหนึ่งของ Telehealth ใช้เพื่อติดตามสุขภาพของผู้ป่วยหลังขั้นตอนการรักษา เพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉียบพลัน หรือสำหรับการจัดการโรคเรื้อรังต่างๆ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยอุปกรณ์อัจฉริยะนี้สามารถแจ้งแพทย์เกี่ยวกับค่าสุขภาพต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำหนัก น้ำตาลในเลือด ออกซิเจนในเลือด และอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
RPM เกี่ยวข้องกับการจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัดที่บ้าน เซ็นเซอร์ที่สวมใส่ได้ เครื่องติดตามอาการ หรือ Patient Portal (การที่ผู้ป่วยเข้าไปที่เว็บไซต์ของโรงพยาบาล แล้วล็อกอินเข้าไปในระบบ เพื่อดูประวัติการรักษาของตัวเอง ส่งข้อความสื่อสารกับทีมแพทย์ ลงนัดหมาย ฯลฯ) ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบอาการทางร่างกายของผู้ป่วยได้ เพื่อประเมินสุขภาพได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงสามารถให้คำแนะนำการรักษาให้กับผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ด้วยตนเอง

อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ

การใช้อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ/ไร้สายเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เนื่องจากผู้คนถูกบังคับให้ต้องกักตัวหรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่สาธารณะ โดยอุปกรณ์เหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพติดต่อกันได้โดยใช้การสนทนาทางวิดีโอและการสื่อสารทางไกล ช่วยให้ติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์
ประโยชน์ของ RPM สำหรับผู้ป่วย คือ ผลลัพธ์ด้านสุขภาพและประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ดีขึ้น ช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเชื่อมต่อกับผู้ป่วยจากความสะดวกสบายภายในบ้านของผู้ป่วย ขจัดปัญหาด้านการเดินทางหรือความจำเป็นในการหยุดงานเพื่อนัดหมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้เข้าถึงผู้คนในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ RPM ยังช่วยให้แพทย์และพยาบาลใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการผู้ป่วย โดยสามารถกำหนดเวลาการนัดหมายเมื่อสัญญาณและอาการของผู้ป่วยเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐาน สามารถทำการประเมินจากระยะไกลผ่านการให้คำปรึกษาทางวิดีโอ และใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่รวดเร็วขึ้นในการปรับเปลี่ยนการรักษา

อุปกรณ์การแพทย์

3. เทคโนโลยี VR/AR + วิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

เทคโนโลยีความจริงเสมือน หรือ VR (เทคโนโลยีจำลองสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจากจินตนาการต่างๆ อาทิ ภาพ เสียง และวิดีโอผ่านระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยต้องใช้งานผ่านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะต่างๆ เช่น แว่นตา เพื่อรับรู้ถึงแรงป้อนกลับจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ และทำให้เราสามารถตอบสนองกับสิ่งจำลองนั้นได้เสมือนว่าสัมผัสจริง) และเทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ AR (เทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกแห่งความจริง สามารถทำให้ผู้ใช้เห็นภาพเสมือนจริงได้โดยรอบ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่จริง) และความก้าวหน้าของหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นประโยชน์ในการสนับสนุนการผ่าตัดหรือใช้ในการผ่าตัดจริงๆ ได้ โดยเทรนด์อุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่นี้มีศักยภาพอย่างมากในเอเชีย และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
โดยเทคโนโลยี VR และ AR ถูกนำมาใช้ในห้องเรียนเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์เตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฝึกอบรมการผ่าตัดซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากโดยใช้ AR ตัวอย่างเช่น เมื่อสวมแว่นตาซึ่งช่วยให้เห็นภาพแผลแบบ 3 มิติ จากนั้นก็สามารถเลียนแบบขั้นตอนการผ่าตัด/การผ่าตัดจริงโดยไม่ต้องนำโต๊ะผ่าตัดขนาดใหญ่และส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ติดเชื้อเข้ามาในสภาพแวดล้อมนั้น ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับโรงพยาบาลและทำให้การฝึกอบรมน่าสนใจยิ่งขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีนี้จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถฝึกอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆ และยิ่งไปกว่านั้นเพื่อให้ทันกับความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้จะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย เพิ่มการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีมูลค่าสูงหรือทันสมัยกว่ามาใช้ และทำให้ศัลยแพทย์ทั่วโลกเข้าถึงเทคนิคการผ่าตัดล่าสุดได้อย่างเท่าเทียมกัน
ตัวอย่างของการนำ AR ไปประยุกต์ใช้ในการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ได้แก่
  • ช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการแสดงตำแหน่งและความพร้อมของเครื่องกระตุ้นหัวใจในบริเวณใกล้เคียง
  • ช่วยคุณแม่มือใหม่ให้นมลูกอย่างถูกวิธีด้วย Google Glass
  • ผู้ป่วยอธิบายอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นผ่าน AR
  • พยาบาลหาเส้นเลือดได้ง่ายขึ้นด้วย AR
สำหรับในการผ่าตัดหัวใจ แพทย์ที่ใช้แว่นตา AR สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วย สแกนบันทึก และทำการตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย ทั้งยังช่วยลดเวลาและต้นทุนการผ่าตัดได้อีกด้วย
การแพทย์ระบบอัตโนมัติ
ขณะที่ในโลกของวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มีการนำไปใช้ในทางการแพทย์ในระดับที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับ VR/AR โดยประเภทหุ่นยนต์ที่สำคัญประเภทหนึ่งคืออุปกรณ์ช่วยผ่าตัดหรือหุ่นยนต์ผ่าตัด ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในการผ่าตัดตามวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ระบบ MIS หรือการปรับปรุงการมองเห็นสำหรับการเข้าถึงตำแหน่งหรืออวัยวะภายในของร่างกาย โดยศัลยแพทย์สามารถนำแขนหุ่นยนต์มาใช้เพื่อทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนได้
นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในศัลยกรรมกระดูก ทำให้สามารถช่วยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าซึ่งต้องการความแม่นยำสูง จากที่ในอดีตผลลัพธ์ของการผ่าตัดประเภทนี้ อาจแตกต่างกันไปตามระดับความชำนาญของศัลยแพทย์ และอาจลงเอยที่การผ่าตัดที่ล้มเหลว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Parallax Error (ความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการอ่านค่าขีดสเกลของเครื่องมือวัด ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับสายตา) แต่ด้วยหุ่นยนต์ทำให้การผ่าตัดมีความแม่นยำสูง
นอกจากนี้ หุ่นยนต์ของโรงพยาบาลยังถูกนำมาใช้งานด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น เช่น การติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย การขนส่งทรัพยากรต่างๆ ของโรงพยาบาล และช่วยในการสื่อสารกับผู้ป่วย เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมอุปกรณ์/เครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย จากการศึกษาของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ พบว่าอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลให้การส่งเสริมเป็นอย่างมาก แต่บ้านเรายังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญได้ครบทุกประเภท (โดยมากเป็นการผลิตและส่งออกเครื่องมือแพทย์ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงและเป็นจำพวกวัสดุสิ้นเปลือง) เนื่องจากตลาดภายในประเทศมีไม่มากพอที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิต ขณะเดียวกันโรงพยาบาลต่างๆ ก็นิยมใช้สินค้านำเข้ามากกว่าสินค้าที่ผลิตเองได้ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2563-2565 ตลาดอุปกรณ์การแพทย์ของประเทศไทยก็เติบโตต่อเนื่อง และถือเป็นผู้นำในอาเซียน โดยมีมูลค่าการจำหน่ายในประเทศเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี และมูลค่าการส่งออกเติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี จากปัจจัยบวก 2 ประการ คือ 1. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจากการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้เกิดการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มักเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ 2. การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศที่เดินทางมารักษาในประเทศไทยในรูปแบบของ Medical Tourism และการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ

ที่มา :