เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังทยอยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาว หนึ่งในทางออกในการแก้ปัญหานี้จึงเป็นการขยายอายุเกษียณ เป็นเหตุให้สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในตลาดแรงงาน โดยจากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่า “ญี่ปุ่น” และ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศที่ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนมากที่สุดในตลาดแรงงาน โดยอยู่ระหว่าง 13-14%
ในทางตรงกันข้าม “ยุโรป” ที่สังคมสูงวัยเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน แต่กลับพบว่าคนทำงานที่อายุเกิน 65 ปี มีจำนวนน้อยลงมาก โดยตัวเลขดังกล่าวมีตั้งแต่ 3.8% ของตลาดแรงงานในสหราชอาณาจักร และเพียง 1.3% ในสเปน เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ แม้ว่าทั้งสองประเทศกำลังเพิ่มอายุเกษียณ โดยมีอายุเกษียณขั้นต่ำในปัจจุบันประมาณ 66 ปี และจะเพิ่มเพดานเป็น 67 ปี ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ก็ตาม
ในสหรัฐอเมริกาอายุเกษียณขั้นต่ำใกล้เคียงกัน แต่ถึงกระนั้น สัดส่วนของแรงงานสูงอายุยังสูงกว่าโดยอยู่ที่ 6.6% ของตลาดแรงงาน ซึ่งสูงกว่าเม็กซิโกที่มีสัดส่วนดังกล่าว 5.1% ข้อเท็จจริงนี้บ่งชี้ว่าชาวอเมริกันที่มีอายุมาก อาจรู้สึกว่าต้องทำงานนานขึ้นในประเทศที่ต้องพึ่งพาบัญชีเงินบำนาญส่วนบุคคลเป็นหลัก และเสนอสวัสดิการเงินบำนาญสาธารณะเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ขณะที่สัดส่วนของแรงงานสูงวัยของประเทศอื่นๆ ตามรายงานนี้คือ แคนาดา 4.7% เยอรมนี 3.1% โปแลนด์ 2.5% และฝรั่งเศส 1.6%


โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนของแรงงานสูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปีในเอเชียมากกว่ายุโรป คือ ทัศนคติทางวัฒนธรรมและกฎหมาย ตัวอย่างเช่น บางประเทศในยุโรป คนงานจะถูกลงโทษหากต้องการทำงานหลังวัยเกษียณ ขณะเดียวกันก็มีการประท้วงเพื่อตอบโต้นโยบายการเพิ่มอายุเกษียณอย่างเป็นทางการ แม้จะเป็นการขยายอายุเกษียณเพียงเล็กน้อยก็ตาม แตกต่างจากในเอเชียที่หลายประเทศสนับสนุนให้มีการเพิ่มอายุเกษียณภาคบังคับ และผู้สูงอายุจำนวนมากในภูมิภาคนี้กล่าวว่าการทำงานนานขึ้นจะทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง และมีอายุยืนยาว
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์จะทำงานได้ดีจนถึงอายุ 60, 70 หรือกระทั่ง 80 ปี เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ สาธารณสุข และองค์ความรู้ทางโภชนาการ ทำให้ผู้สูงวัยมีชีวิตที่สุขกายสบายใจ บางคนตัดสินใจทำงานต่อไปเพราะต้องการเงิน ในขณะที่บางคนรักในสิ่งที่พวกเขาทำ และนึกไม่ออกว่าชีวิตที่ไม่ได้ทำงานจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือบางคนแค่ต้องการทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้
ทั้งนี้ “การขยายอายุเกษียณ” เป็นนโยบายที่หลายประเทศทั่วโลกใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงาน ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบและไม่ทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักหรือสั่นคลอน เช่น สิงคโปร์เพิ่มอายุเกษียณจาก 65 ปีเป็น 67 ปี ส่วนเกาหลีใต้ก็ขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ด้านญี่ปุ่นเตรียมกำหนดให้ผู้สูงอายุทำงานได้จนถึงอายุ 65 ปี จากเดิมขีดเส้นไว้ที่ 62 ปี ภายในปี 2568
ขณะที่ไทยเอง ก็มีบริษัทเอกชนบางแห่งจ้างงานผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณ เช่น เมื่อปี 2562 คริสปี้ครีมเปิดรับสมัครผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังมีไฟในการทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้านพาร์ทไทม์รายวัน เพื่อรับรายได้ชั่วโมงละ 80 บาท โดยไม่จำกัดชั่วโมงการทำงาน ขณะที่อิเกียประกาศเมื่อปี 2563 รับสมัครผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทำงานพาร์ทไทม์ในหลายตำแหน่ง รับค่าจ้างชั่วโมงละ 64 บาท
แม้จะเคยมีความพยายามในการผลักดันให้เพิ่มอายุเกษียณของแรงงานไทยจาก 55 ปี เป็น 60 ปี แต่ปัจจุบันสำหรับพนักงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดให้พนักงานที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในปีใด ให้เกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น

ที่มา : Where are people working beyond 65?












