6 ประเด็นฝากให้คิด จากเวที WEF Davos 2022 ที่คาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาในทุกมิติ ต่อเนื่องถึงปี 2023

แม้จะจบลงไปตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2565 ทว่า ประเด็นสำคัญที่ได้รับการหยิบยกมาพูดบนเวที WEF Davos 2022 หรือการประชุมประจำปี World Economic Forum ปี 2022 นี้ ยังคงกลายเป็นเรื่องที่ต้องหารือเพื่อกำหนดทิศทางสำคัญใน 6 ประเด็น ซึ่งคาดว่ายังมีอิทธิพลต่อการกำหนดความเป็นไปในโลกใบนี้อย่างต่อเนื่องไปจนถึง ปี 2023 ด้วยอย่างแน่นอน

โดยก่อนที่จะไปทราบ 6 ประเด็นสำคัญ ที่เวที WEF Davos 2022 ได้ทิ้งไว้ให้ประชาคมโลกต้องขบคิด ขออัปเดตเรื่องน่ารู้กันก่อนว่า World Economic Forum (WEF) เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีการจัดงานประชุมประจำปี ณ เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิส เป็นเวลาต่อเนื่องมากว่า 50 ปี
WEF เป็นเวทีใหญ่ที่บุคคลสำคัญ ในหลากหลายด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอแนวคิด รวมถึงสร้างความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายระดับโลกพร้อมทั้งกำหนดทิศทางที่ยั่งยืนในอนาคต
สำหรับปีนี้มีการจัดงานประชุมผ่านไปแล้วตั้งแต่ในวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2565 ภายใต้ธีม History at a Turning Point: Government Policies and Business Strategies โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 2 พันคนจากหลายประเทศทั่วโลก งาน WEF Davos 2022 ในครั้งนี้กลับมาจัดงานในรูปแบบพบหน้ากันอีกครั้ง หลังจากต้องจัดงานผ่านระบบออนไลน์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากผลกระทบของโรคโควิด 19  และมีการหารือในทิศทางสำคัญ 6 เรื่อง ดังนี้

สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ประเด็นสำคัญเขย่าโลก เขย่าเวที WEF Davos 2022

รัสเซียรุกรานประเทศยูเครนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์และยังคงยืดเยื้อไปถึงช่วงการจัดงาน WEF ในปีนี้ (พฤษภาคม 2565) จนกระทั่งถึงในปัจจุบัน สงคราระหว่างรัวเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลกับชาวยูเครนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภาวะสงคราม และยัง่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลกอย่าง เพราะทั้ง 2 ชาติ รัสเซียและยูเครน ต่างเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ผลิตผลทางการเกษตรที่ใช้ในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก
โดยในปีนี้ ผู้จัดงาน WEF ไม่ได้เชิญประธานาธิบดี Vladimir Putin ของรัสเซียมาร่วมงานเหมือนอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันได้มีการเชิญประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy ของยูเครนให้มากล่าวผ่าน live session พิเศษถึงข้อเรียกร้องให้ทุกประเทศมีมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจแก่ประเทศรัสเซียในระดับสูงสุด ซึ่งสะท้อนถึงท่าทีของนานาชาติที่มีต่อการรุกรานในครั้งนี้
ตลอดจนมีการหารือถึงผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีท่าทีแตกต่างกันต่อความขัดแย้งครั้งนี้ รวมไปถึงข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรนานาชาติ ร่วมมือแก้ไขความขัดแย้งและนำสันติภาพกลับมาอีกครั้ง

ภัยแล้ง

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ วิกฤตอาหาร และวิกฤตพลังงาน

แม้ว่าจะมีการหารือเรื่องวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในงาน WEF มาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร โดยข้อมูลในปี 2564 ชี้ชัดว่าการปล่อยมลพิษทั่วโลกยังไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มสูงขึ้น 6% ขณะที่มีการใช้ถ่านหินเพิ่มสูงขึ้น 9% และยังส่งผลกระทบต่อวิกฤตการณ์อาหารโลก
สืบเนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิ หรือระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลง ในขณะเดียวกันพบว่า กระบวนการผลิตอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าหนึ่งในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดทั่วโลก วิกฤตทั้งสองจึงเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันประชากรกว่า 1 พันล้านคน มีปัญหาการขาดแคลนสารอาหาร และคาดการณ์ว่าในปี 2593 ทั่วโลกต้องเพิ่มผลผลิตทางอาหารมากกว่า 60% ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอาหารและเทคโนโลยีสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงจะเป็นทางออกสำหรับความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
นอกจากนั้น วิกฤตพลังงานอาจส่งผลให้ให้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงขึ้น จะเห็นได้จากสงครามในประเทศยูเครนทำให้เกิดปัญหาด้านพลังงานในหลายประเทศของภูมิภาคยุโรป การลงโทษทางเศรษฐกิจแก่รัสเซียส่งผลให้รัสเซียในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตอบโต้กลับ โดยการลดปริมาณการส่งออกให้แก่ประเทศในยุโรปสำหรับการผลิตไฟฟ้า ทำให้หลายประเทศทบทวนการกลับมาใช้ถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้า สาเหตุดังกล่าวมีผลต่อปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น จะเห็นว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ วิกฤตอาหาร และวิกฤตพลังงานมีความสัมพันธ์กัน และทุกปัญหามีความรุนแรงกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก หากทุกคนไม่ร่วมมือกันอย่างตั้งใจและเห็นอกเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ ปัญหาเหล่านี้จะไม่ได้รับการแก้ไขและจะส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติรุ่นต่อไป

ความกังวลว่าจะเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจ Recession ในระดับโลก

อีกประเด็นที่มีการหารือในการประชุม WEF คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกจากปัญหาเงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากวิกฤตในประเทศยูเครน ที่ส่งผลต่อต้นทุนราคาพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก และภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นในยุโรป ที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเกิดเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน
และด้วยเหตุผลในการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อนี่เองที่ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งพยายามควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมีความกังวลที่แต่ละประเทศอาจจะต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจากการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป
จากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 4/2565 ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นและการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากรัสเซียยังคงการปรับลดปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรปและปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศในกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวนจากการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อของธนาคารกลางหลายประเทศ และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นสำคัญ ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สกรัฐฯ และราคาพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดลง
ทั้งนี้ความเสี่ยงการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยดังกล่าว ทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป รวมถึงอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566

วัคซีนโควิด-19

การเตรียมพร้อมสำหรับการแพร่ระบาดครั้งหน้า

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำไปสู่การหารือระหว่างผู้นำถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคระบาดอื่นๆ ที่อาจจะเกิดในอนาคต
จากวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนในประเทศรายได้สูงได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงประมาณ 75% แต่ขณะเดียวกัน สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปในประเทศที่มีรายได้ต่ำ มีประชาชนเพียง 13% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีน ยิ่งไปกว่านั้น มีการเปรียบเทียบว่า “การไม่จัดสรรวัคซีนโควิด-19 อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมก็ไม่ต่างจากการเหยียดเชื้อชาติ”
ในการประชุม WEF Davos 2022 ครั้งนี้ Pfizer บริษัทยาชั้นนำซึ่งเป็น strategic partner ของ WEF ได้มีข้อตกลงร่วมกัน (accord for a healthier world) โดยนำเสนอยาและวัคซีนที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรทั้งหมดของทางบริษัท รวมถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 บนพื้นฐานของการไม่แสวงหาผลกำไรให้กับ 45 ประเทศที่มีรายได้น้อยด้วย เพื่อเตรียมการสำหรับการแพร่ระบาดของโรคในอนาคต

อนาคตของการทำงาน (Future of Work)

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน จากการศึกษาพบว่าหากทำสิ่งใดเป็นเวลา 60 วันติดต่อกัน จะทำให้คนเราเปลี่ยนพฤติกรรมได้ การระบาดของโควิด-19 ที่กินระยะเวลากว่า 2 ปี จึงส่งผลให้คนจำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมให้คุ้นเคยกับการทำงานจากบ้าน
และเมื่อหลายบริษัทให้พนักงานกลับไปทำงานในสำนักงานตามรูปแบบปกติ ทำให้พนักงานไม่คุ้นชิน ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของการลาออกของคนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา (the great resignation) และยังพบว่าการทำงานในรูปแบบไฮบริดทั้งทำงานที่สำนักงานและทำงานจากที่อื่นๆ นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ประมาณ 5% พนักงานยังมีความสุขจากการทำงานเพิ่มขึ้น เพราะสามารถจัดสรรเวลาการทำงานได้และมี work-life balance เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ได้มีการพูดถึงความสำคัญของการ reskill แรงงานเพื่อเพิ่มทักษะที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลที่ยังขาดแคลน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรต้องร่วมมือ เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรแรงงานที่ดีขึ้น และส่งผลดีต่อโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการออก white paper เรื่อง Jobs of Tomorrow: The Triple Returns of Social Jobs in the Economic Recovery ที่พูดถึงการสร้างงานที่เกี่ยวกับงานบริการสังคม เช่น งานดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก โดยคาดว่า ในปี 2573 ประชากรโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นไปแตะ 8.5 พันล้านคน ทำให้มีความขาดแคลนแรงงานด้านบริการสังคม โดยเห็นว่าภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญและส่งเสริมงานประเภทดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

Metaverse Marketing

เทคโนโลยีดิจิทัล กับปรากฎการณ์ดิจิทัลดิสรัปชัน

เป็นที่ยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลกเป็นอย่างมาก งานประชุม WEF ครั้งนี้ จึงมีการหารือเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ การเงิน และการศึกษาได้มากยิ่งขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงเรื่องกฎระเบียบในการกำกับดูแลเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทในชีวิตของผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งหากมีกฎเกณฑ์ที่จะมากำกับดูแลในอนาคต บริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดก็ควรยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ที่จะมากำกับดูแล
ทั้งยังได้มีการพูดถึงแนวทางการพัฒนา Metaverse ในอนาคตว่า การพัฒนา Metaverse ควรต้องมีเรื่องของธรรมาภิบาลควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย
เพราะการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน เมื่อมีการใช้งานจนเกิดประโยชน์ย่อมมีอีกด้านหนึ่งที่อาจจะเกิดปัญหาได้ในระยะยาว ซึ่งปัญหาที่หลายคนกังวลว่าจะมาพร้อมกับ Metaverse ได้แก่ ปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ด้านความปลอดภัย ด้านสุขภาพจิต รวมไปถึงการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือนจริง ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นประเด็นที่คนถกเถียงกัน ตั้งแต่โซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
โดยที่ผ่านมาแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, YouTube และอื่นๆ เคยถูกตั้งคำถาม และเรียกร้องให้ออกมาแถลงการณ์เรื่องเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ที่แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ที่มา : บทความเรื่อง “ของฝากจากงาน WORLD ECONOMIC FORUM” จากวารสารพระสยาม ฉบับที่ 3/256​​​​​​5 (กรกฎาคม – กันยายน)​​​​​


ประเด็นสำคัญในอีกหลากหลายมิติจาก World Economic Forum

เวที WEF 2022 ชี้ 5 ทักษะแห่งอนาคต & 5 สายงาน ที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ ถ้าไม่อยากถูก เศรษฐกิจดิจิทัล กลืนกิน

WEF ถอดบทเรียนจากวิกฤตสู่ทางออก เพิ่มขีดความสามารถ ปฏิรูป ‘เศรษฐกิจวิถีใหม่’

Previous articleธุรกิจขนาดจิ๋วน่าเป็นห่วง
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.344
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์