หลังจากที่ประเทศไทยเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างหลั่งไหลเข้ามาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยกันมากมาย โดยนอกจากจุดประสงค์ในการเดินทางมาท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวไม่น้อย ก็เดินทางเข้ามาเพื่อมาใช้บริการทางการแพทย์ที่ โรงพยาบาลเอกชนไทย ด้วย เนื่องจาก ชื่อเสียง ความมีมาตรฐาน และสนนราคาค่ารักษาพยาบาล ของการแพทย์และสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกนั่นเอง
ศ.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH หรือกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ในฐานะ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมายาวนาน ได้ฉายภาพของธุรกิจนี้และภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีนี้เทียบกับช่วงโควิด และการเตรียมพร้อมในการรับมือกับกองทัพนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งทัวร์จีนที่กำลังจะเข้ามาอย่างไร

“สัญญาณการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้บริการ โรงพยาบาลเอกชนไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ต่อเนื่องมาที่เดือนมกราคม 2566 ที่เพิ่งผ่านไป ยิ่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ประเทศจีน ได้ประกาศเปิดประเทศ และต่อมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวจีนออกเดินทางเป็นกรุ๊ป ก็ย่อมจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทย เพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน”
“โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จะมีนักท่องเที่ยว Middle East เป็นส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทย เรียกว่า นักเดินทางจากกลุ่มประเทศนี้เข้ามาเร็วกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากมาซื้อสินค้าเฉพาะที่เมืองไทยด้วย นอกจากนั้น ในตอนนี้ ทางการไทยได้ออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาลไทย ที่จะต้องให้บริการตรวจ RT-PCR แก่นักท่องเที่ยว 48 ชั่วโมงก่อนเดินทางออกประเทศ และต้องมีผลเป็นลบจึงจะเดินทางกลับเข้าประเทศได้”
“ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกชาติหนึ่งที่เดินทางเข้ามาไทยมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คือ ประเทศอินเดีย ที่ในตอนนั้นเดินทางเข้าประเทศไทยมากเป็นอันดับ 3”
“เพราะฉะนั้น ถ้าอ้างอิงตามการประเมินของ ททท. ที่ประเมินว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาจำนวน 5 ล้านคน โดยถ้าต้องตรวจ RT-PCR ก่อนกลับ แน่นอนว่าจะเป็นรายได้เข้าสถานพยาบาลหรือห้องแล็ปของประเทศไทยส่วนหนึ่ง นอกจากนั้น ในการเดินทางมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน ก็ต้องทำประกันโควิด ที่มีวงเงินประมาณ 3 แสนบาทไทย ในกรณีที่ติดโควิด ก็ต้องรักษาให้หายก่อนเดินทางกลับประเทศ ตรงนี้ก็จะเป็นรายได้ของโรงพยาบาลไทยเช่นกัน”
“นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ของการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน ที่อยากมาฉีดวัคซีน mRNA ที่ประเทศไทย ซึ่งในตอนนี้ วัคซีน mRNA ที่เหลือส่วนใหญ่คือ ไฟเซอร์ และเป็นของภาครัฐบาล แต่มีการเจรจากันระหว่างภาครัฐและเอกชนแล้วว่าจะมีการจัดสรรเรื่องของวัคซีนโควิดนี้มาให้บริการนักท่องเที่ยว โดยเก็บค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ อย่างไร”
“และผมมองว่าในช่วงไตรมาศแรก ที่คนจีนเข้ามาในไทย นอกจากจะมาท่องเที่ยวแล้วก็จะมีมาดูแลตัวเองในเรื่อง Wellness เพื่อรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง หรือ ศัลยกรรมความสวยความงามเป็นส่วนใหญ่”

“ทั้งนี้ในช่วงก่อนเกิดโควิด จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึง 30-40 ล้านคน และจะเป็น Medical Tourism ประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนว่า หลังจากโควิดคลี่คลายจำนวนนักท่องเที่ยวอาจน้อยกว่าก่อนเกิดโควิดหลายเท่า ทว่า เมื่อเปิดประเทศ ก็ย่อมมีผู้เดินทางมาเพื่อจุดประสงค์ด้าน Medical และ Wellness อย่างแน่นอน”
“สำหรับในเครือ BCH เรามีโรงพยาบาลอยู่ที่นครหลวงเวียงจันท์ และมีฐานผู้ใช้บริการคนจีนอยู่ 21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากมีการผ่อนปรน และเปิดประเทศจีน ก็เชื่อว่าจะมีคนจีนไม่น้อยที่มุ่งเดินทางไปที่ลาวด้วยเช่นกัน”
“และจากข้อมูลของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ก็พบว่า หลังจากเกิดวิกฤตโควิด หลาย โรงพยาบาลเอกชนไทย ที่อยู่ในเครือข่ายสมาคมฯ ก็มีการปรับตัว ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันอย่างมาก โดยเฉพาะมีการสร้างศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ และยังขยายสาขาไปตามแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่าธุรกิจ Healthcare ก็อยู่ใน Mega Trend ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลก็จัดแพคเกจและโปรโมชั่นเพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย”

“อย่างไรก็ดี ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิดก่อนหน้านี้ ก็เป็นโอกาสให้หลายโรงพยาบาลได้สร้างคอนเนคชั่นกับภาคธุรกิจ บริการ การท่องเที่ยว มาถึงเวลลานี้ ถ้าโรงพยาบาลใดมีคอนเนคชั่นกับโรงแรมที่ทำ Hospitel ก็จะได้เปรียบในช่วงต่อจากนี้ด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะได้รับลูกค้าที่ส่งต่อจากโรงแรม ทั้งอินเดีย หรือจีน ที่ยังตคงมีข้อกำหหนดให้ทำ RT-PCR ก่อนกลับเข้าประเทศนั่นเอง”
“ถ้าตัดปัจจัยเรื่องโควิดออกไป ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ากิจการของโรงพยาบาลเอกชนไทยมีการเติบโตขึ้นตามแพลตฟอร์มต่างๆ ที่แต่ละโรงพยาบาลได้พัฒนาขึ้น ดังนั้น ทำให้ตัวเลขการเติบโตของแต่ละโรงพยาบาลไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าโรงพยาบาลนั้นๆ จะขยายธุรกิจไปยังเซคชั่นหรือภาคส่วนอื่นด้วยหรือไม่”
“และในส่วนของการให้บริการการตรวจ RT-PCR ของไทย กับนักท่องเที่ยวชาวจีน อินเดีย ตรงนี้เรามั่นใจว่าประเทศไทยมีเครื่องมือที่ใช้ตรวจและให้บริการในจุดนี้ที่มากเพียงพอ เป็นอานิสงส์จากในปี 2564 ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อพีคขึ้นสูงมาก ทำให้มีการเร่งกำลังการผลิตเครื่องมือตรวจเพิ่มมากขึ้น ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ทำให้เรามั่นใจว่าเราสามารถเปิดให้บริการตรวจ RT-PCR ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการได้แน่นอน”

“ส่วนการให้การรักษาพยาบาลนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ เราคาดการณ์ว่าจะไม่เกิดการติดเชื้อจำนวนมาก เพราะเป็นปลายรอบของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิดแล้ว และถึงจะเกิดการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะหลับไปที่ทางเลือกในความร่วมมือกับโรงแรมที่เปิดเป็น Hospitel ได้แน่นอน”
“สุดท้าย ต้องบอกว่า การเติบโตของ โรงพยาบาลเอกชนไทย มีตัวชี้วัดอยู่ที่ การปรับตัวของโรงพยาบาลนั้นๆ ว่ามีการจัดให้มีแพลตฟอร์มของการแพทย์ยุคใหม่ เพื่อให้บริการทั้งต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าในประเทศ และกลุ่มนักท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญ โรงพยาบาลนั้นมีการปรับตัวตามเทรนด์ Personal Healthcare ได้มากน้อยแค่ไหนด้วย” ศ.นพ.เฉลิม กล่าวในที่สุด
ที่มา : เรียบเรียงจากรายการ BUSINESS WATCH ในหัวข้อ “โรงพยาบาลเอกชนเตรียมพร้อมรับทัวร์จีนใช้บริการ” นำเสนอทาง Youtube : TNN Online
ตามติดเทรนด์การทำธุรกิจ ในช่วงเวลาที่วิกฤตโควิดคลี่คลาย
4 ทางเลือกภาคธุรกิจรับมือประเด็นความยั่งยืนอย่างไร ไม่เสียเปรียบ











