แฟนพันธุ์แท้ Hollywood คงจดจำฉากต้นเรื่องภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ได้เป็นอย่างดี
นั่นคือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือเดินทางไปหนใด จะต้องพบกับฝุ่นมากมายมหาศาล มากชนิดที่เรียกว่า แทบจะไม่มีที่ใดในโลกที่ไม่มีฝุ่น
ฝุ่นในภาพยนตร์ Interstellar คือ “พายุฝุ่นดิน” หรือ Dust Bowl



Dust Bowl เกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่กว้างไประยะหนึ่ง ดินจะเสีย ต่อมาเมื่อดินเสีย เกษตรกรจึงปล่อยให้พื้นที่เหล่านั้นรกร้างว่างเปล่า และแห้งแล้งอย่าง ยาวนาน
เมื่อพายุพัดผ่านพื้นที่รกร้างดังกล่าว ลมจึงหอบเอา “ฝุ่นดิน” จำนวนมหาศาล พัดลอยไปทั่วบริเวณ ไปผสมกับ “ฝุ่นดิน” จากอีกไร่หนึ่ง และอีกไร่หนึ่ง และอีกไร่หนึ่ง
สะสมทบทวีจนกลายเป็น Dust Bowl
เหตุการณ์ Dust Bowl เคยเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ Midwest และทุ่งราบภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาช่วงระหว่าง ปี ค.ศ. 1931- ปี ค.ศ. 1939

สาเหตุเกิดจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ เช่น การปลูกข้าวโพดสาลี (ข้าวสาลี) ชนิดเดียวบนพื้นที่ขนาดใหญ่
การใช้รถไถที่ทำลายหน้าดินกว้างและลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดภาวะฝนแล้งอย่างยาวนาน
การทิ้งที่ดินทำกิน เกิดจากเหตุผลดินเสีย เนื่องจากมีการผลิตพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวสาลีที่ล้นเกิน จนเกษตรกรอเมริกันได้พาปล่อยให้ผืนดินรกร้างว่างเปล่าไร้สิ่งปกคลุมดิน

พายุที่เกิดขึ้นจึงหอบผิวหน้าดินกลายเป็นพายุฝุ่นดินขนาดใหญ่นั่นเอง
ฉากต้นเรื่องภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือเดินทางไปหนใด จะต้องพบกับฝุ่นมากมายมหาศาล มากชนิดที่เรียกว่า แทบจะไม่มีที่ใดในโลกที่ไม่มีฝุ่น
คล้ายกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ของวิกฤติฝุ่น PM2.5 ที่ Monash University ได้ออกมาเปิดเผยว่า “นับจากนี้ โลกจะไม่เหลือพื้นที่อากาศบริสุทธิ์อีกต่อไป”
โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย Monash University ของ “ออสเตรเลีย” ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาด้านมลพิษทางอากาศในวารสารการแพทย์ The Lancet Planetary Health
ซึ่งได้ทำการวิจัยขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยวิจัยพบว่า ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีประชากรโลกเพียง 0.001% เท่านั้น ที่ได้รับอากาศบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษ!
แปลไทยเป็นไทยก็คือ ในปัจจุบันนี้ แทบจะไม่มีสถานที่แห่งใดในโลก ที่จะปลอดจากหมอกควัน และฝุ่นพิษอีกต่อไป!

ผลวิจัยระบุว่า ข้อมูลระหว่างปี ค.ศ. 2000 – ปี ค.ศ. 2019 ชี้ว่า คุณภาพอากาศทั่วโลกมีแนวโน้มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปี ค.ศ. 2019 ทั่วโลกมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานมากถึง 70% หรือ “เกือบตลอดทั้งปี”
ด้วยค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่น PM2.5 มากถึง 32.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ถึงสองเท่า!
โดยทีมวิจัยได้ตามเก็บข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 5,446 แห่ง ใน 65 ประเทศ ตลอดระยะเวลา 20 ปี
พบว่า “เอเชียตะวันออก” มีสภาพการณ์ด้านมลพิษทางอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก โดยมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่น PM2.5 สูงถึง 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในแต่ละปี

รองลงมาคือ “เอเชียใต้” มีค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 37.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อันดับสามคือ “แอฟริกาเหนือ” 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ดี ยังมีบางส่วนของโลกที่ปริมาณของฝุ่น PM2.5 ไม่สูง คือ “ออสเตรเลีย” และ “นิวซีแลนด์” ที่ค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 8.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ตามมาด้วย “โอเชียเนีย” 12.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ “อเมริกาใต้” 15.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ
ทั้งนี้ แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงด้านมลพิษทางอากาศทั่วโลก ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏว่า ฝุ่น PM2.5 ใน “ยุโรป” และ “อเมริกาเหนือ” มีแนวโน้มลดต่ำลง
ขณะที่ “เอเชียใต้” “ออสเตรเลีย” “นิวซีแลนด์” “อเมริกาใต้” “หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน” กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ตามปกติแล้ว ดังที่ทราบกันดี ว่าฝุ่น PM2.5 มักมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามฤดูกาล เช่นไทยเรา เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่าน จะพบ PM2.5 หนาแน่นมากๆ แค่ช่วงต้นเดือนมกราคม
อย่างดีก็ลากยาวไปถึงกลางเดือนค่อนไปทางปลายเดือนมกราคม ไม่ข้ามไปเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับสถานการณ์ PM2.5 ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และภาคเหนือของอินเดีย ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้ความอบอุ่นในครัวเรือน ทำให้เกิด PM2.5 ปริมาณสูงสุดในช่วงฤดูหนาว
ทว่า แถบชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย “ไฟป่า” คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด PM2.5 ในช่วงฤดูร้อน
ทั้งนี้ ในแต่ละปี จะพบผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 ถึง 8 ล้านคนทั่วโลก
จากการที่ PM2.5 เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึก และกระแสเลือด ทำให้เกิดโรคร้ายแรงหลายอย่าง เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง











