OpenAI บริษัทวิจัย AI ชื่อดังที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ได้เปิดตัว “AI Text Classifier” เครื่องมือใหม่เพื่อตรวจจับเนื้อหาที่บันดาลโดย AI ใช้แยกความแตกต่างระหว่างข้อความที่เขียนโดย AI และข้อความที่มนุษย์เขียนขึ้นเอง
แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจหาข้อความที่เขียนโดย AI ด้วยความแม่นยำ 100% แต่ OpenAI เชื่อว่าเครื่องมือใหม่นี้สามารถช่วยลดการกล่าวอ้างเท็จว่ามนุษย์เขียนเนื้อหา ทั้งๆ ที่เขียนโดย AI โดยเครื่องมือนี้ได้รับการฝึกฝนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างข้อความที่เขียนโดย AI และข้อความที่เขียนโดยมนุษย์ ซึ่งสามารถช่วยตรวจจับเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้ กระนั้นการฝึกฝน AI จากข้อความที่เขียนโดยมนุษย์จากแหล่งต่างๆ อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของข้อความทุกประเภทที่เขียนโดยมนุษย์ ผลลัพธ์ที่ได้จึงยังไม่ถูกต้อง 100% และอาจเกิดข้อผิดพลาดได้

กล่าวโดยย่อ AI Text Classifier เป็นเครื่องมือที่ใช้คาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ AI จะสร้างข้อความจากแหล่งที่มาต่างๆ ซึ่งมี AI เป็นขุมพลังอยู่เบื้องหลัง เช่น ChatGPT
สำหรับวัตถุประสงค์หลักที่ OpenAI พัฒนา AI Text Classifier ขึ้นมา คือ ป้องกันการใช้เครื่องมือ AI สำหรับการฉ้อโกงทางวิชาการ และการปลอมตัวเป็นมนุษย์ด้วยแชทบอท
ทั้งนี้ ChatGPT ซึ่งได้รับความนิยมทางออนไลน์เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นเครื่องมือ AI ฟรีที่สามารถสร้างบทสนทนาตามคำแนะนำของผู้ใช้ และกลายเป็นไวรัลในการสร้างบทกวี สูตรอาหาร อีเมล และบทความอื่นๆ
การเข้าถึงและความสามารถของ ChatGPT ทำให้นักวิชาการจำนวนมากเกิดความกังวล เช่น แผนกการศึกษาของนครนิวยอร์กสั่งแบน ChatGPT จากอุปกรณ์และโรงเรียนทั้งหมดในเครือข่าย โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับ “ผลกระทบด้านลบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน” โฆษกของแผนกกล่าวว่าเครื่องมือนี้สามารถให้ “คำตอบที่รวดเร็วและง่ายดายสำหรับคำถาม” แต่ “ไม่ได้สร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา”
ด้วยความหวั่นวิตกดังกล่าวได้จุดประกายความพยายามในการสร้างโปรแกรมเพื่อตรวจจับการเขียนที่ AI สร้างขึ้น โดย AI Edward Tian แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้พัฒนา GPTZero เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้กับอิทธิฤทธิ์ของ AI ในแวดวงวิชาการ ขณะที่เครื่องมือตรวจจับการคัดลอกผลงาน Copyleaks เปิดตัว AI Content Detector ของตนเองในเดือนนี้ เป็นต้น

เนื่องจากอยู่ในขั้นแรกของการพัฒนา AI Text Classifier จึงยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ OpenAI จึงแนะนำว่าไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แต่สามารถใช้เพื่อเป็นส่วนเสริมของวิธีการอื่นๆ ในการพิจารณาแหล่งที่มาของข้อความได้ โดยข้อจำกัดดังกล่าว ได้แก่
1. เครื่องมือนี้จะแสดงผลที่ไม่น่าเชื่อถือด้วยประการทั้งปวง หากเป็นข้อความสั้นๆ โดย OpenAI กล่าวว่าเครื่องมือนี้จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อข้อความยาวขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงต้องใช้อักขระขั้นต่ำ 1,000 ตัว (ราว 150-250 คำ) ในการทดสอบ
2. บางครั้งข้อความที่เขียนโดยมนุษย์แท้ๆ แต่เมื่อวางข้อความเพื่อตรวจสอบแล้ว กลับมีป้ายกำกับว่า AI เขียน
3. ข้อความที่คาดเดาได้ยากไม่สามารถระบุได้ว่ามนุษย์หรือ AI เขียน ตัวอย่างเช่น เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่ารายการของจำนวนเฉพาะ 1,000 รายการแรกนั้นเขียนโดย AI หรือมนุษย์ เพราะคำตอบที่ถูกต้องจะเหมือนกันเสมอ (จำนวนเฉพาะ หรือ prime number คือ จำนวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 และมีตัวหารที่เป็นบวกอยู่ 2 ตัว คือ 1 กับตัวมันเอง ตรงข้ามกับจำนวนประกอบ ลำดับของจำนวนเฉพาะเริ่มต้นด้วย 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19….)
4. ข้อความที่เขียนโดย AI สามารถแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับได้ขณะที่เครื่องมือนี้สามารถอัปเดตและฝึกใหม่ให้รับมือกับการต้านกลับของบรรดา AI Writing Assistant ได้ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าการตรวจจับจะมีข้อได้เปรียบในระยะยาวหรือไม่
5. มีแนวโน้มที่จะเข้าใจผิดในข้อความที่เขียนโดยเด็กและในข้อความที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เนื่องจากได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับเนื้อหาภาษาอังกฤษที่ผู้ใหญ่เขียนเป็นหลัก
สำหรับการใช้งาน AI Text Classifier จาก OpenAI นั้น นับว่าใช้งานได้ง่าย ด้วยการเข้าสู่ระบบ แล้ววางข้อความที่ต้องการทดสอบ และกดปุ่มส่ง จากนั้นเครื่องมือนี้จะให้คะแนนความเป็นไปได้ที่ AI จะสร้างข้อความที่ส่งมา โดยผลลัพธ์มีตั้งแต่ มีความไม่น่าเป็นไปได้สูงมาก, ไม่น่าเป็นไปได้, ไม่ชัดเจนว่าเป็น, อาจเป็นไปได้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้


อย่างไรก็ตาม OpenAI ออกตัวว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้รับการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อตรวจหาเนื้อหาที่มีการผสมผสานระหว่าง AI และข้อความที่มนุษย์เขียนขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อลองทดสอบด้วยการหยิบยกตัวอย่างบทความเกี่ยวกับ “Freedom” ของ Good AI ซึ่งใช้ AI ในการเขียน พบว่า AI Text Classifier ของ OpenAI สามารถตรวจจับได้ว่าเป็นงานเขียนโดยฝีมือของ AI จริงๆ
ขณะที่เมื่อใช้เครื่องมือนี้ตรวจสอบข่าว “Harvard is shutting down project that studied social media misinformation” ในเว็บไซต์ Washington Post พบว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่ AI จะสร้างขึ้น หรือหมายความว่าข่าวนี้เขียนโดยคนจริงๆ
ที่มา :












