หากพิจารณาในกลุ่มประชากรวัยแรงงานที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จะพบผู้ที่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับหรือต่ำกว่า มากถึง 16 ล้านคน ซึ่งได้รับค่าแรง สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตระดับต่ำ ฉะนั้น หากสังคมมุ่งให้ความสนใจต่อกลุ่มประชากรที่อยู่ในวัยผลัดเปลี่ยนจากรั้วโรงเรียนสู่ชีวิตการทำงาน อาจช่วยให้ประชากรกลุ่มนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา หรืออย่างน้อยทำให้พวกเขาเติมเต็มศักยภาพของตนเองได้ คำถามสำคัญคือ ทักษะใดที่จะทำให้พวกเขาสามารถแข่งขันใน ตลาดแรงงานคุณภาพสูง และใช้ชีวิตของตนได้อย่างมีความหมาย?
เราได้คำตอบของคำถามข้างต้นนี้แล้ว จากบทความเรื่อง “ข้อเสนอ กสศ. ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำ ยกระดับทักษะเยาวชนสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีรายละเอียดมาจากการประชุม ‘เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่’ ในหัวข้อปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษาผ่านการพัฒนา ‘ทักษะพื้นฐานของการทำงานในโลกยุคใหม่’ ที่ทาง กสศ. จัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา
โดยในงานเสวนานี้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจากหลายหน่วยงานมาระดมสมองเพื่อชี้แนะแนวทางในการที่ประเทศไทยจะสามารถ “ปลดล็อกความเหลื่อมล้ำ ยกระดับทักษะเยาวชนสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง”
ชี้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของเยาวชนไทย กุญแจไขสู่ ตลาดแรงงานคุณภาพสูง
ต้องยอมรับว่าวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเสมือนตัวเร่งที่แสดงให้เห็นว่าในสังคมไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยังคงส่งผลกระทบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทว่า เมื่อเหรียญยังมีสองด้าน วิกฤตนี้เองจึงทำให้เกิดโอกาสให้มีการหยิบเอา ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาเป็นวาระแห่งชาติ และระดมสมองเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมด้วย
ทั้งนี้ หนึ่งในวิธีการแก้ไขที่ โคจิ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก วิทยากรคนสำคัญในงานเสวนาครั้งนี้ได้นำเสนอ คือ การเริ่มทบทวนทักษะมูลฐานบางประการ โดยเฉพาะทักษะพื้นฐาน (foundational skill) ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่
ทักษะการอ่านเขียน (literacy skill) เกี่ยวข้องกับการใช้ตรรกะ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหา ความสามารถทางการพูด การคำนวณ รากฐานของการเรียนรู้ในระยะยาว
ทักษะดิจิทัล (digital skill) ความเข้าใจ การจัดการ และสังเคราะห์ข้อมูลด้าน ICT (Information and Communication Technology) อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ทักษะอารมณ์สังคม (socio-emotional skill) ความสามารถด้านอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ ความมั่นคงทางอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความอดทนและการปรับตนเองเข้ากับสถานการณ์ได้
โดย โคจิ พยายามแสดงให้เห็นว่า ทักษะการอ่านเขียน ทักษะดิจิทัล และทักษะอารมณ์สังคม แม้ดูเหมือนสิ่งธรรมดาสามัญ แต่กลับมีผลต่อทั้งระดับปัจเจก สังคม และประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
เขาเน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยการพัฒนาแบบองค์รวม ไล่เลียงตั้งแต่ชั้นเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ทั้งในและนอกระบบ กระทั่งการเรียนเสริม การฝึกอบรม และงานอาสาสมัคร ล้วนต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องและจำเป็นต้องมีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน สิ่งสำคัญคือต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
หากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการเติมเต็มทักษะพื้นฐานครบทั้ง 3 ด้านแล้ว นอกจากจะสามารถดูแลตนเอง พวกเขาย่อมมีศักยภาพดูแลผู้อื่น ช่วยให้ภาครัฐสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลประชากรที่มีปัญหา ขณะเดียวกัน ภาคผู้ประกอบการก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น คนเหล่านี้จะสามารถขยับฐานะทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาประเทศและเพิ่มโอกาสในการก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางในที่สุด
อย่างไรก็ดี งานศึกษาเรื่อง Building on Solid Foundations: Prioritising Universal, Early, Conceptual and Procedural Mastery of Foundational Skills (2020) ค้นพบว่า เด็กในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังขาดทักษะพื้นฐาน ฉะนั้น การจัดลำดับความสำคัญของการเรียนรู้เสียใหม่จึงมีความจำเป็น เพื่อเพิ่มพูนทักษะขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลังอย่างแท้จริง โดยสรุปแนวทางไว้ดังนี้
ความเป็นสากล (universal) เด็กทุกคนบนโลกควรได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เริ่มเร็ว (early) เด็กทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนทักษะพื้นฐานตั้งแต่ช่วงต้นของการเข้าโรงเรียน
แนวคิด (conceptual) เด็กทุกคนต้องเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังของสิ่งที่ตนกำลังเรียนรู้ ไม่ใช่ท่องจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียว
เป็นขั้นเป็นตอน (procedal) เด็กทุกคนต้องฝึกฝนการแก้ไขปัญหาและสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง
เชี่ยวชาญ (mastery) เด็กทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพตามเกณฑ์ และสามารถนำทักษะพื้นฐาน เช่น การรู้หนังสือ การคำนวณ และการจัดการอารมณ์ไปต่อยอดในสิ่งที่ตนเลือกและตัดสินใจ
ปรับงานวิจัยสู่ข้อเสนอนโยบาย ปูทางสู่ “การศึกษายุคใหม่”
วิทยากรท่านต่อมาได้สานต่อประเด็นจากงานวิจัยที่ โคจิ ได้หยิบยกขึ้นมาและพบว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนาร้อยละ 52 ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ และครึ่งหนึ่งของเด็กผู้หญิงที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ไม่สามารถอ่านประโยคง่ายๆ ได้
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าเด็กทั่วโลกกำลังขาดแคลนทักษะขั้นพื้นฐานก็ไม่น่าจะผิดนัก มากไปกว่านั้น ทักษะการเชื่อมโยงเหตุผลยังประสบปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ผลสำรวจในอินเดียระบุว่า เด็กร้อยละ 86 สามารถตอบได้ว่า กุญแจมีความยาวเท่าไร หากเริ่มวัดสเกลตั้งแต่ 0 แต่เมื่อตั้งคำถามถึงความยาวของดินสอโดยเริ่มวัดสเกลตั้งแต่เลข 2 ขึ้นไป เด็กเกือบร้อยละ 40 กลับไม่สามารถตอบได้
ดังนั้น งานศึกษาชิ้นนี้จึงมองว่า เด็กควรเรียนรู้การอ่าน เพื่อสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Learn to read, so you can read to learn) พร้อมเสนอว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องมีความแน่วแน่ว่า เด็กทุกคนควรบรรลุการอ่าน การเขียน และการคำนวณตามเกณฑ์อายุ ส่วนหน่วยงานด้านการศึกษาควรปฏิรูปหลักสูตร อบรม และควรสนับสนุนการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กมีทักษะที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต
ขณะที่งานวิจัยเรื่อง Education and Employability: The Critical Role of Foundational Skills (2022) ระบุว่า แม้ทักษะพื้นฐานจะมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม แต่เด็กส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนากลับไม่ได้รับทักษะพื้นฐานตามที่คาดหวัง จึงทำให้การพัฒนาทักษะเชิงเทคนิค (Technical and Vocational Education Training: TVET) หรือทักษะกลุ่มอาชีวศึกษา มีความติดขัดหรือไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน

แต่ ผศ.ดร.ศุภชัย กลับมองว่า รัฐจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทั้งการเรียนการสอนในสายสามัญก็ดี หรือในสายอาชีพก็ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงาน และส่งผลเชิงบวกต่อตลาดการจ้างงานทั้งสายอาชีพและสายสามัญเพราะงานวิจัยล่าสุดของ The Research on Improving Systems of Education (RISE) ยังเสนอว่า การเสริมรากฐานของ TVET ต้องเริ่มจากการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณ
และเมื่อขยับจากภาพใหญ่ทั่วโลกเข้ามาในสังคมไทย ผศ.ดร.ศุภชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยขาดการพัฒนาทักษะพื้นฐานอย่างเป็นระบบ การเติมเต็มทักษะพื้นฐานมักขึ้นอยู่กับทักษะการสอนของครูแต่ละคนเสียมากกว่า ขณะเดียวกัน ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมากช่วยเหลือผู้พิการ เด็ก ผู้สูงอายุ และวัยแรงงาน หากแต่ยังขาดการเติมเต็มนโยบายด้านการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เพราะฉะนั้น การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานโดยการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นระบบ (resource allocation) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน
“ถ้าเรายังไม่หลุดพ้นจากการใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนการบริโภค โดยไม่ได้ใช้เพื่อการลงทุน และไม่ได้เป็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาคน จะทำให้เราหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางหรือก้าวพ้นความเหลื่อมล้ำได้ยาก” ผศ.ดร.ศุภชัย สรุป
หากต้องศึกษาวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติม ดร.สมชัย จิตสุชน ชวนมองต่อไปว่า การมีนโยบายรูปธรรมอาจต้องเริ่มจากการออกแบบงานศึกษาที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรประชาการ (ฐานะ ที่อยู่อาศัย และระดับการศึกษา) กับตัวแปรทักษะต่างๆ เพื่อหาคำตอบว่าทักษะใดสามารถสร้างรายได้ได้ดีที่สุดสำหรับแต่ละกลุ่มประชากร

นอกจากนี้ ดร.สมชัย ยังเสนอว่า ควรทำวิจัยเชิงนิเวศการเรียนรู้ (learning ecosystem) เพื่อหาปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เขายกตัวอย่างว่า การใช้เวลาของผู้ปกครองมีผลต่อพัฒนาการเด็ก แต่ปัญหาคือผู้ปกครองซึ่งเป็นกลุ่มประชากรวัยแรงงาน จะมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากน้อยเพียงใด
มากไปกว่านั้น การเพิ่มขึ้นของ ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’ หรือครอบครัวที่เด็กต้องอยู่อาศัยกับผู้สูงอายุ ยังส่งผลต่อระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่างออกไป ทักษะที่จำเป็นจึงอาจครอบคลุมไปถึงทักษะการเลี้ยงดูเด็กของผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน
ข้อสรุปของ ดร.สมชัย คือรัฐไทยไม่ควรกำหนดนโยบายที่ชี้ชัดว่า ทักษะใดคือทักษะที่จำเป็น เพราะโลกหมุนเร็วเกินกว่าจะตามทัน แต่สามารถกำหนดนโยบายเชิง ‘market-based’ หรือส่งเสริมให้กลไกตลาดทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม เช่น คนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่ามัธยมต้น จะได้รับคูปองมูลค่า 6,000 บาท ทุกรอบ 3 ปี สำหรับการฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ ตามศูนย์อบรมของเอกชน ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องแข่งขันกันจัดอบรมเพื่อค้นหาทักษะที่จำเป็นในช่วงนั้นๆ
โดย ดร.สมชัย คาดการณ์ว่า นโยบายนี้อาจใช้งบประมาณเทียบเท่ากับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการเชิงสงเคราะห์มากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เปิดศักราช “อาชีวศึกษายุคใหม่” ต้องพัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ
มาถึงมุมมองจากผู้บริหารในด้านอาชีวศึกษา ร.ท.สมพร ปานดำ ยอมรับว่า เด็กที่เรียนในระบบอาชีวศึกษา ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะยากจนและมีปัญหา นำมาสู่ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย การเรียนการสอน และการผลิตผลงานวิชาการ ฉะนั้น หากเด็กในรั้วอาชีวศึกษาได้รับการปลูกฝังทักษะพื้นฐานตั้งแต่ต้น จะทำให้เด็กอยู่ในบรรยากาศของการเรียนรู้ สามารถเรียนจบและมีงานทำได้
โดยปัจจุบัน อาชีวศึกษาเปิดสอน 3 หลักสูตร ได้แก่ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ (ทล.บ.) รวมเป็น 66 สาขาวิชา เนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม โดยเน้น hard skills หรือทักษะเชิงเทคนิคเป็นหลัก
และ ร.ท.สมพร กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการการอาชีวศึกษาพยายามออกแบบหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเพิ่ม soft skills ซึ่งเป็นทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และปฏิเสธไม่ได้ว่า ทักษะการอ่านและการสื่อสารภาษาต่างประเทศ อาจเป็นโจทย์สำคัญของอาชีวศึกษาในอนาคต เพราะลำพังทักษะภาคปฏิบัติการ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในระยะยาว

ในมุมของการออกแบบหลักสูตรเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ร.ท.สมพร จึงเน้นย้ำในวงเสวนาว่า “การทำงานร่วมกันระหว่างอาชีวศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือกระทั่งเครือข่ายผู้ประกอบการ เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาอาชีวศึกษาที่อาจสลัดคราบด้านลบได้หมดจด และทักษะผู้ประกอบการและทักษะการเงินการลงทุน อาจทำให้เด็กอาชีวะไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างเสมอไป”
ในส่วนของบทสรุปจากเสวนาครั้งนี้ มีข้อเสนอจาก ดร.สมชัย ที่เน้นย้ำว่าภาครัฐก็ควรทุ่มทรัพยากรอย่างเท่าเทียมเพื่อป้องกันการตกหล่น และแม้จะใช้งบประมาณมหาศาล แต่ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และที่สุดแล้วระบบการประเมินหรือการให้คุณค่าแก่ทักษะที่จำเป็นก็นับว่ามีความสำคัญ เช่น ใบปริญญาหรือเกียรติบัตร อาจไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ประเมินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอีกต่อไป ซึ่งหากมีเครื่องมืออื่นสำหรับตรวจสอบทักษะความสามารถได้โดยตรง ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและนำไปสู่ความเท่าเทียมของรายได้ด้วยเช่นกัน
หลากหลายมิติการพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมเพื่อเยาวชนไทย
ตามติดภารกิจขยายผล สร้างกำลังคนอุดมศึกษาด้วยหลักสูตร CWIE+EEC Model Type A
ผ่านไปแล้วเกือบ 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ 21 การศึกษาไทยก้าวไป 4.0 แล้วหรือยัง?
แนะ “3 ปรับ” สร้าง พื้นที่การเรียนรู้ ที่เหมาะสมสำหรับคนยุคใหม่ ใน พ.ศ. นี้















