จากต้นทุนทางธรรมชาติชายฝั่งทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของ 8 อำเภอในจังหวัดปัตตานี เมื่อบวกกับความสนใจเกษตรกรในพื้นที่ที่ต้องการสร้างรายได้ด้วยการเลี้ยงปูทะเล ทำให้ในวันนี้ ปูทะเล เป็นสัตว์เศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานี จนกลายเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเมืองชายแดนภาคใต้แห่งนี้ให้เป็น เมืองปูทะเลโลก แต่อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือ กำลังการผลิตปูทะเลในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ทาง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) จึงได้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ” ณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดยทางคณะฯ ได้นำเทคโนโลยีการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแม่พันธุ์ปูทะเล การอนุบาลลูกปู รวมถึงจะมีการบูรณาการกับหลายภาคส่วนในเรื่องการปล่อยพันธุ์ปูทะเลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การส่งเสริมการประกอบอาชีพเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่นากุ้งร้างและนาเกลือร้าง การส่งเสริมการเลี้ยงปูคอนโด (ขุนปู)
ทั้งนี้ เป็นที่น่ายินดี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปิดโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด โดยได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจกันของภาคีทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าวิจัยพัฒนาชุดความรู้ในการการเพาะเลี้ยงปูทะเล อันเป็นที่มาของ โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการเพาะฟักปูทะเล และจะมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้จังหวัดปัตตานีเป็น เมืองปูทะเลโลก อีกทั้งยังช่วยสร้างความอยู่ดีกินดีมีความสุขแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ด้วย
รับรู้ศักยภาพของจังหวัดปัตตานี กับก้าวสำคัญของการเป็น เมืองปูทะเลโลก
ที่มาของ โครงการจัดตั้ง “โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ” ณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คือความตั้งใจของหลายฝ่ายที่ต้องการส่งเสริมให้การเลี้ยงปูทะเล เป็นอีกหนึ่งในนโยบายการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
เพราะพื้นที่จังหวัดปัตตานีมีทั้งต้นทุนทางธรรมชาติและสังคมที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และยังมีบ่อกุ้งร้างที่สามารถฟื้นฟู คืนความสมบูรณ์และพัฒนาให้เป็นบ่อเลี้ยงปูทะเลได้อีกจำนวนมาก กอปรกับความเข้มแข็งด้านวิชาการ ที่มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือ มอ.ปัตตานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ และมีคณาจารย์ที่เป็นนักวิจัยซึ่งมีองค์ความรู้และทำงานวิจัยด้านการเลี้ยงปูทะเลมาอย่างต่อเนื่องด้วย

โดยภาครัฐมั่นใจว่า การเลี้ยงปูทะเล จะสร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างแน่นอน เพราะตลาดมีความต้องการปูทะเลอีกมาก รวมถึงแนวทางการดำเนินการยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมปูทะเลทั้งระบบ ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปู การขุนปูให้มีน้ำหนัก การจำหน่ายตรงไปยังร้านอาหาร และการส่งออกนอกพื้นที่
มากไปกว่านั้นยังได้นำเอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ถูกบุกรุกทำบ่อกุ้ง กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการทั่วไปทุกพื้นที่ที่สนใจ ซึ่งในระยะยาวจะพัฒนาสู่การเป็นเมืองผลิตปูทะเลเพื่อการส่งออกได้อย่างแน่นอน โดยตั้งแต่ปี 2563-2564 มีการผลักดันชุมชนนำร่องเลี้ยงปูทะเลแล้วกว่า 34 ชุมชน มีจำนวนปูทะเลที่เลี้ยงอยู่ 699,655 ตัว บนเนื้อที่ 244 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ในตอนนี้ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลที่มีความเข้มแข็งแล้วถึง 20 กลุ่ม มีสมาชิกมากกว่า 500 คน
เสริมความแข็งแกร่งของพื้นที่ด้วยงานวิจัยและ “โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ” @ มอ.ปัตตานี แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงปูทะเลแห่งปักษ์ใต้บ้านเรา
จากศักยภาพและความพร้อมทุกด้านที่กล่าวมา ได้ผลักดันให้เกิดโครงการจัดตั้ง โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ @ มอ.ปัตตานี ขึ้น โดยมี รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จังหวัดปัตตานี และอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหัวหน้าทีม “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงปูทะเลใกเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แบบครบวงจร โดยการมีส่วนร่วมของกลไกความร่มมือเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดปัตตานี”

โดย รศ.ดร.ซุกรี ได้ให้ข้อมูลที่มาของโครงการวิจัยนี้ พร้อมบอกเล่าถึงที่มาการจัดตั้ง โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ @ มอ.ปัตตานี ว่า
“ปูทะเล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าปูดำ ปูเขียว หรือปูขาว เป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพสูงมากที่จะพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนใต้รองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต เนื่องจากมีราคาสูง เลี้ยงง่าย โตเร็ว รูปแบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเลี้ยงแบบพึ่งพาป่าชายเลน ตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการสูง นิยมบริโภคทั้งในรูปของปูเนื้อ ปูไข่ และปูนิ่ม”
“และในปัจจุบันเริ่มมีผลผลิตปูทะเลจากกการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับหลังการส่งเสริมและมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ที่จะนำเอาปูทะเลมาเพาะเลี้ยงอย่างกว้างขวาง จากที่มีผลผลิต คิดเป็นมูลค่าเพียง 227 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 590 ล้านบาท ในปี 2561 และ 877 ล้านบาท ในปี 2563 (กรมประมง, 2565) ทั้งนี้มีการประเมินศักยภาพของประเทศ หากมีการดำเนินการอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะสามารถสร้างผลผลิตปูทะเลได้เป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี”
“คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอ.ปัตตานี จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายประกอบด้วย ศอบต. บพท. กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดปัตตานี และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเล ได้พัฒนางานวิจัยและส่งเสริมการเพาะ เลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง”
“อย่างไรก็ตามพบว่าข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่ง คือ การมีห่วงโซ่การผลิตไม่ครบวงจร โดยเฉพาะการขาดลูกพันธุ์ปูทะเลคุณภาพดีที่เกษตรกรสามารถจัดหาสำหรับนำไปเลี้ยงต่อได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการเพาะลูกปูทะเล เช่น ปูขาว ปูดำ มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่อัตรารอดและความสม่ำเสมอของลูกปูที่พร้อมสำหรับการลงบ่อเลี้ยงนั้นยังคงมีน้อย และยังคงขาดความเชี่ยวชาญสำหรับการดำเนินการในรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมได้”
นี่จึงเป็นที่มาให้คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอ.ปัตตานี ได้จัดสร้าง “โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ” ขนาด 20 x 30 ตร.ม. ขึ้นมา สำหรับการผลิตสัตว์น้ำวัยอ่อนที่เน้นปูทะเล มีศักยภาพผลิตลูกปูระยะเมกาโลปา ประมาณ 2-3 ล้านตัวต่อปี และลูกปูระยะแครบเล็ท 2 ประมาณ 0.5-0.8 ล้านตัวต่อปี โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

เป็นศูนย์เรียนรู้ปูทะเลครบวงจร และเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและผู้สนใจทางด้านการเพาะฟักและอนุบาลลูกปูทะเลวัยอ่อนตลอดจนการเลี้ยงปูทะเลรูปแบบต่างๆ
ใช้เป็นห้องปฏิบัติการสำหรับการเรียนการสอนของนักศึกษา การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์คามรู้ทางด้านปูทะเลของประเทศ
ผลิตแม่พันธุ์ปูทะเลที่มีไข่นอกกระดองและผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อนระยะเมกาโลปา (megalopa) และระยะแครบเล็ท (crablet) บริการให้แก่เกษตรกร
“จากเป้าหมายดังกล่าวโรงเพาะฟักแห่งนี้จะเป็นข้อต่อสำคัญที่จะะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป” รศ.ดร.ซุกรี กล่าวในที่สุด
ฟังเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่าย และเกษตรกร ถึงความสำเร็จของงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ได้จริง
แน่นอนว่าความสำเร็จของโครงการวิจัยฯที่กล่าวมานี้ นอกจากต้องอาศัยความเข้มแข็ง องค์ความรู้ และประสบการณ์ของทีมนักวิจัย แล้ว ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากกลุ่มภาคีเครือข่ายสำคัญ อย่าง บพท. และ ศอ.บต. ที่เป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยและจัดสร้าง โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ด้วย
โดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า
“โรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้ เปรียบเหมือนรางวัลความสำเร็จจากการทุ่มเทศึกษาค้นคว้าวิจัยการเพาะฟักปูทะเล ที่ บพท. ได้เข้าไปมีส่วนให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ศอ.บต. จังหวัดปัตตานี กรมประมง และภาคีที่เกี่ยวข้องอีกหลายภาคส่วน”
“ผมมั่นใจว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้ จะเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ต่อยอดงานวิจัยเรื่องปูทะเลให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ทั้งระดับครัวเรือนและชุมชน อีกทั้งยังจะมีส่วนในการขยายมูลค่าการค้าปูทะเลของไทยให้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเป็นรากฐานสำคัญในการทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นเมืองปูทะเลโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

ดร.กิตติ กล่าวด้วยว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นต้นทางของการเพาะฟักลูกปู และอนุบาลลูกปู ก่อนส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงในระบบปิดที่ควบคุมอุณหภูมิและระดับความเค็มของน้ำ หรือนำไปเลี้ยงในระบบเปิดในนากุ้งร้าง และป่าชายเลนเสื่อมโทรม ซึ่งช่วยฟื้นฟูป่าชายเลนเสื่อมโทรม หรือนากุ้งร้างที่เสื่อมค่า ให้กลับมามีคุณค่า มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จะทำให้มูลค่าผลผลิตปูทะเลไทยขยายตัวแบบก้าวกระโดดจากระดับประมาณ 900 ล้านบาทในปัจจุบัน ขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ล้านบาทต่อปี ภายในเวลา 5 ปี
ด้าน พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า “ศอ.บต. เชื่อมั่นว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้จะทำให้กระบวนการเพาะเลี้ยงปูทะเลมีความครบวงจร ซึ่งจะก่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในหลายภาคส่วนทั้งผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว และเวลานี้ ศอ.บต.ได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำชุดความรู้การเลี้ยงปูทะเลไปส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพเลี้ยงปูทะเลแล้วกว่า 30 ชุมชน”

จากนั้น เรามีเสียงสะท้อนจาก ตูแวมะรูดิง ตูแวกะลิเปาะ เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการวิจัยฯ มี รศ.ดร.ซุกรี เป็นหัวหน้าทีมวิจัย โดยได้รับทั้งคำแนะนำในการเลี้ยงปูทะเลรูปแบบใหม่ ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และได้รับการสนับสนุนลูกปูจำนวน 5,000 ตัวจากโครงการ ให้ลองนำไปเพาะเลี้ยง ซึ่งมีอัตรารอดสูง เป็นที่น่าพอใจ ส่วน มูฮำหมัดสุกรี มะแซ ประธานกลุ่มเลี้ยงปูในบ่อกุ้งร้าง ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ได้มาสะท้อนถึงผลลัพธ์ของการให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงปูทะเลตามโครงการวิจัยนี้เพิ่มเติมว่า
“ผมได้นำชุดความรู้เรื่องการเลี้ยงปูทะเลไปใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งได้ผล ดีมาก และทำให้ตัดสินใจเลิกอาชีพประมงเรือเล็กที่ต้องออกทะเลให้หาสัตว์น้ำในทะเล มาเลี้ยงปูอย่างจริงจัง ก่อนมาเลี้ยงปู ผมต้องหาเช้ากินค่ำไม่มีเงินเหลือเก็บ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงปู ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก มีเงินเหลือเก็บ และเหมือนมีตู้เอทีเอ็มส่วนตัว อยากใช้เงินก็จับปูไปขาย โดยปูเนื้ออายุ 4 เดือน ขนาด 2-3 ตัว/กิโลกรัม มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-500 บาท ส่วนปูไข่ จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 500-600 บาท”
หลากหลายงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาในพื้นที่ได้อย่างดี
‘แม่ทม’ ผลิตภัณฑ์จากมะม่วงเบา กับเส้นทางยกระดับสินค้าท้องถิ่น ให้เป็น “สินค้านวัตกรรม” ด้วยงานวิจัย











