ภาวะลิเทียมขาดแคลน โจทย์ใหญ่ที่โลกต้องก้าวผ่าน ถ้าอยากให้ อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ EV ไปต่อ

แน่นอนว่าในตอนนี้เรากำลังอยู่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ที่ใช้พลังรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ พลังงานไฟฟ้า หรือ EV แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกประเทศที่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านนี้ เนื่องจากมีฐานอุตสาหกรรมที่วางไว้แตกต่างกันออกไป เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นทั่วโลก ลิเทียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแบตเตอร์รี่รถ EV ก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพของ ภาวะลิเทียมขาดแคลน จึงเริ่มปรากฎเป็นเค้าลางแล้วในหลายประเทศทั่วโลก


ภาวะลิเทียมขาดแคลน อุปสรรคใหญ่ขวางทางการเติบโตของ อุตสาหกรรม EV

โดยรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันจะประกอบไปด้วยลิเทียมประมาณ 8 กิโลกรัม และมูลค่าต้นทุนของลิเทียมจะอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของราคารถ
ขณะที่ ลิเทียม ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็น White gold หรือ ทองคำขาวในยุคปัจจุบัน เพราะแน่นอนว่าลิเทียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพราะใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการทำแบตเตอรี่ EV นอเกหนือไปจากนิกเกิลและโคบอลต์
ด้วยกระแสความนิยมใน EV ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิด ภาวะลิเทียมขาดแคลน ซึ่ง ลิเทียม แม้จะเป็นสารตั้งต้นในการผลิต EV ยานยนต์สมัยใหม่ที่จะช่วยลดมลพิษให้โลกก็จริง แต่ต้นทางนั้น ในการผลิตลิเทียม ยังคงมีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ยกตัวอย่าง ปัญหาเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองลิเทียมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งลิเทียมอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ ถ้าสำรวจจากความสามารถในการผลิตลิเทียมจากข้อมูลทางด้านธรณีวิทยา ของสหรัฐอเมริกาในปี 2021 จะพบว่าเหมืองลิเทียมทั่วโลก จะสามารถผลิตลิเทียมได้ 1 แสนตัน หรือประมาณ 90.7 ล้านกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดในการผลิตแล้ว ดังนั้น ลิเทียมที่ผลิตได้ จะเพียงพออสำหรับการผลิต EV ประมาณ 11 ล้านคัน ต่อปี และเมื่อเทียบความสามารถในการผลิตลิเทียมต่อปีแล้วว ก็กำลังไปพอดีกับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้า
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณลิเทียมที่ผลิตพอดีกับจำนวน EV ประมาณ 8 ล้านคัน ที่ผลิตได้ในปี 2022 ซึ่งก็ใกล้กับกำลังการผลลิตสูงสุดของลิเทียมแล้วนั่นเอง
ล่าสุดทาง IEA หรือ International Energy Agency ที่ได้วางโรดแมปไว้ว่า การที่เราจะบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net zero โลกจะต้องมีปริมาณยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง จำนวน 2 พันล้านคันบนถนนให้ได้ ภายในปี 2050 หรือนับไปคือ 27 ปีหลังจากนี้
นักวิจัยระดับโลก ได้เปิดเผยความต้องการแร่ลิเทียมในการผลิต EV ว่าภายในปี 2030 จะมีความต้องการแร่ลิเทียมเพิ่มมากขึ้น เป็น 2 เท่า ส่วน ตลาดซื้อขายแร่ลิเทียมในปี 2022 จะมีมูลค่าประมาณ 7.5 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 264,400 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2021 ขณะเดียวกัน ราคาแร่ลิเทียมก็เพิ่มขึ้นถึง 400 เปอร์เซ็นต์
และการใช้แร่ลิเทียม ก็ไม่ได้จำกัดแค่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าไฟฟ้าเท่านั้น แต่แร่ลิเทียม ก็ใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ เครื่องบิน รถจักรยานยนต์และรถไฟด้วย
ดังนั้นความต้องการแร่ลิเทียมที่มากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลทำให้เกิด ภาวะลิเทียมขาดแคลน ได้

สถานการณ์ความต้องการ “ลิเทียม” ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ในทางทฤษฎี ต้องยอมรับว่าปริมาณลิเทียมที่มีในโลกมีปริมาณเพียงพอ ต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทว่า ต้องพิจารณาในด้าน “คุณภาพ” ควบคู่ไปด้วยถ้าต้องนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่ EV ซึ่งถ้าอ้างอิงตาม IEA มีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกนี้เท่านั้นที่สามารถผลิตลิเทียมคุณภาพสูง และมีความบริสุทธิ์สูงได้ IEA ยังระบุด้วยว่าโลกอาจประสบ ภาวะลิเทียมขาดแคลน ในปี 2025 และต่อไปความต้องการลิเทียมจะสูงขึ้นราว 3 เท่าตัว ในช่วงปี 2020-2035
อีกหนึ่งปัญหาที่ในตอนนี้น่าเป็นห่วง คือ การมีทรัพยากรลิเทียมที่กระจุดตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศทั่วโลกเท่านั้น โดยประเทศที่มีลิเทียมสูงที่สุดส่วนหนึ่งอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ จากการประเมินของนักธรณีวิทยาของ สหรัฐฯ พบว่ามีสามเหลี่ยมลิเทียม หรือ Lithium Triangle ที่จะค้นพบแร่ลิเทียมได้ถึงประมาณ 56 เปอร์เซ็นต์ของแร่ลิเทียมในโลก อาร์เจนตินา ชิลีมีกำลังการผลิตแร่ลิเทียมถึง 32 เปอร์เซ็นต์ของโลก
ส่วนโบลิเวียเชื่อว่าเป็นแหล่งลิเทียมที่ใหญ่ที่สุด แต่ปัญหาคือไม่สามารถผลิตได้เอง และเริ่มมีการเจรจาระหว่างสามประเทศ ที่มีความเป็นไปได้ว่า จะจับมือกัน ทำความร่วมมือคล้ายกับกลุ่มโอเปค ที่ทำหน้าที่กำหนดราคาน้ำมัน และกำหนดบทบาทเรื่องของน้ำมันในเวทีโลก
ดังนั้นการรวมกลุ่มนี้เป็นการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคาของลิเทียมในโลกก็จริง แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการครอบครองตลาดลิเทียมในโลกของจีนได้ เมื่อไปดูข้อมูลขององค์การพลังงานระหว่างประเทศที่ระบุว่าจีนมีส่วนแบ่งซัพพลายด้านลิเทียมประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของโลกและยังเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของการผลิต

ทุกวันนี้ จีนจึงเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมแปรรูประดับโลก แร่หายากเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ และลิเทียมเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ถูกแปรรูปในจีน โดยต้องไปผ่านการสกัดในจีน จึงจะสามารถนำไปใช้ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในจีน
และข่าวล่าสุด ยังระบุว่า กลุ่มทุนจีนได้ชนะการประมูลเหมืองลิเทียมในโบลิเวียไปสดๆ ร้อนๆ นี่จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า จีนจะผงาดเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นหลังจากนี้แน่นอน
และเมื่อการทำเหมืองลิเทียม ส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่เกริ่นมา โดยปัจจัยสำคัญ คือ ลิเทียมถูกสกัดจากน้ำเค็มที่อยู่ใต้ทะเลเกลือ และในอาร์เจนตินาที่กำลังกลายเป็นเหมืองลิเทียมแหล่งสำคัญของโลก ก็ต้องใช้ปริมาณน้ำมหาศาลเพื่อทำเหมืองลิเทียม ทำให้ชาวพื้นเมืองโดยรอบได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมนี้ ยิ่งในช่วงหน้าแล้ง การใช้น้ำปริมาณมาก ย่อมไปซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนน้ำได้หลายพื้นที่ด้วย

หรือ EV จะไม่ใช่คำตอบของการสร้างโลกที่ดีขึ้น

“EVs are not the only answer” Gill Pratt ซีอีโอของ Toyota Research Institute ได้เคยกล่าวไว้ เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมเจ้าแห่งตลาดรถยนต์อย่างโตโยต้า จึงไม่เดินหน้าผลิต EV เต็มตัว เช่นเดียวกับคำพูดของ อาคิโอะ โตโยดะ ประธาน Toyota ที่สื่อถึงการมองตลาดรถยนต์ในอนาคตของโตโยต้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้เหตุผล โดยมองจากตลาดรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นว่าหากตลาดรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนมาเป็น BEV ทั้งประเทศ ก็จะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตไฟฟ้าถึง 9.5 ล้านล้านบาท ซึ่งทางการญี่ปุ่นถึงกับมองว่า ประเทศญี่ปุ่น อาจไม่เหมาะสมกับเทคโนโลยีนี้อีกต่อไป
นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังมองว่า แร่สำคัญในการใช้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับ BEV จะหายากขึ้นและมีราคาแพงมากขึ้น ซึ่งถ้าเข้าสู่สภาวะนี้ ย่อมทำให้ต้นทุนการผลิต EV มีราคาสูงตามไปด้วย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ โตโยต้า จึงหาทางออกด้วยการไปส่งเสริมรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแทน ซึ่งใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่สกัดจากน้ำ โดนรถยนต์ไฮโดรเจนตอนนี้มีเจ้าตลาดอยู่เพียง 2 แบรนด์ นั่นคือ โตโยต้า และฮุนได โดยในปี 2022 ที่ผ่านมา โตโยต้าก็เพิ่งลงทุนในนวัตกรรมการทำให้ถังเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีขนาดเล็กลง
ที่สุดแล้ว Gill Pratt เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขายอมรับการมาของ EV แต่ย้ำว่า EV ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ โดยเฉพาะอีก 30 ปี หลังจากนี้ถึงปี 2050 ว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกหรือไม่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของ Supply chain เรื่องของ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ตลอดจนโลกอนาคตจะมีโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นคำตอบจึงไม่ควรไปอยู่ที่คำตอบใด คำตอบหนึ่ง

ที่มา : เรียบเรียงจาก รายการ TOMORROW” “วิกฤตอนาคตโลกจะมีแร่ลิเทียมเพียงพอกับการผลิต EV จริงหรือ ?” จาก Youtube : Workpointtoday


อ่านบทความเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ทั้งในไทยและในโลกในแง่มุมที่หลากหลาย

ตามไปดู EV มาเลเซีย คู่แข่งตัวฉกาจของไทย

3 ปัจจัยหนุน ตลาด BEV ในไทย ปี 2566 โตแรง รับการมาของยุคยานยนต์ไฟฟ้าครองเมือง

เปิดเวทีแชร์มุมมองภาครัฐ-เอกชน วางกลไกผลักดัน อุตสาหกรรม EV conversion ให้ไปต่อได้แบบถูกทาง