TARA & CORE ยกระดับความร่วมมือ JARSIA ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าพัฒนา บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตอบโจทย์เทรนด์ SI & Industry 4.0

ย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID 19 สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย TARA : Thai Automation & Robotics Association และ คณะกรรมการ CORE : Center of Robotics Excellent ได้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดกับ สมาคม JARSIA : Japan Factory Automation & Robot System Integrator Association ด้วยเป้าหมายสำคัญร่วมกันในการพัฒนา บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ของไทยให้ตอบโจทย์ Industry 4.0

มาในวันนี้เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย จึงได้เกิดการประชุมความร่วมมือด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอีกครั้ง เพื่อสานต่อความตั้งใจเดิม โดยในครั้งนี้ มี Mr.Kazuo Kubota (FA Robot System Integrator Association) ผู้แทนสมาคม Japan Factory Automation & Robot System Integrator Association หรือ JARSIA เดินทางมาเยือนประเทศไทย และร่วมประชุมเพื่อวางแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือตามความตั้งใจที่วางไว้ร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านการพัฒนา บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ของไทย

อัปเดตความคืบหน้า การพัฒนา บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตอบสนองการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย

การประชุมครั้งนี้เริ่มขึ้นด้วยการกล่าวต้อนรับผู้แทน JARSIA โดย ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย หรือ TARA ซึ่งเน้นย้ำว่ามีความยินดีอย่างมากที่ได้เกิดการประชุมครั้งนี้ขึ้น หลังจากที่ต้องหยุดพักไปเพราะวิกฤตโควิดที่ผ่านมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี และในการประชุมครั้งนี้จะเป็นการวางแนวทางเพื่อยกระดับความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐาน SI ของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนการพัฒนา บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ของไทย ร่วมกันด้วย
ต่อมา อาจารย์ วรินทร์ รอดโพธิ์ทอง ที่ปรึกษา Isan-CORE และสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้กล่าวถึงข้อตกลงในความร่วมมือที่ผ่านมาว่าในครั้งแรก ทางสมาคม TARA คณะกรรมการ CoRE และ สมาคม JARSIA ได้ทำความตกลงร่วมกันว่าจะมีแนวทางในการพัฒนาและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยในภาคอุตสาหกรรมมาใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้อย่างไร จากนั้นก็มีการหารือกันจนมีการประชุมครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ในเดือนธันวาคม 2562 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมจากทางฝั่งไทย ทั้งทาง สมาคม TARA คณะกรรมการ CoRE และผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย

TARA หุ่นยนต์ ผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

สำหรับความคืบหน้าในการขับเคลื่อนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของไทย ทาง ชัชชัย ผลมูล รองนายกสมาคม TARA ได้อัปเดตภารกิจของสมาคม TARA ที่ดำเนินมาตลอดว่า
“ที่ผ่านมา เรามีการทำงานร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (CoRE: Center of Robotics Excellence) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยที่สนใจลงทุนด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในหลากหลายด้าน คือ
  • จัดหาและแนะนำผู้บูรณาการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือ System Integrators (SI) ที่ได้รับการลงทะเบียนรับรองแล้ว
  • จัดการฝึกอบรม และให้ข้อมูลความรู้เทคนิคเฉพาะด้าน สำหรับระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ให้แก่ SI ไทย โดยจัดให้ทั้งผู้ที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกของทางสมาคมฯ
  • สนับสนุนงานออกแบบ และวางระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม โดยการสร้างระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ต้นแบบที่ทำงานได้จริง ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และโครงการ OEM ขนาดใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมหนักของประเทศไทย
  • ร่วมมือกับภาครัฐ พัฒนาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เป้าหมาย (New 10 S-curve) สร้างอีโคซิสเตมของอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่ อุตสาหกรรม 4.0
“โดยในปัจจุบัน ความสามารถที่สมาชิกของสมาคม TARA มี ครอบคลุมหลากหลายมิติของการพัฒนาด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ของไทยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Software Developer IoT IIoT ERP MES SCADA, หุ่นยนต์อากาศยาน หรือ โดรน, หุ่นยนต์, ผู้ผลิตเครื่องจักร Controller, ระบบ Warehouse AS RS System หุ่นยนต์ AGV และผู้ประกอบการกลุ่มใหญ่ที่สดุ คือ SI หรือ System Integrator ซึ่งทำให้บริษัทที่เป็นสมาชิกของเรา มีทุนจดทะเบียนรวมถึง 2,500 ล้านบาท จึงมีศักยภาพในการรับงานด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยเฉพาะในอีอีซีได้แน่นอน”
นอกจากนั้น สมาคม TARA ยังมีภารกิจสำคัญ คือการจัดอบรมในคอร์สต่างๆ ให้กับ บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร SI Developer, SI Designer and Warrior Developer Practical Training และที่ผ่านมา ยังร่วมมือกับทาง EEC ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานชั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 80% สถานประกอบการจ่ายเพียง 20% (ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ต้องจ่าย 600 บาท/คน) Upskill Reskill ใน 7 กลุ่มหลักสูตร ดังนี้
  1. เทคโนโลยีอัตโนมัติ (AUTOMATION)
  2. หุ่นยนต์ (ROBOTICS)
  3. โปรแกรมการผลิต (PROGRAMMING)
  4. เครื่องจักรกลการผลิตและเครื่องมือวัด (MACHINING & MEASUREMENT)
  5. การจัดการวิศวกรรมและดิจิทัล (ENGINEERING MANAGEMENT & DIGITAL)
  6. ระบบโลจิสติกส์ (LOGISTICS)
  7. ยานยนต์ไฟฟ้า (ELECTRIC VEHICLE)

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ CoRE กับภารกิจเดินหน้านโยบายภาครัฐทางด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของไทย

มาถึงอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญ ที่ทำงานร่วมกับ สถาบัน TARA มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดประสงค์หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเข้าถึงและปรับเอาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไปใช้อย่างแพร่หลาย นั่นคือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Center of Robotic Excellence : CoRE) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานชั้นนำของประเทศ ทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจากภาคการศึกษาไปสู่การผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ และยกระดับไปสู่การผลิตหุ่นยนต์ประเภทอื่นๆ ที่มีความซับซ้อนในอนาคต มีภารกิจสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
  1. การรับรองเพื่อรับสิทธิประโยชน์ และมาตรการทางภาษีในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Certify Body)
  2. การพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Industrial Prototype)
  3. การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (HR Development)
  4. การให้คำปรึกษาแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Consultant/Technology Transfer)
โดยในโอกาสนี้มีคณะผู้แทนจากศูนย์ CoRE ที่มาอัปเดตการทำงานของศูนย์ CoRE ให้ทาง JARSIA ได้ทราบเพิ่มเติมว่าในตอนนี้ CoRE มีเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันไฟฟ้า NECTEC และสถาบันการศึกษา รวมทั้งหมดประมาณ 19 แห่ง

“ที่ผ่านมา ทาง CoRE ได้เดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดความต้องการในการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในประเทศไทย ด้วยการวางมาตรการกระตุ้นหลักร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย เช่นในเรื่องของการได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของทาง BOI การได้รับการยกเว้นภาษีจากทางกรมสรรพากร”
“นอกจากนั้น ที่เราให้ความสำคัญ คือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SI ของไทย ด้วยมาตรการเกี่ยวกับสิทธิด้านภาษีนำเข้ากับกรมศุลกากร และการพัฒนา บุคลากรด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยี (Technology transfer) ให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย และยังทำในเรื่องของการรับรองบริษัท SI และ สร้าง Industrial Phototype ในด้านนี้ขึ้นด้วย”
“และจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง เราได้เห็นความสำคัญกับทั้งการยกระดับความร่วมมือกับบริษัทในต่างประเทศ ในรูปแบบของ Joint venture และยังได้ขับเคลื่อนให้เกิดการแชร์ Resource ระหว่างบริษัท SI ขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก และที่สำคัญเราจะยกระดับมาตรฐานของ SI ไทย โดยเริ่มจาก SI ที่เป็นองค์กร ควบคู่ไปกับการพัฒนา SI ที่เป็นตัวบุคคล และหลักสูตรที่จะเป็นมาตรฐานที่จะพัฒนาไปพร้อมกันเช่นกัน และจะได้รวบรวมไว้อยู่บนแพลตฟอร์มที่เป็น Collaborative Platform ต่อไป”

แชร์มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ฟันเฟืองกระตุ้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอีอีซีอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาการศึกษา บุคลากร และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้มาแชร์ความสำเร็จของการส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า
“เชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ได้ทราบแล้วว่า เราได้ลงทุนมหาศาลเพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างในด้านของโครงสร้างพื้นฐาน ภาครัฐบาลโดยการนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงทุนในด้านนี้ไปถึง 1.7 ล้านล้านบาท โดยแม้ในช่วงที่ผ่านมาเกิดโควิด แต่ในพื้นที่ก็สามารถดึงเม็ดเงินการลงทุนเข้าประเทศได้ถึง 205,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าต่อจากนี้ไป อีอีซีจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลได้ถึงปีละไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท”
“และถ้าพูดถึงการลงทุนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ผ่านมาในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยได้เกิดการลงทุนไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องของ ดิจิทัลออโตเมชัน ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจาก ดร.ประพิณ นายกสมาคม TARA ในการมอบ Incentive เพื่อให้เกิดการลงทุนในเรื่องออโตเมชันและหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่อีอีซี”

การผลิตและบรรจุภัณฑ์

“แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำในวันนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการหารือกับ ดร.ประพิณ ว่าถ้าจะทำให้อุตสาหกรรมออโตเมชันไปต่อได้อย่างมั่นคง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการผลิตและสามารถการันตีในเรื่องของเวลาในการมี เซนเซอร์ มอเตอร์ สายไฟ แผงวงจร หรืออุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้จึงได้ไปขอคำปรึกษากับท่านทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และประธาน JETRO และเสนอว่าถ้ามีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ทางไทยพร้อมให้ Incentive เป็นระยะเวลา 15 ปีต่อเนื่องแก่กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นเหล่านั้น”
“โดยเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ในตอนนี้การดำเนินการในเรื่องนี้มีความก้าวหน้าและอยู่ในกระบวนการติดต่อสื่อสารระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งถ้าโครงการนี้สำเร็จ ประเทศไทยก็จะมีเมืองที่ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เกิดขึ้นในประเทศไทยได้จริง”
“อย่างไรก็ดี เรามีความเป็นห่วงในเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือให้อุตสาหกรรม SMEs ของไทยเข้าถึงเทคโนโลยีด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้ยากมากที่สุด เพราะข้อจำกัดทั้งในเรื่องของเงินลงทุนและกำลังคน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ปรึกษากับทาง สมาคม TARA และได้ข้อตกลงร่วมกันว่า เราจะเข้าไปช่วยเหลือโดยสร้างคนให้ทาง SMEs ไทยด้วย ซึ่งการสร้างคนนี้ ทาง EEC จะช่วยงบประมาณครึ่งหนึ่ง ผ่านรูปแบบ EEC Model Type B โดยในปีนี้น่าจะได้เห็นหลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมผ่านโมเดลนี้”

JARSIA ชี้แนวทางการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของญี่ปุ่นและของโลก

ด้าน Mr.Kazuo Kubota (FA Robot System Integrator Association) ผู้แทนสมาคม Japan Factory Automation & Robot System Integrator Association หรือ JARSIA ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
“สมาคม JARSIA ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 และมีอีกชื่อหนึ่ง คือ SIer และที่ผ่านมามีความพยายามในการพัฒนาระบบที่ใช้ในการพัฒนาทักษะของ SIer ในประเทศญี่ปุ่น และพัฒนาทักษะจำเป็นสำหรับผู้มีหน้าที่นี้ด้วย และได้จัดทำระบบขึ้นมาเป็น 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งในครั้งนี้เราต้องการมาแนะนำระบบทั้ง 3 ขั้นนี้ และจะสอบถามประเทศไทยด้วยว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไรถ้าทาง JARSIA จะแนะนำระบบนี้ให้กับประเทศไทย”
“โดยจากการรับฟังแนวทางการพัฒนาทั้งในภาคอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และออโตเมชัน และการพัฒนา SI ในประเทศไทย ยอมรับว่ามีความน่าสนใจมาก และเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนา SI ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบองค์กรและบุคคลได้อย่างแน่นอน”

เทคโนโลยี industry 4.0

“ทั้งนี้ สมาคม JARSIA ในตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 306 บริษัท และในตอนนี้ การพัฒนาบุคลากร SIer ได้มีการดำเนินการไปแล้วในเรื่องของ SI Practical skill ซึ่งจะมีเกณฑ์ในการสอบวัดระดับด้วย ส่วนการให้ความรู้ จะทำขึ้นในรูปแบบของ On the job Training และตอนสอบวัดระดับก็จะใช้หุ่นยนต์จริงในการสอบ และในปีนี้ เรามีการกำหนดว่าจะให้ความรู้ทางภาคทฤษฎีในรูปแบบของ Digital trainer และการทดสอบก็จะจัดบรรยากาศให้เหมือนหน้างานจริงมากที่สุด”
“ยกตัวอย่าง การวัดระดับในเกรดสาม ก็จะมีการวัดความรู้ของบุคคลในเรื่องของ Robot System Integration เช่นในเรื่องของการออกแบบทางกล ทางไฟฟ้า ระบบควบคุมหุ่นยนต์ และความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัย โดยจะมีการสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมา ในแต่ละปีมีผู้เข้าสอบประมาณ 100 คน และมีผู้สอบผ่านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์”
“ส่วนการสอบวัดระดับในเกรด 2 จะใช้เป็นโจทย์ ที่มาจาก Requirement ของบริษัทลูกค้าและให้ผู้เข้าสอบมาลองออกแบบเป็นระบบหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เพื่อคำนวณต้นทุนต่างๆออกมา ซึ่งผู้เข้าสอบในเกรดนี้จะเป็นผู้ที่ทำงานในวงการนี้มาอย่างน้อย 10 ปี”

ข้อสรุปจากการประชุมที่พร้อมใช้เดินต่อ เพื่อพัฒนา SI ไทย และ บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจร่วมกันในบทบาทของแต่ละหน่วยงานและองค์กร ที่จะมาร่วมมือกันในการพัฒนา SI ไทย และ บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อาจารย์วัชรินทร์ได้สรุปเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง JARSIA ว่า ในปัจจุบันได้มีการวางมาตรฐานในด้านบุคคลากรไว้อยู่แล้ว ซึ่งสถาบันที่รับหน้าที่ทำมาตรฐานในส่วนนี้ คือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ TPQI ขณะนี้ได้ทำมาตรฐานของบุคลากร ที่ทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไว้ตามกลุ่มงาน คือ
  • สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ ระดับ 3-4-5 ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องเนื่องกับ International Professional ทั้ง 8 ระดับ
  • กลุ่มหุ่นยนต์ ช่างควบคุมหุ่นยนต์ ช่างเทคนิคหุ่นยนต์ ช่างเทคนิคหุ่นยนต์ระดับ 4-5
  • กลุ่ม SIer อีกกว่า 5-6 อาชีพ
4 Disruptive Forces
“ดังนั้น การที่สมาคม JARSIA ได้เสนอว่าจะให้ประเทศไทยมีการปรับเอาการวัดระดับในเกรด 3 ไปใช้นั้น ในส่วนนี้ เราคงต้องพิจารณากันว่าเครื่องมือที่ใช้ในการวัดมีความสอดคล้องกับสมรรถนะที่ประเทศไทยมีอยู่หรือไม่ แต่เท่าที่ได้รับฟังทาง JARSIA บรรยาย ก็พบว่ามาตรฐานที่ทาง JARSIA ใช้ทดสอบบุคคลมีความสอดคล้องกับสมรรถนะที่ทางประเทศไทยวางไว้มากทีเดียว”
ในการประชุมวาระท้ายสุด ดร.ประพิณ ได้สรุปถึงแนวทางที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะได้ใช้ในการขับเคลื่อนทั้งการพัฒนา SI ไทย และ บุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติว่า “วันนี้เราได้ข้อตกลงร่วมกันในการทำมาตรฐานบุคคลธรรมดาด้าน SI มาตรฐานการ Training หรือการฝึกอบรม ตามหลัก Demand driven สำหรับบริษัทที่ต้องการ และในส่วนของการทำและปรับใช้มาตรฐานสำหรับองค์กรด้าน SI จะได้มีการพูดคุยและทำข้อตกลงที่นำสู่การปรับใช้อย่างเป็นทางการในเวลาต่อไป ซึ่งทาง สมาคม TARA และทาง JARSIA จะได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าไว้ต่อไป”

ภารกิจการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ

จับประเด็นสำคัญจากรายงาน Future Health Index 2022 พร้อมปรับสู่ทางออกในการจัดการข้อมูลและบุคลากรของ ธุรกิจเฮลท์แคร์

อาจารย์ทัศพันธุ์ สุวรรณทัต Role Model ของ “ครู” ผู้ออกแบบ “การจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ” พร้อมส่งต่อโอกาส สร้างบุคลากรป้อนภาคอุตสาหกรรม

รีวิว เทรนด์การบริหารองค์กรและบุคลากรยุคใหม่ งานประกาศรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่น ปี 2565 เพื่อธุรกิจเติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

Previous article“จีน” ครองตลาด “Rare Earth” แบบทิ้งห่าง ไพ่เด็ดที่ใครก็ยากจะต้านทาน
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.14
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์