การพัฒนาท้องถิ่น-ชุมชนที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริง

การทำงานเพื่อยกระดับและสร้างประโยชน์ให้ท้องถิ่น-ชุมชนนั้น เป็นงานที่มีความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องของภาครัฐฯ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยตั้งแต่ช่วงยุคกลางทศวรรษ พ.ศ. 2525 แต่น่าเสียดายที่ประโยชน์โพดผลจริงๆ ที่ตกถึงชุมชน ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย-ขาดความยั่งยืน เพราะชุมชนมักเป็นปลายทางผู้รับประโยชน์!


การพัฒนาที่ยึดเอาท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นฐาน จึงมักเป็นเหมือนตุ๊กตาล้มลุก เมื่อผู้มีอำนาจมีบารมีสนใจ-สนับสนุน-ส่งเสริม ก็จะส่งผลให้ทรัพยากรและกระแสต่างๆ ไหลบ่าสร้างความตื่นตูมให้ชุมชน! พอสิ้นกระแสความสนใจ การสนับสนุน-ส่งเสริม-การพูดถึงก็จางหายไป กระแสที่เคยโหมวาบก็ค่อยๆ เลือนหายไปชนิดที่ช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย สภาพนี้มีให้เห็นมากมายเกลื่อนแผ่นดิน! ไม่ว่าจะเป็นโครงการชุมชนต้นแบบ พลังสตรี พลังช้างสาร มหัศจรรย์ตลาดท้องถิ่น พลังสินค้าชุมชน ฯ อะไรก็ตาม!
ที่จริงความวูบวาบ-ล้มลุกนี้สะท้อนถึงการทำงานแบบราชการ! ที่มักชอบทำงานแบบฉาบฉวย-แสวงผลงาน พัฒนาแบบเปลือกกระพี้ฯ แต่การทำงานเยี่ยงนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา-ต่อเนื่องมายาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น จนวิธีทำงานอย่างนี้หมุนเวียนกลืนกลายเป็นกระแสหลักในการพัฒนาท้องถิ่น-ชุมชนไปแล้วอย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมคุ้นชินกับระบบงานแบบตุ๊กตาล้มลุก-ไม่รู้สึกรู้สา-ยินดีที่จะเข้ามีส่วนร่วมหน้าตาเฉย! ทุกครั้งที่มีการวี๊ดบึ้ม-โหนกระแสกัน ชุมชน-ท้องถิ่นก็จะดูเหมือนลุกขึ้นมาได้ พอหมดความสนใจไม่มีใครมอง ก็จะล้มลงไปอยู่แบบเดิม

ความเคลื่อนไหวของงานโดยรวมแล้วท้องถิ่น-ชุมชนไม่ได้อะไรจริงจัง ได้แค่เศษๆ กากๆ ของประโยชน์เหลือๆ ขณะที่คนทำงาน-หน่วยงานที่เข้ามาทำมักได้รับไปเป็นหลัก-แถมคาบไปโม้เกินจริงอีกมากมายหลายเล่มเกวียน! คนทำงาน-หน่วยงานได้ชื่อเสียง-ได้วี๊ดบึ้ม-ได้โฆษณาชวนเชื่อกันไปเป๋าตุง!!! แต่นัยลึกๆ ไม่ให้คุณค่ากับท้องถิ่น-ชุมชนแม้แต่น้อย ไม่ให้แม้ประโยชน์ของการพัฒนาที่พึงได้โดยพื้นฐาน ตรงข้ามกลับตอกย้ำทำร้ายชุมชนและผู้คนในถิ่นย่านต่างๆ หนักมากขึ้น สร้างบาดแผล-ความทรงจำด้านลบฝังลึก โดยไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนแม้เปลือกกระพี้เลย!
5 ทศวรรษกับการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยและสรุปผลในประเด็นการทำงานกับชุมชนอย่างมากมายในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย ฯ ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนกันกับทุกภูมิภาคในโลก ข้อสรุปสำคัญประเด็นหนึ่งที่ได้รับรู้และพูดถึงจนเป็นเหมือนฉันทามติในหมู่คนทำงานท้องถิ่น-ชุมชนคือ “การสร้างการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม” ด้วยเหตุว่าการพัฒนาส่วนใหญ่นั้นได้สร้างความล้มเหลว-สูญเสียทรัพยากรมากมหาศาล จากการทำงานพัฒนาแบบ “สั่งการ” เป็นระบบปฏิบัติการจาก “บนลงล่าง” ที่หน่วยงาน-ผู้ทำงานจากภายนอกท้องถิ่น-ชุมชนเป็นผู้คิดเบ็ดเสร็จและยัดงาน-ความต้องการที่ออกแบบมานั้นลงไปในชุมชน-ท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่น-ชุมชนจะกลายเป็นผู้รับและปฏิบัติตามใต้อำนาจการสั่งการ-งบประมาณ-และทุนที่เหนือกว่า!
พัฒนาท้องถิ่นชุมชน
วิธีการทำงานเยี่ยงนี้เป็นวิธีที่ง่ายสุด ง่ายจนบทสรุปงานพัฒนาเรียกมันว่า “มักง่าย” ผลที่ได้รับคือ ผู้ทำงานได้หน้า-ได้สร้างกระแส-ได้ผลงาน แต่ชุมชนไม่ได้อะไรจริงๆ จังๆ นอกจากความวูบวาบฉาบฉวย-ความเปลี่ยนแปลงที่ไร้จิตวิญญาณ-ขาดการยอมรับ หลายโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนท้องถิ่น-ชุมชนที่เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนในมิติเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม ค่อยๆ ถูกเบียดขับไปอยู่ชายขอบ-ถูกกลายกลืน-สร้างความเป็นอื่น-จนกลายเป็นคนแปลกหน้าของท้องถิ่น-ชุมชน ในรุ่นต่อไป ในที่สุด นี่คือความแตกสลายของชุมชนที่เกิดขึ้นที่แล้ว-ที่เล่า-ท้องถิ่นแล้ว-ท้องถิ่นเล่า หมายความว่าการกล่าวอ้างถึง “การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นั้นเป็นเพียงวาทกรรมปาหี่! ที่ไม่เคยเข้าใจหัวใจ-จิตวิญญาณท้องถิ่นหรือชุมชนแม้แต่น้อย จะเข้าใจก็ผ่านแว่นกรองความคิดของตนเองเท่านั้น! เส้นทางของการพัฒนาที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเคลื่อนเข้าสู่โหมด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ได้จริง!
แนวทางการทำงานของหลายหน่วยงานทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ทั้งแนวตั้ง-แนวนอน มักเดินเข้าสู่ระบบการทำงานพัฒนาแบบฉาบฉวย-ภายใต้การชูธงที่อ้างว่า “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หรืออ้างว่า “จะเอื้อประโยชน์สร้างความเข้มแข็งของชุมชน” นั้น จึงล้วนเป็นเพียงวาทกรรมพร่ำเพรื่อ-วาทกรรมอำพรางที่มุ่งสร้างภาพ-สร้างตัวตน-สร้างผลงานให้คนทำงาน-หน่วยงานไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้ความรับผิดชอบ! ไม่เข้าใจถึงการจัดการประโยชน์ให้ผู้คนและชุมชนจริงๆ ไม่เข้าใจการจัดวางผลประโยชน์ให้ชุมชน ไม่รู้จักฟังและเชื่อมผลประโยชน์ของงานพัฒนาสู่ท้องถิ่นและชุมชน ที่เป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตัวจริง-เสียงจริงแต่อย่างใด
การเดินทางเข้าชุมชน-ทำงานกับชุมชนแบบชั่วครั้งชั่วคราว-โฉบไปโฉบมา เหมือนเป็นนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดไม่มีทางเข้าถึงคุณค่าความหมายของการสร้างชุมชนได้จริง ยิ่งกว่านั้น-บางทีการไปท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเฉยๆ จะมีประโยชน์กว่าด้วยซ้ำไป เพราะว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ไปรบกวนชุมชน ไม่ไปกำกับให้ทำนู่นทำนี่-ไม่ไปเรียกประชุมชี้นำ-ไม่ไปวางระบบให้คนนอกเข้ามาแสวงประโยชน์จากชุมชน-ไม่ทำให้ชุมชนกลายเป็นหนูทดลองการสร้างบ้านแปลงเมือง และไม่ไปเที่ยวสร้างกิจกรรมโน่น-นี่-นั่น อาไปวิดบึ้มตีฆ้องร้องเป่ากัน!
“มินาโตะมิราอิ” (MINATOMIRAI) เป็นโครงการสร้างบ้านแปลงเมืองขนาดใหญ่ของเมืองโยโกฮาม่า ที่ถูกคิดขึ้นโดยชาวโยโกฮาม่า ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนท้องถิ่นกับผู้คนนอกโยโกฮาม่าร่วมกันพัฒนา ใช้เวลากว่า 20 ปี ขับเคลื่อนพัฒนาจนเมืองที่เงียบเหงาวังเวงในอดีต กลายเป็นเมืองที่ก้าวหน้าใหม่-มีเศรษฐกิจของตัวเองที่มั่งคั่งยั่งยืนมาจนทุกวันนี้ เป็นบทเรียนการสร้างบ้านแปลงเมืองที่น่าสนใจยิ่ง น่าจะเป็นเป็นต้นแบบ (ในกระบวนการทำงาน-ไม่ใช่แค่ตึกรามบ้านช่อง) ที่สำคัญ ให้ตระหนักคิดที่จะมุ่งสร้างท้องถิ่น-ชุมชนให้เกิดประโยชน์จริงจัง-ยั่งยืน ในกระแสการเปลี่ยนผ่านที่เชี่ยวกรากที่กำลังสร้างความก้าวหน้าใหม่ของประเทศในวันนี้!

 

 

เรื่อง : Apichartology