ตามไปดูวงการ EV ญี่ปุ่น หลังจีนรุกหนัก ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้า

สำหรับคนนอกวงการแล้ว หลายท่านอาจคิดว่า “ญี่ปุ่น” ไม่สนใจ ตลาด “ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” หรือ EV (Electric Vehicle)

แต่ที่จริงแล้ว “ญี่ปุ่น” ไม่เพียงสนใจ EV เท่านั้น แต่ยัง “มองข้ามช็อต” ไปยัง “รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน” อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ขอติดค้างเรื่อง “พลังงานไฮโดรเจน” ไว้ตรงนี้ก่อน เพราะบทความนี้จะพูดถึง “รถ EV ญี่ปุ่น” ครับ
หากเอ่ยถึง “ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” ของ “ญี่ปุ่น” แล้ว หลายคนอาจนึกถึง “ต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า” คันหนึ่ง ซึ่งโด่งดังมากเมื่อปี ค.ศ. 1997
นั่นคือ Toyota Prius ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบ Hybrid (น้ำมัน + ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่)
Toyota Prius
Toyota Prius
ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 2023 ที่ “สหรัฐอเมริกา” “ยุโรป” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จีน” กำลังรุกหนักใน “ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้า”
Toyota กับ Honda กลับยังหยุดอยู่แค่การเปิดตัว “รถยนต์ Hybrid” รุ่นแล้วรุ่นเล่า
และก็เป็น Nissan ที่เดินหน้ามาก่อนใน “ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” กับ Nissan Leaf ในปี ค.ศ. 2010
Nissan Leaf
Nissan Leaf
อย่างไรก็ดี มีโครงการลับๆ ระหว่าง Toyota กับ Mazda เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2015 ที่ทั้งคู่จับมือกันพัฒนารถ EV มาแล้วหนหนึ่ง
และปัจจุบัน โครงการดังกล่าวก็ยังดำเนินอยู่
ข้อกังวลที่ฉุดรั้งทำให้ “ญี่ปุ่น” ล่าช้าใน “ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” มีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ความไม่แน่ใจว่า EV จะช่วยประหยัดพลังงานได้จริง
คือตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเองนั้น ตัวมันประหยัดน้ำมันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EV ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริง
ทว่า ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของ “ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า” นั้น “ญี่ปุ่น” ยังคงใช้เชื้อเพลิงจาก “น้ำมัน” หรือ “ถ่านหิน” ในการผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ดี
ทำให้ปริมาณ “ก๊าซเรือนกระจก” ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจาก “ญี่ปุ่น” เผชิญหน้ากับปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุยามะระเบิดจากสึนามิ
ส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวง ทำให้วงการโรงไฟฟ้าปรมาณูของ “ญี่ปุ่น” ไม่สามารถกลับมาผลิตกระแสไฟได้เหมือนเดิม
ประการต่อมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหตุผลหลักของความลังเลกับการเดินหน้าผลิต EV ของ “ญี่ปุ่น”
นั่นก็คือ ปัญหาการปรับตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปภายใน (รถยนต์ใช้น้ำมันจากพลังงานฟอซซิล)

เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวสร้างงานให้แก่ประชากรกว่า 5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 10 ของ “ประชากรญี่ปุ่น”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากโรงงานผลิตรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก พลาสติก สายไฟ ไปจนถึง ปั๊มน้ำมัน
แปลไทยเป็นไทยก็คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้ “ชาวญี่ปุ่น” นั่นเอง
ดังนั้น การเกิดขึ้นของ EV ที่จะทำให้ “อะไหล่รถญี่ปุ่น” ต้องหายไปกว่า 60%
บรรดา Supplier อะไหล่รถยนต์ของ “ญี่ปุ่น” จึงไม่ปลื้มอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ผลิตรถญี่ปุ่นรายใหญ่ จะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป
เพราะการผลิตแบบ Just-in-Time ที่ไลน์การผลิตสามารถผลิตรถยนต์ได้อย่างคละแบบ และคละรุ่นได้ตามออเดอร์
ระบบนี้ได้หยั่งรากลึก และเป็นปึกแผ่นมั่นคงมากใน “ญี่ปุ่น” เป็นความสัมพันธ์สุดแข็งแกร่ง ที่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจาก Supplier นับพัน

แฟนพันธุ์แท้ SALIKA ที่เคยไป “ญี่ปุ่น” คงจะผ่านตาโรงงานอะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ตั้งอยู่รายล้อมโรงงานรถยนต์
เหตุผลคือ เพื่อให้จัดส่งอะไหล่ตรงเวลาที่สุด
Just-in-Time เป็นสิ่งที่ค่ายรถยนต์ยุโรป อเมริกา พยายามเลียนแบบมาหลายสิบปี ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เพราะอะไหล่รถยุโรป อเมริกา มักมาจากคนละประเทศ ทำให้การผลิตจำเป็นต้องสั่งชิ้นส่วนล่วงหน้าทีละมากๆ จึงไม่สามารถผลิตรถยนต์ด้วยกระบวนการ Just-in-Time แบบ “ญี่ปุ่น” ได้
การมาถึงของ EV จึงเท่ากับทำลายล้างทฤษฎี Just-in-Time ให้จบสิ้นลง
เพราะไลน์การผลิตที่เรียบง่ายกว่า เนื่องจากใช้อะไหล่น้อยลง เพราะ EV จะแข่งกันที่ศักยภาพของแบตเตอรี่
ปัจจุบัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังมีจำนวนไม่เกิน 100,000 คัน เพราะ “คนญี่ปุ่น” ส่วนใหญ่ยังคงลังเล
ตรงข้ามกับรัฐบาล ที่เดินหน้าสนับสนุนรถยนต์พลังไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การมอบเงินสนับสนุนประมาณ 4 แสนเยนแก่ผู้ที่ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลท้องถิ่นยังมอบเงินบวกให้อีก 5 หมื่นเยน พ่วงด้วยมาตรการทางภาษี คือเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามาถลดหย่อนภาษีรถยนต์ได้อีก 1 แสนเยน
แม้ในปัจจุบัน ราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในญี่ปุ่นจะยังสูงอยู่ คือตกคันละประมาณ 3 ล้านเยน
แต่ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลดังกล่าว ผนวกกับคุณสมบัติการประหยัดเชื้อเพลิง รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคนญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน

ยานยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม “จุดตาย” ของ “EV ญี่ปุ่น” ก็คือ ปัญหา “สถานีชาร์จ”
เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า วิ่งได้เต็มที่ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย
รัฐบาลเองก็ทราบปัญหาข้อนี้ดี จึงพยายามเพิ่มสถานีชาร์จไฟ โดยปัจจุบันมีแท่นชาร์จแบบด่วนอยู่เกือบ 10,000 สถานี และสถานีชาร์จแบบปกติกว่า 4 หมื่นแห่ง
แม้รวมๆ แล้วจะมีจำนวนใกล้เคียงกับปั๊มน้ำมัน แต่คนญี่ปุ่นก็ยังคงลังเล?
ทำให้ “สถาบันวิจัยพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติญี่ปุ่น” ต้องออกมาประกาศ ว่าสถานีชาร์จไฟมีทุก 30 กิโลเมตร ผู้ขับขี่ไม่ต้องห่วงปัญหาเรื่องชาร์จไฟ
อย่างไรก็ดี สถานีชาร์จมีให้บริการมากแค่ในเมืองใหญ่ๆ จำนวนมาก แต่ในจังหวัดเล็กๆ จำนวนที่ชาร์จอาจยังไม่ครอบคลุม
ในปัจจุบัน บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานีชาร์จ ได้ร่วมกันก่อตั้งเว็บไซต์ EV Gogo ให้เป็นคอมมูนิตี้ของเหล่าคนรักรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
โดยช่วยกันแจ้งจุด อัพโหลดภาพสถานีชาร์จ ให้คะแนน และรายงานเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับสถานีชาร์จซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
เกี่ยวกับประเด็น “รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของญี่ปุ่น” นี้ “สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)” หรือ “ส.ส.ท.” ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่น ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการจัดสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับ EV ขึ้น

บรรยายโดย ศาสตราจารย์ ดร. Kazuyuki Motohashi จากมหาวิทยาลัยโตเกียว หัวข้อ นวัตกรรมสีเขียวในเอเชีย: มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลง EV และผลกระทบทางเศรษฐกิจใน ASEAN
เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “นวัตกรรมสีเขียว” เป็นมาตรการสำคัญลำดับต้นๆ ของเอเชีย โดยเฉพาะอย่าง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความพยายามลดคาร์บอน
โดยประเทศในเอเชียมีความหลากหลายของระบบเศรษฐกิจ และมีความท้าทายด้านการสนองตอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ASEAN ที่ “นวัตกรรมสีเขียว” เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจมักผูกติดกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ศาสตราจารย์ ดร. Kazuyuki Motohashi จะบรรยายภาพรวมของการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ASEAN
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง EV ซึ่งเริ่มต้นในประเทศจีน อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกกำลังจับตามอง
ศาสตราจารย์ ดร. Kazuyuki Motohashi เป็นผู้อำนวยการโครงการการจัดการเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ในกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ OECD
ความสนใจในงานวิจัยของเขาครอบคลุมประเด็นที่หลากหลายในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และสถิติของนวัตกรรม รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างประเทศ ระบบนวัตกรรมระดับชาติที่เน้นความเชื่อมโยงด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม นวัตกรรม SME และนโยบายการเป็นผู้ประกอบการ
เขาเป็นผู้นำทีมวิจัยระดับนานาชาติในโครงการ IP และเทคโนโลยีที่ไล่ตามจีน อินเดีย และไทย ศาสตราจารย์ ดร. Kazuyuki Motohashi ได้ตีพิมพ์เอกสารและหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น รวมถึงกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลก

หมายเหตุ:
  • Green Innovation in Asia: Focusing on EV shift and its economic implications in ASEAN countries
  • บรรยายโดย: ศาสตราจารย์ ดร. Kazuyuki Motohashi จาก University of Tokyo
  • วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00-16.00 น.
  • การสัมมนาแบบ Hybrid ณ ส.ส.ท. พัฒนาการซอย 18 ห้อง 3C และ Zoom
  • เข้าร่วมการบรรยายแบบ onsite : https://bit.ly/3C0tIxE
  • เข้าร่วมการบรรยายแบบ online : https://bit.ly/3vffF3x
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-717-3000 ต่อ 81 และที่ www.tpif.or.th