การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2566 ได้มีการพิจารณาเสนอการปรับสัญญาโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้เอกชนสามารถผ่อนชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนโครงการ ARL จำนวน 10,671 ล้านบาท เป็นงวดๆ จากข้อตกลงเดิมเดิมที่ต้องจ่ายเต็มจำนวน
โครงการรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (พญาไท-สุวรรณภูมิ) เคยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต่อมาได้มอบสิทธิการบริหารให้กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยในสัญญาระบุให้เอกชนคู่สัญญาจะต้องชำระค่าสิทธิบริหารโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วงเงิน 10,671 ล้านบาท เต็มจำนวนภายใน 2 ปี หลังวันลงนาม หรือ ภายในวันที่ 24 ต.ค.2564 ก่อนจะเข้ามาบริหารโครงการ
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันที่ 24 ต.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินกว่าหมื่นล้าน บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ได้มีหนังสือถึงภาครัฐ หารือผลกระทบอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และเหตุสุดวิสัยของภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ยอดผู้โดยสารรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ลดลงจากประมาณ 7-8 หมื่นคน/วัน เหลือเพียง 1-2 หมื่นคน/วัน หากบริษัทเข้ามาบริหารงานนับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2564 เป็นต้นไป ก็ต้องประสบกับภาวะขาดทุนอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกต่ำและการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่สิ้นสุด จึงขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว

โดยเอกชนได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายเวลาการชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และกำหนดมาตรการเยียวยาอื่นๆ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีการชำระเงินร่วมลงทุนโครงการ และ การขยายระยะเวลาโครงการ
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2564 รับทราบปัญหาดังกล่าว และมองว่าหากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ไม่สามารถเข้ามาบริหารรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ได้ จะเกิดปัญหาใหญ่ 3 ด้านคือ
1. แอร์ตพอร์ตเรลลิงก์ จะต้องหยุดให้บริการหลังจากวันที่ 24 ต.ค.2564 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชนในวงกว้าง
2. ร.ฟ.ท.ยังต้องแบกภาระการขาดทุนของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของ ร.ฟ.ท.และจะสร้างความเสียหายต่อโครงการอื่นของภาครัฐ
3. ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกัน
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จึงมอบหมายให้ ร.ฟ.ท.และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี ร่วมกันดำเนินงานแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร่งด่วน นำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU การแก้ไขปัญหาโครงการฯ เนื่องจากผลกระทบโควิด-19 เพื่อให้เอกชนเข้ารับดำเนินการแอร์พอร์ตเรลลิงก์บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ร.ฟ.ท.มอบสิทธิให้เอกชนคู่สัญญาเข้าดำเนินการบริหารรถไฟ แอร์พอร์ตเรลลิงก์ นับตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2564 ตามกำหนดการที่วางไว้
เอกชนคู่สัญญารับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมถึงบุคลากรปฏิบัติงานทั้งหมด รับผิดชอบความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมาย และการดำเนินการอื่นใด เพื่อทำให้การเดินรถไฟและซ่อมบำรุงรักษาระบบแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เป็นไปตามมาตรฐานดัชนีชี้วัด หรือ KPI ที่ ร.ฟ.ท. กำหนด ซึ่งก่อนการเข้ารับดำเนินการ เอกชนได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1,100 ล้านบาท ในการดำเนินการปรับปรุงระบบบริการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และฝึกอบรมพนักงานปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน
ร.ฟ.ท. ยังเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสาร ไม่โอนรายได้ให้เอกชนในทันที แต่จะโอนให้เมื่อแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ ทั้งนี้จะให้เอกชนนำค่าโดยสารดังกล่าวไปหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หากกำไรต้องส่งคืน ร.ฟ.ท. ดังนั้น ร.ฟ.ท. จึงไม่ต้องรับภาระขาดทุนจากแอร์พอร์ตเรลลิงก์ อีกต่อไป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 600 ล้านบาทในปี 2564
ในวันที่ลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ เอกชนคู่สัญญาได้ชำระเงินจำนวน 1,067.11 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ของสิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จำนวน 10,671.09 ล้านบาท ให้แก่ ร.ฟ.ท. เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามบันทึกข้อตกลง
บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นการเจรจาหาทางออกร่วมกัน โดยรัฐต้องไม่เสียประโยชน์และเป็นธรรมกับเอกชน โดยการเจรจาจะดำเนินการโดยคณะทำงานที่แต่งตั้งโดย ร.ฟ.ท.และคณะกรรมการกำกับ เพื่อนำเสนอ ร.ฟ.ท. กพอ. และ ครม.ต่อไป
ในมุมหนึ่งบางคนอาจมองว่า MOU ฉบับนี้ไม่ค่อยแฟร์กับ ร.ฟ.ท. สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าการโอนสิทธิ์ในการเดินรถ เสมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนคู่สัญญา ในการได้สิทธิเข้ามาเดินรถไฟฟ้าก่อนการชำระเงินให้ครบตามสัญญา ทำให้ ร.ฟ.ท. เสียเปรียบ และเสียโอกาสในการได้รับเงินค่าให้สิทธิไปใช้ประโยชน์อย่างที่ควรจะได้
แต่ในมุมมองของรัฐก็เห็นว่าการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นการช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณ ด้วยการดึงเงินเอกชนมาร่วมพัฒนาประเทศ รัฐและเอกชนจึงต้องร่วม “รับความเสี่ยงด้วยกัน”
การลงทุนในรูปแบบนี้ผิดกับการลงทุนในรูปแบบเดิมที่รัฐเป็นฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยเอกชนรับจ้างทำงานให้รัฐบาล รัฐลงเงินจ้างเอกชนทั้งหมด และรัฐรับความเสี่ยงแต่ฝ่ายเดียวหากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในขณะเดียวกันเมื่อมีเหตุสุดวิสัยไม่คาดคิดเกิดขึ้น เอกชนผู้รับจ้างส่งงานไม่ได้ตามกำหนด รัฐก็ต้องขยายเวลาส่งมอบงานและยกเว้นค่าปรับในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเกิดจากเหตุสุดวิสัย ไม่ได้เกิดจากการบริหารงานของเอกชนคู่สัญญา ไม่ต่างจากการณีของของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่ประสบปัญหาจากเหตุสุดวิสัยไม่คาดคิดคือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ในการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน จึงจำเป็นต้องมี “ความเข้าใจร่วมกัน” เป็นพื้นฐานที่จะเจรจาหาทางออกในกรณีสุดวิสัยที่ไม่คาดมาก่อน และนำไปสู่การแก้ไขสัญญาภายใต้ความเข้าใจร่วมกันให้โครงการประสบความสำเร็จ โดยรัฐและเอกชนไม่เสียเปรียบซึ่งกันและกัน

ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2566 ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา โดยเสนอการปรับสัญญาตามขั้นตอนของกฎหมาย ในประเด็นให้เอกชนผ่อนชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) โดย ร.ฟ.ท. ได้รับค่าสิทธิฯ ครบจำนวน 10,671 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยและค่าเสียโอกาสของ ร.ฟ.ท. อีกจำนวน 1,060 ล้านบาท รวมทั้งเอกชนยังรับภาระหนี้ตามเดิม ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์ที่รัฐไม่เสียประโยชน์ สร้างความเป็นธรรม และเอกชนไม่ได้ประโยชน์เกินสมควร พร้อมช่วยให้บริการ ARL เกิดความต่อเนื่อง ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ร.ฟ.ท. ไม่ต้องรับภาระขาดทุน และได้รับดอกเบี้ยชดเชยค่าเสียโอกาสครบถ้วน ภาคเอกชนสามารถแก้ปัญหาการเงิน รับสิทธิ์เดินรถ ARL พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการให้ดีขึ้นได้ต่อเนื่อง โดย กพอ. จะนำเสนอให้ ครม. เพื่อทราบ พร้อมมอบหมาย บอร์ด รฟท. พิจารณาการเสนอขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประธาน กพอ. กล่าวถึงแนวทางดังกล่าวว่า ได้กำชับให้กรรมการทุกคนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนร่วมมือกันดำเนินการต่างๆ อย่างสุดความสามารถ ควบคู่กับการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งคนในพื้นที่และในวงกว้างเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

แอร์พอร์ตเรลลิงก์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หากมีปัญหาสะดุด ก็จะทำให้โครงการขนาดใหญ่ในอีอีซีสะดุดตามไปด้วย รัฐและเอกชนจึงต้องร่วมกันพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน โดยในกระบวนการหาทางออกของภาครัฐยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการพัฒนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ควบคู่กับการพิจารณาเรื่องผลประโยชน์ให้กับภาคเอกชนอย่างเหมาะสม โดยขอให้สำนักงาน สกพอ. และเจ้าของโครงการคือ ร.ฟ.ท. ชี้แจงด้วยหลักการและเหตุผลในแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย เนื่องจากเกิดผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจำนวนยอดผู้โดยสารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่ลดลงอย่างมากในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งทุกฝ่ายได้พยายามหาแนวทางร่วมกันแก้ไขอย่างรอบคอบ บนหลักการไม่ขัดต่อกฎหมาย อยู่บนความร่วมมือรัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) เพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติ
ประเด็นนี้ คงไม่มีใครได้ ใครเสีย หากการเจรจาตั้งอยู่บนพื้นฐาน “เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด” อย่างเป็นธรรม และ ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก













