โลกยุคใหม่ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการบริโภค-แหล่งผลิตอาหาร-การผลิตภาคเกษตรกรรม-ระบบตลาดด้านอาหาร ฯ ของศตวรรษที่ ๒๑ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ “เกษตรลมเพลมพัด” หรือ “เกษตรตามมีตามเกิด” ที่ขาดความแม่นตรงทั้งด้านคุณภาพและปริมาณจะมีพื้นที่ในระบบตลาดอย่างจำกัดลงทุกวัน จนต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด! นี่คือความเป็นจริงของโลกในศตวรรษที่ 21!
ส่วนเกษตรกรรมที่ปรับตัวในการผลิตและเข้าถึงกฏเกณฑ์ของตลาดยุคใหม่ ที่ผูกโยง “การผลิต” และ “ผลผลิต” เข้ากับความปลอดภัยด้านสุขภาพ-ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม-มีการจัดการเพิ่มผลผลิตจากการลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน ฯลฯ จะเป็นเกษตรกรรมที่มีอนาคต-มั่นคงยั่งยืน-เข้าถึงตลาดมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐฯต้องตระหนักสนับสนุน-ส่งเสริมให้เท่าทันมาตรฐานและระบบตลาดในฐานที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ และเป็นพื้นที่ความมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรมของโลก!

ปัจจุบันมาตรฐานผลผลิต-กระบวนการผลิตหลอกกันไม่ได้ จาก “การตรวจสอบย้อนกลับ” ที่ใช้ระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ-ความก้าวหน้าของการสื่อสารยุคดิจิทัล ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบแหล่งผลิตอาหารและผลผลิตที่ส่งออกและนำเข้า! ที่กำหนดด้วย “มาตรฐาน” และ “มาตรการ” ในสังคมโลก! ความเปลี่ยนแปลง-ความแม่นตรงของการตรวจสอบ ฯ ส่งผลให้การผลิตภาคเกษตรกรรม-ตลาดอาหาร-จนถึงตัวและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตต้องปรับตัวสร้างการเรียนรู้-พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักการที่กำหนดขึ้นจากตลาดและผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้เกษตรกรผู้ผลิตทั้งหลาย!
เกษตรกรรมในบ้านเมืองเราวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องวิธีคิดและมโนทัศน์ด้าน “เกษตรกรรม” และ “ความมั่นคงทางอาหาร” บางกลุ่มยังคิดแบบเดิมที่ห่างไกลกับโลกศตวรรษที่ 21 มาก ขณะที่นักเคลื่อนใหวทางสังคมบางกลุ่มยังมองประเด็นสำคัญเหล่านี้ผ่านปัญหาความยากจน-การร้องขอจากเกษตรกร ทำให้การผลิตของเกษตรกรบางกลุ่มตกอยู่ในมโนทัศน์ของเศรษฐกิจที่เลื่อนลอย-ร้องขอ-รอคอย ปรับตัวลำบาก มุ่งแต่ร้องขอ-เรียกร้อง-มุ่งทำลายกลุ่มธุรกิจที่ก้าวหน้าสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรที่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง-คำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ ที่เป็นพัฒนาการของเศรษฐกิจครัวเรือนที่ก้าวหน้าถ่างช่องว่างกว้างออกทุกขณะได้! สภาพความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและข้อมูลข่าวสารที่ขาดความจริง-มองความจริงไม่หมด-ไม่ขาดเช่นนี้ ส่งผลให้สังคมการผลิตที่เคลื่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเผชิญกับความคิดในการผลิตภาคเกษตรกรรมมีทิศทางสะเปะสะปะ!

เราคงต้องหันมาดู-พิจารณา-และรับรู้ถึงบางตัวอย่างของการปรับตัวเคลื่อนใหวของเกษตรกรหลายกลุ่มที่กำลังปรับตัวจาก “ปัจจุบันสู่อนาคต” เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างออกบ้าง ตัวอย่างจากกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เอฟทีเอส อำนาจเจริญ ที่เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ สร้างความร่วมมือกับ บริษัทฟูดเทค โซลูชั่น อินเตอร์แนชั่นแนล จากเยอรมนี เป็นองค์กรการค้าที่ส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์และมุ่งพัฒนาการค้าที่เป็นธรรม หรือ แฟร์เทรด อินเตอร์แนชั่นแนล ชาวนากลุ่มนี้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายปลูกข้าวอยู่ในท้องถิ่น มีการขึ้นทะเบียบสมาชิกและพื้นที่แปลงปลูก จัดฝึกอบรมการปลูกข้าวแบบออร์แกนิคตามมาตรฐานของยุโรป และ USDA มีการจัดการตั้งแต่ปรับฐานความรู้ของชาวนาให้เข้าใจถึงระบบการจัดการร่วมกันตั้งแต่ในแปลงนา การเก็บเกี่ยว การสีข้าว และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการส่งออกตามมาตรฐานที่ตลาดกำหนด
ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกัน จัดการบริหารกลุ่มที่โปร่งใสเป็นธรรม เป้าหมายการผลิตมุ่งอยู่ที่ การลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต/เพิ่มรายได้/ยกระดับคุณภาพชีวิต/และสร้างชุมชนปลอดสารเคมี การปรับตัวทำงานหนักร่วมกันของชาวนาและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า ๕ ปี วันนี้ชาวนากลุ่มนี้มีรายได้สูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว และได้ค่าพรีเมียมข้าวจากระบบการค้าที่เป็นธรรม หรือ แฟร์เทรด อีกด้วย! คุณภาพชีวิตหลังพลิกโฉมตัวเองสู่การผลิตใหม่ดีขึ้นชัดเจน เงินพรีเมี่ยมข้าวจากแฟร์เทรดถูกนำไปปรับปรุงแหล่งน้ำ/สิ่งแวดล้อมในตำบลแมค ตำบลอำนาจ ตำบลปลาค้าว และตำบลเค็งใหญ่ ในจังหวัดอำนาจเจริญ แบบไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐฯแม้แต่บาทเดียว นี่คือศักยภาพที่พลิกมุ่งฟื้นสภาพอ่อนล้าของเศรษฐกิจครัวเรือนในแปลงปลูกเดิมที่ไร้ทางออก มาสู่อนาคตใหม่อย่างจับต้องได้!
ขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด ในโครงการความร่วมมือระหว่าง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก. กับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่ร่วมสร้างสรรค์เกษตรกรรมใหม่ให้ชาวไร่ข้าวโพดในพื้นที่ สปก. หลายจังหวัด ปรับตัวจากการผลิตที่เลื่อนลอยไร้อนาคตพลิกสู่การมีอนาคต/มีรายได้ที่แน่นอน เป็นโครงการที่สร้างความสำเร็จสมประโยชน์ให้ทุกฝ่าย บนหลักการที่ไม่ด้อยกว่ากลุ่มเครือข่ายชาวนาข้างต้น มีการสำรวจพื้นที่/จัดฝึกอบรมมาตราฐานการผลิต ซึ่งจากการศึกษาติดตามงานวิจัยโครงการนี้ พบว่า เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงราวร้อยละ ๒๙ และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๒๐ มีการรับซื้อสูงกว่าราคาตลาดเฉลี่ย กก.ละ ๒๐ สตางค์ ทำให้รายได้เปรียบเทียบกับก่อนเข้าโครงการฯเพิ่มขึ้นราวร้อยละ ๔๕ และยังทำให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้นและอนาคตที่มั่นคงกว่าที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวเรียนรู้/ปรับกระบวนการผลิต ฯลฯ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีคุณูปการต่อชีวิตผู้คนของ สปก. ที่ช่วยสร้างความมั่นคงร่วมระหว่างเกษตรกรกับภาคธุรกิจให้มีความมั่นคงที่มีอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

สองตัวอย่างที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วน/บางพื้นที่/บางกลุ่มที่สร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ที่สร้างอนาคตที่ดีสามารถเชื่อมตัวเองเข้ากับโลกใบใหม่ผ่านการผลิตที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการจัดการใหม่เป็นแกนขับเคลื่อน ที่ช่วยชี้บอกให้เกษตรกรและผู้คนอย่างเราสามารถก้าวออกจากความคิด-ความเข้าใจ-การมองโลกเกษตรกรรมแบบเดิมๆ สู่จุดเปลี่ยนที่มีอนาคตของเกษตรกร ซี่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของท้องถิ่นและบ้านเมืองโดยรวม! การปรับตัวสร้างความร่วมมือบนฐานความสามารถของแต่ละภาคส่วนไม่ว่ารัฐฯ ชาวนาชาวไร่ หรือภาคธุรกิจ ย่อมช่วยสร้างอนาคตที่จะก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ให้กับทุกสาขาอาชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ เกษตรกรรมวันนี้ต้องก้าวออกจากความเลื่อนลอยสู่การมีอนาคตที่ดี บนฐานความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยียุคใหม่ให้จงได้!!!

เรื่อง : Apichartology
การพัฒนาภาคเกษตรกรรมไทย ให้ก้าวสู่การทำเกษตรกรรมยุคใหม่
“ทำ ธุรกิจเกษตร อย่างไรให้รุ่ง?” ฟังคำตอบจาก 2 AgTech สัญชาติไทยที่ไปสร้างชื่อแล้วในตลาดโกลบอล
เทคโนโลยีอาหารใหม่ๆ สามารถปลดปล่อย 80% ของพื้นที่การเกษตรทั่วโลก ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างไร











