ค่ายเพลงเล็ก ก็เหมือนกับ สโมสรเล็ก
สโมสรในที่นี้ ขอเปรียบเทียบ ค่ายเพลง กับ สโมสรฟุตบอล ที่สโมสรใหญ่มักเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีบุคลากรคุณภาพให้เลือกใช้ เพราะมีเงินทุนที่หนาแน่น
ส่วนสโมสรเล็ก หรือ ค่ายเพลงเล็ก ก็ตรงกันข้าม คือสิ่งอำนวยความสะดวกมีไม่มาก บุคลากรคุณภาพก็มีให้เลือกใช้น้อย เพราะเงินทุนร่อยหรอ
ดังนั้น สโมสรเล็ก จึงต้องทำงานภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด โดยต้องรีดเค้นสมรรถนะทุกอย่างที่มีออกมาใช้ให้หมดทุกขีดความสามารถ ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาในรูปของประสิทธิภาพที่เหนือความคาดหมาย
ส่วน สโมสรใหญ่ เล่นดีก็เสมอตัว เพราะพร้อมทุกอย่าง ถ้าเล่นไม่ดี นักเตะ และผู้จัดการทีม ก็จะโดนลงทัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย โทษฐานที่มีทรัพยากรเต็มมือ แต่ไม่สามารถใช้สร้างผลงานให้ดีได้
ทุกๆ วัน สโมสรใหญ่ มีโจทย์คือเดินหน้าทำงานภายใต้ทรัพยากรสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ต้องกลัวคู่แข่งระดับต่ำกว่า แข่งก็แข่งระหว่าง สโมสรใหญ่ ด้วยกัน และแข่งกับตัวเอง แข่งกันภายในทีม
เราจึงหาความสร้างสรรค์ไม่ค่อยได้จาก สโมสรใหญ่ หรือ ค่ายเพลงใหญ่ เพราะรูปแบบการทำงานมักเป็น Routine มีเป้าหมายเดียวคือเป็นที่หนึ่ง
ผิดกับ สโมสรเล็ก หรือ ค่ายเพลงเล็ก ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ต้องแสวงหาทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา เพื่ออุดช่องว่างที่ห่างกันระหว่าง สโมสรใหญ่ กับ สโมสรเล็ก การต่อสู้จึงเป็นสมรภูมิคนละชนิดกับ สโมสรใหญ่
อีกทั้งยังต้องระวังไม่ให้ สโมสรใหญ่ ดูดผู้เล่นที่ สโมสรเล็ก ปั้นขึ้นมาจากความยากลำบาก เอาไปใช้แบบไม่ต้องคิดอะไร ใช้เพียงกลยุทธ์เอาเงินฟาดหัวลูกเดียว

ขอให้สังเกต ว่า ศิลปินเพลง ที่ไม่ว่าจะอยู่ สโมสรเล็ก หรือไม่สังกัดสโมสร มักโดดเด่นด้วยปัจจัยเรื่องความสร้างสรรค์ แต่เมื่อ ศิลปินคนนั้นดังแล้ว หรือถูก ค่ายใหญ่ ดูดเข้าไป และส่วนใหญ่ ความสร้างสรรค์ก็ดูท่าว่าจะลดน้อยถอยลง
ยิ่งศิลปินที่มาจากความเป็นอินดี้ และต่อมาร่ำรวยจากการขายเทป หรือโดน ค่ายใหญ่ ซื้อตัวไป 100 ทั้ง 100 ผลงานที่ออกมามักตรงกันข้ามกับตอนที่ยังไม่ดัง
มีน้อยมาก ที่ ศิลปินจากค่ายเพลงเล็ก จะรักษาความสด ความดิบ ความซื่อ ความสร้างสรรค์ หรือความ PURE และความเป็น ORIGINAL เอาไว้ได้อย่างตลอดรอดฝั่ง
เหตุผลหลักก็คือ ส่วนใหญ่มักถูกกลืนไปกับระบบของ ค่ายเพลงใหญ่ ที่มีเป้าหมายต่างจาก ค่ายเพลงเล็ก ดังที่กล่าวเปรียบเทียบ ค่ายเพลง กับ สโมสรฟุตบอล เอาไว้ข้างต้น
แต่ก็มีตัวอย่างของศิลปินจาก ค่ายเพลงเล็ก หลายคน หลายวง ที่ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว
อาจเป็นเพราะธาตุแกร่งของศิลปินเอง หรือนโยบายไม่ล้วงลูก ของ ค่ายเพลงใหญ่ ที่ทำให้งานที่ออกมาบางครั้งดีกว่าตอนเป็นศิลปินอินดี้

ยกตัวอย่างค่าย Music Bugs
แม้ Music Bugs จะมีคุณสมบัติไม่ต่างจาก ค่ายเพลงเล็ก อื่นๆ คือ สิ่งอำนวยความสะดวกมีไม่มาก บุคลากรคุณภาพก็มีให้เลือกใช้น้อย เพราะเงินทุนร่อยหรอ
ดังนั้น ค่ายเพลงเล็ก ในโลกดนตรี จึงเปรียบได้กับ สโมสรเล็ก ในโลกฟุตบอล ที่ต้องทำงานภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด ต้องรีดเค้นสมรรถนะทุกอย่างที่มีออกมาใช้ให้หมดทุกขีดความสามารถ
ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ต้องแสวงหาทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา เพื่ออุดช่องว่างที่ห่างกันระหว่าง สโมสรใหญ่ กับ สโมสรเล็ก
อีกทั้งยังต้องระวังไม่ให้ สโมสรใหญ่ ดูดผู้เล่นที่ สโมสรเล็ก ปั้นขึ้นมาจากความยากลำบาก เอาไปใช้แบบไม่ต้องคิดอะไร ใช้เพียงกลยุทธ์เอาเงินฟาดหัวลูกเดียว
ขอให้สังเกต ว่า ศิลปินเพลง ที่ไม่ว่าจะอยู่ สโมสรเล็ก หรือไม่สังกัดสโมสร มักโดดเด่นด้วยปัจจัยเรื่องความสร้างสรรค์ แต่เมื่อ ศิลปินคนนั้นดังแล้ว หรือถูก ค่ายใหญ่ ดูดเข้าไป และส่วนใหญ่ ความสร้างสรรค์ก็ดูท่าว่าจะลดน้อยถอยลง
ยิ่งศิลปินที่มาจากความเป็นอินดี้ และต่อมาร่ำรวยจากการขายเทป หรือโดน ค่ายใหญ่ ซื้อตัวไป 100 ทั้ง 100 ผลงานที่ออกมามักตรงกันข้ามกับตอนที่ยังไม่ดัง
แต่ดูเหมือนว่า จะมี ศิลปินอินดี้ จากค่าย Music Bugs อย่างน้อย 3 วงที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น นั่นก็คือ Big Ass Labanoon และ Bodyslam



ความที่ ทั้ง 3 วง เป็นศิลปินอินดี้ ที่เกิดหลังยุค Alternative Rock ในยุคทศวรรษที่ 1990 ของไทย กำลังเบ่งบานเพียงเล็กน้อย ทำให้แนวทางการทำเพลงของ ทั้ง 3 วง อยู่ในไลน์อินดี้เต็มพิกัด นั่นคือ การแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงเองเป็นส่วนใหญ่เรียกได้ว่า 90% นอกจากนี้ยังเล่นดนตรีเกือบทุกชิ้นในห้องอัดเอง











