ภาครัฐ-เอกชน เผยแผนสร้าง “ความมั่นคงทางน้ำ” ปี 2566 รองรับศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

นอกเหนือจากการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทุกด้านให้พร้อมสำหรับการลงทุนใน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC แล้ว การสร้าง ความมั่นคงทางน้ำ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โดยที่ผ่านมา ทาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ร่วมทำงานกับ กรมชลประทาน อย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด กรมชลประทาน ลงพื้นที่ EEC เพื่อเริ่มโครงการแหล่งน้ำในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ พื้นที่ 14,619 ไร่ ตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี

อัปเดตแนวทางการสร้าง ความมั่นคงทางน้ำ ล่าสุดของ กรมชลประทาน และ EEC

ในครั้งนี้ สกพอ. ร่วมกับ ผู้แทนกรมชลประทาน โดยมี สุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการ สำนักบริหารโครงการ และผู้แทนสำนักชลประทานที่ 9 ได้ประชุมหารือ และสำรวจสภาพพื้นที่และแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2565 รับทราบและเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ
ทั้งนี้แผนปฏิบัติการโครงการฯล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน รับผิดชอบดำเนินการ 3 โครงการหลัก เพื่อสร้าง ความมั่นคงทางน้ำ รองรับศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ได้แก่
1. โครงการพัฒนาแหล่งชะลอและแหล่งกักเก็บน้ำในทางน้ำสายหลักและสายรอง
2. โครงการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำภายในพื้นที่โครงการ
3. โครงการสำรวจ ออกแบบการ จัดหาน้ำ และโครงข่ายน้ำสำหรับโครงการฯ เป็นการออกแบบภายใต้ แนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับภูมิสถาปัตย์ของ พื้นที่โครงการฯ มุ่งเน้นการพึ่งพาแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเองเป็นหลัก และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำในโครงการศูนย์ธุรกิจให้มีความเพียงพออย่างยั่งยืน สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

โดยทาง กรมชลประทาน จะเร่งดำเนินการ สำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาแหล่งชะลอและแหล่งกักเก็บน้ำในทางน้ำ สายหลักและสายรอง ในปี 2566 และวางแผนก่อสร้างต่อไปสำหรับอีก 2 โครงการที่เหลือ
ทั้งนี้ โครงการแหล่งน้ำในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับภูมิภาคมาตรฐานเทียบเท่าสากลในอีอีซี เพื่อให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 เมืองของโลกในปี 2580 แบ่ง ออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย ศูนย์กลางการเงิน สำนักงาน ภูมิภาค ศูนย์การแพทย์แม่นยำ ศูนย์กลางการศึกษา และ ศูนย์กลาง ที่อยู่อาศัย
คาดว่าจะเกิดมูลค่าเงินลงทุน ในพื้นที่ 1.34 ล้านล้านบาท สามารถรองรับประชากรได้ 350,000 คน รวมทั้งสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2575 สร้างมูลค่าการจ้างงานกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เคยบอกกล่าวถึงแนวคิดและนโยบายที่ใช้ในการสร้าง ความมั่นคงทางน้ำ ในพื้นที่ EEC เมื่อครั้งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ว่า
“ภาคตะวันออกในอนาคตจะเป็นส่วนกลางของความเจริญไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 คลี่คลาย ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และความเจริญจากการขยายเมืองออกมาจากภาคกลาง ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัว วางแผนบริหารจัดการและเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เพื่อมีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต”
“ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออกและพื้นที่ EEC ในช่วงฤดูฝน ปี 2563ใน 5 กรณี คือ กรณีน้ำมาก กรณีน้ำเฉลี่ย กรณีน้ำน้อย กรณี Inflow (ปริมาณน้ำท่าหรือปริมาณน้ำในลำธาร) ปี 2538 และกรณีน้ำไหลเข้าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย AVG-5%”
“น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในพื้นที่ EEC จึงต้องบริหารจัดการให้ดี กรมชลประทานและทุกภาคส่วนต้องดูแลและหาแนวทางเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เริ่มจากสำรวจและดูปริมาตรที่แท้จริงของอ่างฯ และฝายต่างๆ ที่มีอยู่ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างใช้งานมานานอาจตื้นเขินมากขึ้น การสำรวจและขุดลอกจะช่วยเพิ่มพื้นที่กักเก็บ รวมถึงต้องรณรงค์การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำใช้การเยอะหรือน้อย โดยเริ่มตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางของน้ำ โครงการสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำต่างๆ ก็ขอให้ดูพื้นที่ที่มีฝนมากเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ไปสร้างเพิ่ม และเมื่อสร้างแล้วใช้ท่อส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอในทุกพื้นที่”

เชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์

อีสท์ วอเตอร์ กางแผนสร้าง ความมั่นคงทางน้ำ ปี’66 เพิ่มศักยภาพ Water Grid รองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นใน EEC

ทางฝั่งของภาคเอกชน ก็มีการอัปเดตเกี่ยวกับแผนสร้างความมั่นคงทางน้ำปี 66 ให้กับพื้นที่ EEC ด้วย โดย เชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง
“โดยในปี พ.ศ. 2566 บริษัทฯยังคงสานต่อการดำเนินธุรกิจสร้างความมั่นคงของการจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศในพื้นที่ภาคตะวันออกและ EEC อย่างเต็มที่ด้วยสมาร์ทเทคโนโลยี พร้อมเดินหน้าเพิ่มศักยภาพโครงข่ายท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ หรือ Water Grid ที่สมบูรณ์ที่สุด รองรับการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของลูกค้า”
“ในส่วนของแหล่งน้ำดิบที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุน อีสท์ วอเตอร์ ได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมใน 3 จังหวัดของภาคตะวันออก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำดิบทับมา จังหวัดระยอง รวมไปถึงอ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี ไปจนถึงแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ระยอง
อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง
“และจากแหล่งน้ำดิบดังกล่าว จะถูกสูบผ่านการส่งน้ำโครงข่ายท่อส่งนํ้าหรือ Water Grid ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน เพื่อนำไปสู่การให้บริการน้ำครบวงจรแบบเบ็ดเสร็จ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้น้ำทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบ ตามความต้องการใช้น้ำ การบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบ การผลิตและจัดน้ำประปา น้ำอุตสาหกรรม รวมถึงการบำบัดน้ำเสีย และอื่นๆ”
“ทั้งหมดนี้คือ การให้บริการที่อีสท์ วอเตอร์ พร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการที่ทันสมัยอยู่เสมอ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนในการดูแลระบบ ลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณน้ำสูญเสีย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศประหยัดทรัพยากรน้ำในระยาวได้มากยิ่งขึ้น” 
“สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี พ.ศ.2566 บริษัทฯพร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเต็มที่ ด้วยการก่อสร้างระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง เพิ่มเติมอีกประมาณ 120 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 4,200 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนวางท่อส่งน้ำสายหลักในครั้งนี้ สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายท่อส่งน้ำ เกิดเป็นโครงข่ายท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ หรือ Water Grid ที่สมบูรณ์มากขึ้นโดยเชื่อมโยงแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกเกือบทั้งหมด”

“ดังนั้น เราคาดว่าการดำเนินธุรกิจในปี พ.ศ.2566จะสร้างรายได้เติบโตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันในปี พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้นจากสภาวะแห้งแล้งสภาพอากาศแปรปรวน  อย่างไรก็ตามต้องประเมินสถานการณ์การใช้น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิดประกอบการดำเนินธุรกิจด้วย”
“นอกจากนั้น ในปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตน้ำอุตสาหกรรมที่ทันสมัยมาพัฒนาขีดความสามารถของระบบการทำงานพื้นฐาน ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดมลพิษ ให้บริการแก่ผู้ใช้น้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงการประกอบกิจกรรมต่างๆ ทั้งภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยราชการ เอกชน อย่างเข้าถึงและเพียงพอ”

“ด้วยประสบการณ์การบริหารจัดน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยบริษัทฯเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างเอง และเปิดให้บริการเชิงพานิชย์ในปี พ.ศ. 2564 ระบบผลิตน้ำอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ที่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนแบบ External Sludge Return กำลังการผลิตสูงสุด 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นระบบการตกตะกอนแบบ External Sludge Return แห่งแรก และมีกำลังการผลิตสูงสุดของประเทศไทยในปัจจุบัน”
“และด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถลดค่าไฟฟ้าในการผลิตลงกว่า 1 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับระบบตกตะกอนระบบกรองทั่วไป อีกทั้งยังสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีในการผลิตน้ำอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้พื้นที่ก่อสร้างน้อยกว่าระบบตกตะกอน และระบบกรองแบบทั่วไปมากกว่าร้อยละ 5”
นอกเหนือจากแผนการจัดการน้ำ ปี 66 คุณเชิดชาย ยังได้เน้นย้ำถึงภารกิจที่ผ่านมาในการสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับพื้นที่ EEC ด้วยว่า
“ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯได้สร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง ได้นำแนวคิดการสร้างระบบน้ำสู่ความยั่งยืนด้วย 3W มาให้บริการแก่ผู้ใช้น้ำ ประกอบด้วย ขยาย Water Grid สู่ Water Network และเน้นการใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย Water Complex เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำให้กับเศรษฐกิจของประเทศ”
“โดยมีการลงทุนเพิ่มเพื่อสร้างเสถียรภาพในระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำมูลค่ามากกว่า 22,000 ล้านบาท เกิดเป็นโครงข่ายท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ หรือ Water Grid ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ความยาวรวม 512 กิโลเมตร เชื่อมโยงแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกเกือบทั้งหมด”

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

“มาถึงวันนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมพื้นที่ EEC ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในสภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง นอกจากนี้บริษัทฯ มีแผนเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพของแหล่งน้ำดิบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้น้ำในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้ใช้น้ำของบริษัทฯทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภคประชาชนทั่วไป”
“ทั้งนี้ ได้วางแผนพัฒนายกระดับการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้น้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้น้ำแต่ละรายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้บริการธุรกิจน้ำครบวงจรทั้งน้ำดิบ น้ำประปา น้ำอุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่  เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพแก่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งใน และนอกพื้นที่ภาคตะวันออก”

ที่มา :


การพัฒนาใน EEC ยังมีให้อัปเดตในหลากหลายมิติ

เมืองใหม่อีอีซี “ฮับ” ระดับโลก

อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด EECmd ธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา เนื้อหอม มีเอกชนสนใจลงทุนแล้วบนพื้นที่กว่า 300 ไร่

อีอีซีโมเดล ต้นแบบสร้างโอกาส พัฒนาเยาวชนไทย ปั้นทักษะคนสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” จบแล้วมีงานทำ รายได้สูง

Previous article5 เทรนด์การใช้มือถือ ของชาวเอเชีย พลังของการเชื่อมต่อพลิกชะตาเศรษฐกิจโลกได้
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.54
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์