ทำไม “จีน” ถึงลงทุนมหาศาลใน “แอฟริกา” ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ก่อตั้งฟอรัมว่าด้วยความร่วมมือจีน-แอฟริกา (FOCAC) ในปี 2543 เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 22 ปี ที่บริษัทจีนได้สร้างทางรถไฟยาวกว่า 10,000 กม. ถนนยาวถึง 100,000 กม. สะพานเกือบ 1,000 แห่ง และท่าเรือเกือบ 100 แห่งในแอฟริกา อีกทั้งยังก่อสร้างโรงพยาบาลมากกว่า 130 แห่ง โรงเรียนอีกมากกว่า 170 แห่งอีกด้วย และสนามกีฬาอีก 45 แห่ง

ซึ่งการลงทุนที่หลากหลายของจีนสนับสนุนอนาคตที่สดใสให้กับแอฟริกา แต่กลับถูกสื่อตะวันตกโจมตีว่าจีนหิวกระหาย เอาแต่ได้ และหวังตักตวงผลประโยชน์จากแอฟริกาอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งประณามท่าทีของจีนที่มีต่อแอฟริกาว่าเป็นการล่าอาณานิคมใหม่

เนื่องจากช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ดังนั้นความร่วมมือของจีนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจึงมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษสำหรับทวีปนี้ โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกาคาดการณ์ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงจะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าในประเทศและระหว่างประเทศของแอฟริกา ทั้งยังช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในฐานะผู้ส่งออกและปลายทางการลงทุน
ตัวอย่างเช่นในเคนยา ทางรถไฟสายมาตรฐานมอมบาซา-ไนโรบี ที่มีความยาว 480 กิโลเมตร ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนและสร้างโดยจีน ได้อำนวยความสะดวกอย่างมากในการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้โดยสาร ในฐานะหนึ่งในโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ที่สำคัญ เส้นทางรถไฟนี้เป็นเส้นทางรถไฟสมัยใหม่สายแรกที่สร้างขึ้นในเคนยาในศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2506
นอกจากนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เส้นทางรถไฟเบนกุเอลาความยาว 1,344 กิโลเมตร ที่สร้างโดย China Railway 20 Bureau Group Corporation ในแองโกลา ให้ผลลัพธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ โดยรัฐวิสาหกิจจีนได้มอบเทคโนโลยี ประสบการณ์ และมาตรฐานในการก่อสร้างเส้นทางรถไฟให้กับประเทศนี้ ในขณะที่คนท้องถิ่นได้รับการจ้างงาน การฝึกทักษะ และรายได้ที่สูงขึ้น

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน

ถ้าไม่ให้เกียรติ ไม่สำคัญ ผู้นำจีนจะไม่เยือนแอฟริกาถี่ยิบแบบนี้

ทราบหรือไม่ว่าตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเดินทางเยือนทวีปแอฟริกาหลายครั้งแล้ว โดยผู้นำจีนไปเยือนแอฟริกาบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และหลายประเทศไม่ใช่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อะไรมากมาย โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกเมื่อครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นครั้งแรกในปี 2559 เขาเลือกเดินทางมาที่แอฟริกา (คองโก และแอฟริกาใต้) กระทั่งเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นวาระที่สองก็ยังเดินทางมาเยือน 4 ประเทศในแอฟริกาเป็นทริปแรกด้วย โดยนับถึงปัจจุบันสี จิ้นผิง ได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกาหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเซเนกัล รวันดา และมอริเชียส
ผู้นำระดับสูงของจีน ซึ่งได้แก่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี (ประธานคณะมนตรีรัฐกิจ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือน 43 ประเทศ ในแอฟริการวม 79 ครั้ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดตามมูลค่าที่ลงทุนในแอฟริกาคือรัฐวิสาหกิจจีนที่ครองอำนาจในภาคพลังงาน การขนส่ง และทรัพยากร แท้จริงแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา 1 ใน 3 ของโครงข่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของแอฟริกาได้รับการสนับสนุนทางการเงินและการก่อสร้างโดยบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจจีน
เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงว่าจีนให้ความสำคัญกับแอฟริกามากเพียงใด ซึ่งไม่เพียงแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นร่วมกันเท่านั้น จีนยังแสวงหาพันธมิตรเพื่อรองรับการผงาดขึ้นเป็นผู้นำโลกในอนาคต ด้วยรูปแบบของการทำมาค้าขายที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่การข่มเหงด้วยอำนาจบาตรใหญ่และสงคราม ขณะที่หน้าฉากเร่แจกจ่ายประชาธิปไตยเป็นใบเบิกทาง
ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการเพิ่มบทบาทของจีนในภูมิภาคนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกาเห็นว่า จีนมีท่าทีที่ไม่น่าไว้วางใจ จอห์น โบลตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า การลงทุนของจีนในแอฟริกาเป็นการล่าเหยื่อ การให้เงินกู้มหาศาลทำให้เกิดการใช้หนี้เพื่อกักขังประเทศต่างๆ ในแอฟริกาให้เป็นเชลยตามความปรารถนาและข้อเรียกร้องของปักกิ่ง

การวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้มีมากขึ้นเมื่อโครงการ BRI ของจีนครอบคลุมหลายประเทศในแอฟริกา โดยหวั่นเกรงว่าจีนอาจใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เพื่อดึงเอาสัมปทานที่อาจส่งผลเสียทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อแอฟริกา แต่ผู้สนับสนุนการลงทุนของจีนในแอฟริกาแย้งว่าการลงทุนระยะยาวเหล่านี้ส่งเสริมความเป็นอิสระมากขึ้นของประเทศในแอฟริกา เพราะไม่มีเงื่อนไขแบบลัทธิจักรวรรดินิยมที่มักพบได้ทั่วไปในการลงทุนของตะวันตก และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแอฟริกามักมีองค์ประกอบเป็นเงินให้เปล่าจากจีนอย่างน้อย 25% (หรือมากกว่า) และโดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของสินเชื่อเพื่อการส่งออก ความช่วยเหลือทางทหาร หรือสินเชื่อที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์
ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับท่าทีของผู้นำจีนที่มีต่อความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคนี้ คือ การประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะกับอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮานประธานสภาอธิปไตยแห่งซูดานเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและกล่าวว่าจะยังคงให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของตนเพื่อพัฒนาซูดาน ผ่านความร่วมมือด้านน้ำมัน เกษตรกรรม เหมืองแร่ และอื่นๆ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจีนที่มีความสามารถเข้าร่วมในโครงการก่อสร้างในซูดาน เพื่อช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของซูดาน
ขณะที่ อับดูลาเย ดิออป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาลีกล่าวกับซินหัวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมาลีกับจีนว่าเป็น “ความร่วมมือฉันมิตรระหว่างพี่น้อง”

ด้าน หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่า “เรายินดีที่นานาชาติให้ความสำคัญกับแอฟริกามากขึ้น ในขณะเดียวกัน เราต่อต้านการเปลี่ยนแอฟริกาให้เป็นพื้นที่ต่อสู้สำหรับการแข่งขันของประเทศสำคัญๆ หรือใช้กลยุทธ์ของแอฟริกาเป็นเครื่องมือในการจำกัดและโจมตีความร่วมมือของประเทศอื่นๆ กับแอฟริกา ขณะเดียวกันเราหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศจะตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของแอฟริกาด้วยการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและส่งมอบการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของแอฟริกาและสวัสดิภาพของประชาชนในภูมิภาคนี้”
เห็นได้ชัดเจนว่านับตั้งแต่บตั้งแต่ก่อตั้ง FOCAC ในปี 2543 ความสัมพันธ์จีน-แอฟริกาก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเกษตร และการทูต โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของแอฟริกาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกันจนถึงปี 2564
จีนให้คำมั่นว่าจะไม่เก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ต้องเสียภาษี 98% ที่มาจากประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด จนกระทั่งอาจจะขัดหูขัดตาขาใหญ่บางราย

ที่มา :