ถอดบทเรียนเส้นทางสู่ความยั่งยืน เหตุใด “ชิลี” จึงกลายเป็นผู้นำด้าน “พลังงานหมุนเวียน”

“ชิลี” ตั้งเป้าหมายที่สุดแสนจะทะเยอทะยานว่าจะเปลี่ยน 70% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศเป็นพลังงานหมุนเวียนให้ได้ภายในปี 2573 และให้คำมั่นว่าจะเป็นคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2593  โดยกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศนี้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการผสมผสานระหว่างการสนับสนุนทางการเมืองในวงกว้างและนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้


เมื่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัดเจนมากขึ้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกคล้ายๆ กัน นั่นคือจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างไร สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ ยิ่งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโครงข่ายไฟฟ้า พฤติกรรมการบริโภค และการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน

พลังงานสะอาดของชิลี

สำหรับ “ชิลี” ประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของชิลีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2565 ถึง 2570 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,949.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ (+25.3%) จีดีพีต่อหัวคาดว่าจะอยู่ที่ 19,553.35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี (ราว 655,766 บาท) ในปี 2570 ขณะที่จีดีพีต่อหัวในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16,503 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 553,555 บาท)
แม้ประเทศที่ยาวที่สุดในโลก ด้วยความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร นี้ จะมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับเชื้อเพลิงฟอสซิลและการทำเหมืองทองแดง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชิลีได้เร่งการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานผ่านการสนับสนุนทางการเมืองในวงกว้าง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และนวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว ได้ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการเปลี่ยนผ่าน 70% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในประเทศให้เป็นพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2573 และให้คำมั่นว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593
นี่คือวิธีที่ชิลีสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนได้

พลังงานสะอาดของชิลี

ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคการเมือง มีความร่วมมือร่วมใจกันดีในเรื่องสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของชิลีได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากฝ่ายต่างๆ จากหลากหลายขั้วทางการเมืองและได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน โดย 91% ของชาวชิลีเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง
เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว รัฐบาลกลางขวาของชิลีได้เผยแพร่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งแรกของประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายในการบรรลุการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 รวมถึงการเร่งอัตราการใช้พลังงานหมุนเวียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพทั่วประเทศ

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2565 ประธานาธิบดีกาเบรียล บอริก หัวหน้าพรรค Social Convergence ฝ่ายซ้าย วัยเพียง 36 ปี ได้ขยายขอบเขตตามยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานของผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมรุ่นก่อนของเขา โดยนโยบายที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลบอริกคือ ประกาศความตั้งใจที่จะใช้เงินที่ได้รับจากการผลิตทองแดงและลิเธียม (ชิลีเป็นผู้ผลิตทองแดงอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีสัดส่วน 27% ของการผลิตทองแดงทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกสองแห่งด้วย) เพื่อเป็นทุนในการผลิตไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้เสนอให้ขยายสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและห้ามการทำเหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ แต่แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปจะถูกปฏิเสธโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวชิลีส่วนใหญ่ แต่หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณของการสนับสนุนที่ก้าวหน้าของประเทศสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
เดวิด วิกเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมและนโยบายสาธารณะแห่ง University of California, San Diego School of Global Policy and Strategy กล่าวว่า “ชิลีมีทรัพยากรพลังงานทดแทนจำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นผู้นำ และมีอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมพลังงานหมุนเวียนจึงได้รับการสนับสนุนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง”

ไฮโดรเจนสีเขียว

ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของชิลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่ง “ไฮโดรเจนสีเขียว” (Green Hydrogen) แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มาแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำโดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในกระบวนการผลิต ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพลังงานของชิลี
ยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนสีเขียวแห่งชาติของชิลีเรียกร้องให้มีการรวมไฮโดรเจนสีเขียวเข้ากับภาคอุตสาหกรรมการขุดเจาะเหมืองแร่และสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่พึ่งพาคาร์บอนอื่นๆ
รัฐบาลของบอริกประเมินว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้ไฮโดรเจนสีเขียวของชิลีอาจกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีราคาย่อมเยาที่สุดในโลก เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านพลังงานหมุนเวียนที่เอื้ออำนวย เพราะชิลีได้รับประโยชน์จากลมแรงสม่ำเสมอในพื้นที่ภูเขาของปาตาโกเนีย และระดับรังสีดวงอาทิตย์ที่สูงที่สุดในโลกบางแห่งในทะเลทรายอาตากามา ซึ่งการจัดหาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีศักยภาพสูงเช่นนี้ได้ทำให้รัฐบาลชิลีคาดการณ์ว่า 13% ของไฮโดรเจนสีเขียวในโลก จะถูกผลิตขึ้นภายในชิลี ซึ่งนั่นทำให้ชิลีตั้งเป้าหมายที่จะเป็น 1 ใน 3 ผู้ส่งออกไฮโดรเจนสีเขียวรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2583
ไม่เพียงเท่านี้ รัฐบาลชิลีได้ให้คำมั่นว่าจะให้เงินสนับสนุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ 6 โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาชิลีได้ลงนามในข้อตกลงด้านเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ได้แก่ GNL Quintero เจ้าของสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนถ่าย จัดเก็บ และแปรสภาพเป็นก๊าซในภูมิภาคบัลปาราอีโซของชิลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่เชื่อถือได้สำหรับภูมิภาคตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่ของชิลีอาศัยอยู่, CAP บริษัทโฮลดิ้งในชิลี เป็นผู้นำอุตสาหกรรมการขุดเจาะเหมืองแร่และเหล็กกล้า และ Air Liquide บริษัทข้ามชาติสัญชาติฝรั่งเศสที่ให้บริการแก๊สสำหรับอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ เคมี และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นบริษัทจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก

พลังงานหมุนเวียน

สร้างมิตรภาพในต่างแดน

ชิลีกำลังใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนที่ก้าวหน้าเพื่อสร้างสถานะทางการนทูตที่สำคัญในการเจรจาด้านสภาพอากาศระหว่างประเทศ โดยชิลีเป็นเจ้าภาพร่วมการประชุม COP25 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อปี 2562 รวมถึงเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีพลังงานสะอาดและเปิดตัวแนวร่วม “ทวีปอเมริกาเพื่อการปกป้องมหาสมุทร” ซึ่งประกอบด้วยชิลี สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก คอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และเปรู ในการประชุมสุดยอดอเมริกาครั้งที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ชิลียังเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยหนึ่งในความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนที่กระตือรือร้นที่สุดของชิลีคือความร่วมมือกับเยอรมนี ภายใต้ความร่วมมือด้านพลังงานชิลี-เยอรมนี ทั้งสองประเทศได้แบ่งปันความรู้ จัดประชุมและฝึกอบรม รวมถึงเป็นเจ้าภาพอำนวยความสะดวกในข้อตกลงด้านพลังงานหมุนเวียนระหว่างผู้นำธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐและนักธุรกิจชิลีได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเก็บไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองดึสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี
ขณะเดียวกัน ชิลียังได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา โดยในการเยือนชิลีเมื่อเร็วๆ นี้ ของ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าที่บริษัทอเมริกันและรัฐบาลชิลีทำงานร่วมกันเพื่อเร่งการผลิตพลังงานหมุนเวียน

ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างเท่าเทียม

ในปี 2561 รัฐบาลชิลีเปิดตัวโครงการ Energía + Mujer (พลังงาน + ผู้หญิง) เพื่อสร้างความหลากหลายทางเพศในภาคส่วนพลังงานของประเทศที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ความคิดริเริ่มนี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ มีทรัพยากรในการลดความแตกต่างทางเพศในที่ทำงาน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้รับการให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายด้านพลังงานที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ชิลียังได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างอเมริกา (Inter-American Development Bank – IBD) เพื่อเร่งการใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการการจ้างงานด้วยค่าจ้างที่เท่าเทียมกันและความเสมอภาคทางเพศภายในภาคส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเงินกู้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวนโยบายหลักที่มุ่งลดช่องว่างระหว่างเพศในภาคส่วนที่มีผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนเพียง 23% ของการจ้างงาน และเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงให้มากขึ้น
เงินกู้จำนวนนี้ ยังจะถูกนำไปใช้ในการรื้อถอนโรงไฟฟ้าถ่านหินและเร่งแผนคาร์บอนเป็นกลางของประเทศในปี 2593 ด้วย

ที่มา :