ข้อมูลจากสภาองค์การนายจ้าง ระบุว่า ระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค. 2566 จะมีเด็กจบการศึกษาใหม่ทยอยเข้าสู่ระบบอีกประมาณ 4-5 แสนคน ตัวเลขดังกล่าวจะเข้ามาสมทบกับตัวเลขของแรงงานเด็กจบใหม่ที่ยังหางานไม่ได้ก่อนหน้านั้น เพิ่มขึ้นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจไทยที่มีทั้งปัจจัยลบจากผลกระทบการส่งออกชะลอตัว แม้ท่องเที่ยวจะฟื้นภายหลังจีนเปิดประเทศ แต่ตลาดส่วนใหญ่ต้องการแรงงานจำกัด ดังนั้นการหางานของเด็กจบใหม่ยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่สูง
ในขณะที่ตลาดแรงงานที่จะรองรับเด็กจบใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับปริญญาตรี คือตลาดภาคการผลิตและส่งออก ซึ่งภาคการส่งออกของไทยปีนี้จะโตเพียง 1-2% จากปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเฉพาะตลาดหลักๆ เช่นสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออกไทยเริ่มได้รับผลกระทบในช่วงปลายปี 2565 และคาดว่าจะยังคงต่อเนื่องอย่างน้อยไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากพบว่าคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศล่วงหน้าเดือนมี.ค. 66 มีสัญญาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด


ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและบริการแม้จะฟื้นตัวโดยมีการประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้มีอาจแตะระดับ 28 ล้านคน แต่ตลาดแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดแคลนแรงงานไร้ทักษะมากกว่า และแรงงานส่วนนี้ยังคงเป็นตลาดคนละส่วนกับภาคการผลิต และมีแนวโน้มที่ตลาดส่วนนี้จะหันมาใช้ระบบหุ่นยนต์มากขึ้นโดยเฉพาะในร้านอาหาร ค้าปลีก นอกจากนี้ระบบการขายได้เปลี่ยนไปสู่ตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานส่วนนี้ระยะยาวจะลดต่ำลง
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ระบุว่า “จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติไตรมาส 4 ปี 65 มีผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน จำนวน 40.14 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีงานทำ 39.59 ล้าน คนผู้ว่างงาน 4.6 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.2% แม้ว่าภาวะว่างงานจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและเริ่มฟื้นตัว แต่ตัวเลขผู้เสมือนว่างงานหรือผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน แม้ว่าแรงงานกลุ่มนี้ไม่ตกงาน แต่ก็มีรายได้ลดลงตามชั่วโมงการทำงาน ที่อาจส่งผลให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพทั้งครัวเรือน โดยในไตรมาส 4 ปี 2565 มีผู้เสมือนว่างงานจำนวน 2.13 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ของปี 65 ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของการจ้างงาน”

อีกหนึ่งปัญหาแรงงานของไทยที่น่ากังวลคือการเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่ง หมายถึงสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นแตะ 14% ของประชากรทั้งหมดในปี 2565 สาเหตุเป็นเพราะอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง และหากยังปล่อยไว้เช่นนี้ไทยจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเข้าหา 20% โดยใช้เวลาเพียง 9 ปีหลังการเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ นับว่าเป็นอัตราที่รวดเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ระยะเวลา 11 ปี ซึ่งจะกระทบต่อตลาดแรงงานของไทยมากยิ่งขึ้น
นั่นทำให้ภาคการผลิตส่วนหนึ่งเห็นทิศทางไทยที่คนวัยทำงานเริ่มลดลง จึงมองแนวทางการใช้เครื่องมือเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน หรือการนำเข้าแรงงานต่างด้าวมากขึ้น และบางรายหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน ไทยจึงต้องเร่งแก้ไขทั้งการพัฒนาเด็กใหม่ให้ตรงสายงาน และปัญหาคนสูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ
“เด็กจบใหม่หากจบการศึกษาเฉพาะด้าน เช่น ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ การแพทย์ฯลฯ ประเภทนี้ยังหางานได้ไม่ยาก แต่จบปริญญาตรีทั่วไปยอมรับว่ายังคงลำบาก โดยจะพบว่าในช่วงต้นปีปกติหลังรับโบนัสจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง แต่ปีนี้มีน้อยมากแสดงให้เห็นว่างานหายากขึ้น” รองประธานอีคอนไทย กล่าว













