อีอีซี ลุย 100 โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืนตามแนวทาง BCG

การประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 คณะที่ 5.1 ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และมีกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมพิจารณางบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต และแผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เพื่อ “ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี ทุกมิติ ผ่านการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง BCG” จำนวน 100 โครงการ ด้วย 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และระบบดิจิทัล มุ่งเน้นการสานต่อโครงการ EEC Project List อย่างต่อเนื่อง 2) การพัฒนาบุคลากร การศึกษา วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งพัฒนาทักษะบุคลากร ตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม สู่การปฏิบัติงานจริง มีเป้าหมายให้ประชาชนในพื้นที่ “มีงานทำ มีรายได้ดี” 3) ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทันสมัย และมีมาตรฐาน เสริมสร้างสุขภาพประชาชนภายใต้บริการสาธารณสุขที่ครอบคลุม เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพในการรักษา 4) การพัฒนาเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เกิดการพัฒนาทัดเทียมนานาชาติ และ 5) การส่งเสริมการลงทุนด้านเศรษฐกิจ BCG ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ
“เอนก” ชู วชช. สร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อคนยากไร้และกลุ่มชาติพันธุ์

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดสัมมนา เรื่อง “วิทยาลัยชุมชน สถาบันอุดมศึกษา สร้างโอกาสแก่ชุมชน” กล่าวว่า สถาบันวิทยาลัยชุมชน หรือ วชช.เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ ๆ ของกระทรวง อว. โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้คนยากไร้ คนชายขอบ เพราะมีการจัดการศึกษาและหลักสูตรในภาพรวมที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันทีหรือนำไปต่อยอดเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ วชช.จึงเป็นสถาบันที่เปิดโอกาสให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และทำให้คน 10% ที่มีฐานะยากจนในระดับล่างสุด รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้ได้รับการศึกษา เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ยากไร้ที่สุด ด้วยมีหลักคิดคือ การเป็นสถาบันการศึกษาที่ช่วยคนด้อยโอกาส ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นหลักคิดที่เป็นหนึ่งในเป้าประสงค์ของการจัดการและปฏิรูปอุดมศึกษา ที่มีการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ มีการนำเอาคนเก่ง มีความรู้จริง มีความสามารถมาสอน โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิหรือมีปริญญาหรือตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งนับเป็นการยกย่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เชิดชูผู้ปฏิบัติงานได้จริง และแสดงให้เห็นว่าความรู้เกิดนอกมหาวิทยาลัยได้ เกิดจากการทำงานและจากชุมชน ทำให้ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยต้องไปเรียนรู้จาก วชช. ในเรื่องนี้ เรียกได้ว่า เป็นการกลับขั้วครั้งใหญ่ของการอุดมศึกษา โดยมี วชช.เป็นหน่วยนำด้านการจัดการศึกษาเพื่อกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง
นับหนึ่ง FTA ประวัติศาสตร์ ไทย-อียู ได้แต้มต่อตลาดใหม่ 27 ประเทศ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการหารือทวิภาคีกับนายวัลดิส โดมโบรฟสกิส (H.E. Mr. Valdis Dombrovskis) รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจและกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า หรือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหภาพยุโรป ในช่วงเย็นวันที่ 25 มกราคม 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ที่ Le Berlaymont กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม โดยกล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของไทยกับสหภาพยุโรป ที่ได้มีการเจรจาจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เป็นการเจรจาที่มีผลสัมฤทธิ์ที่ฝ่ายการเมืองของทั้ง 2 ฝ่าย มีข้อสรุปแสดงเจตจำนงร่วมกันในการเริ่มต้นให้แต่ละฝ่ายดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อนำไปสู่การจัดทำ FTA ระหว่าง 2 ฝ่ายต่อไปโดยเร็ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายประชุมและแสดงเจตจำนงร่วมกัน ในส่วนของประเทศไทย จะนำเข้าหารือเดินหน้าเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการจัดทำ FTA ไทย-อียู ต่อไป ส่วนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการค้าของสหภาพยุโรป จะนำผลการหารือไปดำเนินการภายในของสหภาพยุโรปเพื่อขอคำรับรองจากสมาชิก 27 ประเทศต่อไป โดยตั้งเป้าจะดำเนินการตามกระบวนการภายในให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อประกาศนับหนึ่งการเริ่มต้นเจรจา FTA ไทยกับสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเราใช้ความพยายามในการทำ FTA กับสหภาพยุโรปมาแล้วเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่สามารถนับหนึ่งในลักษณะนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
โจรไซเบอร์แสบหนัก สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่หลอกธุรกิจต่างชาติอัพเดทข้อมูล


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกโรงเตือนประชาชนและธุรกิจระวังโจรไซเบอร์อีกครั้ง รอบนี้ขยายไปถึงนิติบุคคลต่างชาติก็โดนด้วย ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจในประเทศ ตั้งคณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคอยจับตาโจรไซเบอร์ พร้อมหนุนผู้เสียหายดำเนินคดีร่วมกันที่เอาชื่อเสียงกรมฯ ไปหากินแบบผิดๆ ยืนยันจะดำเนินคดีทุกรายไม่มีเว้น และส่งเรื่องให้ปอท. ช่วยกำจัดโจรให้สิ้น ย้ำวิธีระวังตนเอง 4 คาถายังต้องทำต่อไป เช็ค URLให้ดี ไม่กดลิ้งค์ที่ไม่รู้จัก ไม่เชื่อคำเชิญชวน และไม่เปิดเผยข้อมูล นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่า การกระทำนี้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติได้ กรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใดและได้ดำเนินการในเชิงรุก พร้อมแต่งตั้ง ‘คณะทำงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ ขึ้น เพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหลอกลวงนี้ โดยได้รับแจ้งเรื่องประกอบกับให้ส่งหลักฐานที่มีสำหรับนำไปแจ้งตำรวจเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกับมิจฉาชีพทุกรายที่นำชื่อและตราสัญลักษณ์ของกรมฯ ที่เป็นหน่วยงานราชการไปหลอกประชาชน และขอแนะนำให้ผู้เสียหายควรไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะได้สกัดกั้นการกระทำลักษณะนี้ไม่ให้ขยายวงกว้าง รวมไปถึงกรมฯ ยังได้ส่งต่อหลักฐานให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
จีนครองแชมป์ ‘นักต่อเรือ’ ชั้นนำของโลก ปี 2022
















