ตลาดรถยนต์ BEV ตัวเลือกที่จะถูกจับตามากขึ้น คาดยอดขายปี 66 เพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 65

ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค โดยนอกจากความพร้อมและสภาพเศรษฐกิจที่มีผลต่อผู้ซื้อรถแต่ละรายแล้ว วิกฤตโควิด เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนหลีกเลี่ยงการใช้รถสาธารณะและน่าจะอยากมีรถเป็นของตนเอง แต่ในทางตรงข้ามความจำเป็นต้องใช้รถก็อาจจะน้อยลงเพราะการทำงานที่บ้าน


ขณะเดียวกัน ปัญหาคอขวดอุปทานที่ถูกซ้ำเติมด้วยผลพวงของเหตุการณ์ในยูเครน ทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนอย่างชิปซึ่งกระทบการผลิตและระยะเวลาการได้รับรถยนต์ที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องรอ ซึ่งปัจจุบัน ผลจากวิกฤตโควิดและการขาดแคลนชิปก็ได้บรรเทาลงมาพอสมควรแล้ว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของทางการจากเกณฑ์การกำกับสินเชื่อใหม่ที่มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมมองว่าไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถสำหรับผู้ที่มีความพร้อม แม้ผู้ซื้อบางกลุ่มอาจจะเลื่อนการตัดสินใจและรอความชัดเจนอยู่บ้างซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีสัดส่วนไม่มาก
ขณะที่บริษัทเช่าซื้อต่างก็ทยอยประกาศความพร้อมในการบริการภายใต้เกณฑ์ใหม่เพื่อดูแลประเด็นนี้ และปัจจัยสำคัญคือ การมาของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) โดยค่ายรถแบรนด์ใหม่สำหรับไทยแต่เป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมที่จะมีผลต่อเนื่องต่อการตัดสินใจซื้อรถของผู้บริโภคในช่วงข้างหน้าด้วย

ตลาดรถยนต์ BEV

ทั้งนี้ หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ BEV ด้วยการให้เงินส่วนลดราคารถยนต์ โดยมีเงื่อนไขว่าค่ายรถจะต้องตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ BEV ในประเทศ และผลิตให้ได้ปริมาณที่สามารถชดเชยการนำเข้ามาจำหน่ายทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2568 ส่งผลให้ ตลาดรถยนต์ BEV ในประเทศของไทยปี 2565 นี้ คึกคักขึ้นอย่างมากและทำให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีพุ่งสูงถึง 7,109 คัน ขยายตัวถึง 332% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน
โดยทิศทางการตอบรับต่อรถยนต์ BEV ในประเทศที่ดีมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการยอมรับแบรนด์รถยนต์จีนซึ่งเป็นค่ายรถหน้าใหม่ที่เข้ามาทำตลาดไม่นานในประเทศหลายๆ แบรนด์ รวมถึงการตอบรับต่อแบรนด์รถยนต์ตะวันตก ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามีโอกาสที่ ตลาดรถยนต์ BEV ในปี 2565 นี้จะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับไม่ต่ำกว่า 12,000 คันได้ หรือขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6 เท่าจากปีก่อนที่ทำได้เพียง 1,954 คัน ถ้าหากการส่งมอบรถยนต์ของค่ายรถสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องตามแผน และในปี 2566 มีโอกาสที่ยอดขาย BEV จะเร่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากปี 2565
สัญญาณการตอบรับรถยนต์ BEV ดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนผ่านผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่พบว่า 29% ของกลุ่มตัวอย่าง จะเลือกซื้อ BEV ซึ่งสัดส่วนนี้นับว่าสูงเกินคาดหากเทียบกับสัดส่วนยอดขาย BEV ที่อยู่ที่เพียง 2-3% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดต่อปีที่ 850,000-900,000 คัน
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าราคารถยนต์ BEV ยังเป็นตัวแปรหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบว่าจะเลือกซื้อ BEV นั้น คิดจะซื้อในช่วงก่อนปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีมาตรการให้เงินส่วนลดจากภาครัฐ และส่วนใหญ่จะเลือก BEV แบรนด์จีนที่ราคาถูกกว่าแบรนด์อื่น
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังไม่นิ่งและความไม่สะดวกในการชาร์จไฟฟ้า เป็นอีกประเด็นสำคัญเช่นกัน สะท้อนจากผลสำรวจที่พบว่า ราว 48% ของผู้ที่จะซื้อรถ จะเลือกรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์อื่นๆ

ในประเด็นนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า หากในระยะข้างหน้า ผู้ที่เกี่ยวข้องใน ตลาดรถยนต์ BEV ทั้งค่ายรถยนต์ และผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ สามารถลดอุปสรรคประเด็นนี้ลง ก็มีโอกาสที่ผู้ที่เดิมคิดจะซื้อรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ BEV ได้ไม่ยาก เพราะโดยทั่วไปแล้วราคารถยนต์ BEV มักถูกกว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และความยุ่งยากในการซ่อมบำรุงก็มีน้อยกว่าเพราะมีชิ้นส่วนที่น้อยลงมาก  
ดังนั้น เพื่อให้ ตลาดรถยนต์ BEV เติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตนั้น นอกจากการมุ่งเน้นเรื่องราคาขายที่สามารถแข่งขันได้กับรถประเภทอื่นแล้ว จำเป็นจะต้องมีการสร้าง Ecosystem ที่จะช่วยให้ผู้ใช้รถอยู่กับรถยนต์ BEV ที่ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ในตลาดได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วยการเร่งพัฒนา 2 ปัจจัยหลักให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศ ภายในปี 2568 ก่อนที่มาตรการหลักในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ BEV ในปัจจุบันจะสิ้นสุดลง ได้แก่
การเร่งขยายจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะอย่างทั่วถึง มากพอ และใช้งานได้ง่าย
เพราะความไม่เชื่อมั่นในเรื่องการหาสถานที่ชาร์จไฟ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่คิดจะซื้อรถยนต์ BEV โดยสำหรับผู้พักอาศัยในสถานที่ที่ไม่สามารถติดตั้ง Wall Charger เช่น คอนโดมิเนียม ตึกแถว การมีจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่ทั่วถึง มากพอ และใช้งานได้ง่าย จึงยิ่งจำเป็น
การเร่งให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ BEV ของค่ายรถต่างๆ ที่ขายในไทยให้ได้มากที่สุด
เพื่อให้ในอนาคตมีโอกาสที่จะตั้งราคาขาย BEV ในไทยได้ถูกลง จากการแข่งขันกันระหว่างค่ายรถที่เพิ่มขึ้น และการไม่ต้องเสียค่าขนส่งหรือภาษีนำเข้ารถยนต์ BEV ในยี่ห้อที่ไม่ได้ผลิตในประเทศที่มี FTA กับไทย

นอกจากนี้ ในประเด็นความกังวลเรื่องเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังไม่นิ่ง และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่นั้น แม้การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก แต่จากเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดให้ค่ายรถที่เข้าร่วมโครงการรับเงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ BEV ต้องลงทุนเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ในไทยด้วย จึงทำให้การเข้าร่วมโครงการของค่ายรถยิ่งถ้ามีมาก ก็ยิ่งจะเพิ่มโอกาสในการพัฒนาแบตเตอรี่ในประเทศให้เติบโตได้มากขึ้น และช่วยลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ในอนาคตลงได้
ขณะที่ การลงทุนผลิตรถยนต์ BEV ในไทยของค่ายรถต่างๆ ยิ่งมีมาก ก็จะยิ่งช่วยลดปัญหาในเรื่องการหาอะไหล่ทดแทน และอาจช่วยลดอุปสรรคเรื่องราคาเบี้ยประกันในทางอ้อมด้วย 
นอกจากนี้ การพัฒนาห่วงโซ่ซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการให้บริการสินเชื่อ การประกันภัย การซ่อมบำรุง และตลาดมือสอง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันเพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคที่ต้องการใช้หรือผู้ซื้อรถยนต์ BEV ไม่แตกต่างจากรถยนต์อื่นๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว Ecosystem ที่ดี ย่อมจะมีผลในการกำหนดอนาคตของตลาดรถยนต์ BEV และอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในยุคถัดไป

ที่มา : บทความวิเคราะห์ เรื่อง “ตลาดรถยนต์ BEV…ตัวเลือกที่ถูกจับตามากขึ้น คาดยอดขายปี 66 เพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 65” โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย


รับรู้เทรนด์ความนิยมยานยนต์พลังงานสะอาดในยุคนี้

“ประเทศไทย” กับการเป็นศูนย์กลาง การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ที่สำคัญของโลก

มอก.เอส มาตรฐาน EV Conversion จุดพลุ SMEs ไทย เปิดบริการดัดแปลงเครื่องยนต์สันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า

สำรวจความพร้อมของ ห่วงโซ่อุปทานการผลิต ยานยนต์ไฟฟ้า EV ใน EEC ปี 2565