องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่าเศษอาหารมีปริมาณเกือบ 1 ใน 5 ของการผลิตอาหารทั่วโลก เศษอาหารในครัวเรือนเป็นตัวการใหญ่ที่สุด และอาหารอีก 14% สูญเสียไประหว่างการเก็บเกี่ยวและการขายปลีก ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภคเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งหมายความว่าประมาณ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมดจะกลายเป็น Food Waste ถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั่วโลกก็มีผู้ได้รับผลกระทบจากความหิวโหยมากถึง 828 ล้านคน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะหวังพึ่งพาผู้บริโภคให้ปรับพฤติกรรมการกินแบบรู้คุณค่าและมีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมแล้ว หนึ่งในหนทางที่ควรนำมาใช้อย่างแพร่หลายคือเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ช่วยในการจัดการกับปัญหาใหญ่ระดับโลก
ทราบหรือไม่ว่า มนุษย์เราทิ้งเศษอาหาร 74 กก.ต่อคนต่อปี ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN ตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2573
ทั้งนี้ การสูญเสียอาหารไม่เพียงทำให้เราขาดอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างสิ้นเปลืองอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น อาหารที่เน่าเสียในพื้นที่ฝังกลบยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 10% ทำให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ
แม้จะเป็นปัญหาใหญ่ที่หยั่งรากลึก จนดูเหมือนว่าจะมองหาทางออกไม่เจอ แต่น่ายินดีที่เทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่สามารถช่วยลดขยะจากอาหารและทำให้ระบบอาหารมีความยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการลดของเสียและการสูญเสียทั่วทั้งซัพพลายเชนลงได้
ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มเช็คความสดของอาหารจาก Tata Consultancy Services ที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพอาหารตลอดเส้นทางของผลิตภัณฑ์แบบเรียลไทม์ โดยระบบจะรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ฟาร์มจนกระทั่งถึงจานอาหาร เพื่อประเมินความสดของผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ และข้อมูลนี้ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันที่อาจส่งผลต่ออายุขัยของอาหาร ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ และความเข้มของแสง

โดยแพลตฟอร์มนี้สามารถคาดการณ์อายุการเก็บรักษามันฝรั่งสำหรับการนำไปทำอาหารประเภทต่างๆ เช่น มันฝรั่งทอด หรือแป้งมันฝรั่ง โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การเจริญเติบโตของเชื้อรา หรือการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำตาลเมื่อเวลาผ่านไป จากนั้นซัพพลายเออร์และผู้ค้าปลีกสามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อปรับวิธีจัดการในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการเพื่อใช้วัตถุดิบอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ และแม้ว่าอาหารที่เน่าเสียง่ายจะหมดอายุการใช้งาน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกทิ้งเสมอไป เพราะแอปพลิเคชั่นอย่าง Flashfood และ Too Good to Go จะแสดงรายการสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุที่ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านท้องถิ่นอื่นๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลง ด้วยวิธีนี้ ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายและผู้ขายก็มีรายได้ ขณะที่อาหารก็ไม่ต้องมีจุดจบที่หลุมฝังกลบ

ขณะที่ Oho แอปพลิเคชั่นที่ให้บริการ “สั่งอาหารป้ายเหลือง” ในไทย ชูจุดขายของการเป็น Sustainable Food Outlet Application ด้วยการร่วมมือกับร้านอาหารชื่อดังต่างๆ เช่น Paris Mikki, Farmfactory, Kyochon, Drop by Dough, TrueCoffee, Flash Coffee, และอื่น ๆ กว่า 500 แบรนด์ ทำโปรโมชั่นลดราคาในช่วงเวลาใกล้ปิดร้าน โดยจะนำอาหารมาลดราคาตั้งแต่ 25-70% เพื่อช่วยลดโลกร้อนจากขยะอาหาร ผู้บริโภคสามารถเลือกรับบริการได้ทั้งการรับประทานที่ร้าน รับอาหารกลับบ้านเอง และเดลิเวอรี่ ขณะเดียวกันก็ยังมีเโครงการ Partner ที่จะรวบรวมวัตถุดิบที่มีปริมาณมากเกินจากโรงงานและฟาร์มมาปรุงอาหารที่ Cloud Kitchen เพื่อแจกจ่ายและจำหน่ายให้กับชุมชนในราคาเพียง 7-15 บาท เพื่อแก้ปัญหาอาหารส่วนเกิน และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับสังคมโดยรวมอีกด้วย


ด้าน Wasteless เป็นสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 เพื่อช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและโลกใบนี้ต่อสู้กับหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็คือ “ขยะอาหาร” โดยได้คิดค้นอัลกอริทึมที่ปรับลดราคาอาหารให้เหมาะสมตามวันที่ควรบริโภคก่อน (Best before date) ซึ่งปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงช่วยให้เข้าใจความพึงพอใจและความอ่อนไหวต่อราคาของผู้ซื้อ เพื่อปรับราคาแบบไดนามิก ผู้ซื้อจ่ายน้อยลงสำหรับอาหารที่ใกล้จะหมดอายุแต่ยังบริโภคได้ปลอดภัย และจ่ายมากขึ้นสำหรับอาหารที่ยังมีเวลาอีกนานกว่าจะหมดอายุ ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามสะดวก ขณะที่ผู้ค้าปลีกอาหารสามารถเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดจากอาหารก่อนที่จะเน่าเสีย ที่สำคัญทำให้ขยะอาหารลดลงด้วย ปัจจุบันมีสำนักงานในนิวยอร์ก เทลอาวีฟ ลอนดอน และอัมสเตอร์ดัม โดยมีการดำเนินงานทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา



Oded Omer ผู้ร่วมก่อตั้ง Wasteless กล่าวว่า “มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะจ่ายในราคาเดียวกันสำหรับชีสที่จะหมดอายุในสองหรือหกวัน การปรับลดราคาให้เหมาะสมวันที่ควรบริโภคก่อน จะจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เหลือค้างจนกลายเป็นขยะอาหารในที่สุด”
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงขยะอาหารได้ทั้งหมด เครื่องทำปุ๋ยขนาดกะทัดรัดจาก Maeko บริษัทสตาร์ทอัพในมาเลเซีย จะแปลงเศษอาหารให้เป็นอาหารพืชได้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนำไปทิ้งในสถานที่ฝังกลบ ซึ่งทำให้เกิดก๊าซมีเทนและก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยเครื่องทำปุ๋ยนี้มีทั้งขนาดเชิงพาณิชย์และขนาดที่ใช้ภายในบ้าน ช่วยให้ธุรกิจ โรงเรียน และโรงพยาบาล ตลอดจนครัวเรือนมีส่วนร่วมในระบบอาหารที่ยั่งยืนและหมุนเวียนมากขึ้น
ที่มา :












