สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน ที่สร้างผลกระทบทั้งในแง่ลบและแง่บวกให้กับหลายฝ่าย แน่นอนว่าในแง่ลบ แทบทุกคน ทุกหน่วยในสังคม ต่างได้รับผลกระทบที่ทำให้ต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็น การต้องออกจากงาน หรือธุรกิจที่ทำอยู่ซบเซาลง จนถึงขั้นไม่ต่อไม่ได้ ทว่า ในแง่บวก วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นนี้เป็นโอกาสสำหรับใครหลายคน ที่จะได้เปลี่ยนตัวเอง ออกจากโลกใบเดิม ไปสู่โลกใหม่เพื่อพบเจอสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
อย่างในช่วงวิกฤตโควิดนี้เอง ที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อไปแสวงหาโอกาสในชุมชน ซึ่งก็มีไม่น้อยเลยที่ได้พบโอกาสนั้น และต่อยอดให้กลายเป็น พลังชุมชน เพื่อเปลี่ยนทั้งชีวิตตนเองและคนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการได้เห็น พลังของคน พลังชุมชน ที่ไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว เรายังได้เห็นความช่วยเหลือดีๆ จากองค์กรธุรกิจ ที่เป็นเหมือนลมใต้ปีก ส่งให้เกิดคนและชุมชนต้นแบบ ที่เป็นแบบอย่างให้อีกหลายชุมชนได้ดำเนินรอยตาม หนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการพลังชุมชน ที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของ เอสซีจี เพื่อสร้างหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และให้ความรู้การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนั้น หลักสูตรนี้ยังได้รับการออกแบบให้มีการส่งเสริมความรู้ ควบคู่ไปกับคุณธรรม ทำให้แต่ละชุมชนทั่วไทยสามารถ สร้างอาชีพยั่งยืน ขยายผลศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนลุกขึ้นมาพัฒนา พึ่งพาตนเอง ด้วยภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างอัตลักษณ์สินค้าให้โดดเด่น รู้จักตลาดก่อนผลิตและขาย สร้างแบรนด์ ทำการตลาด ขยายช่องทางการขาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงวางแผนชีวิตเพื่อความยั่งยืนได้อีกด้วย
และเพื่อให้เห็นผลประจักษ์ที่เกิดขึ้นของการดำเนิน โครงการพลังชุมชน ของเอสซีจีในวันนี้ เรามี 2 คนต้นแบบ จาก 2 ชุมชน มาบอกเล่าเพื่อส่งต่อพลังให้กับทุกชุมชนต่อไป

ครูอ้อ อำพร วงค์ษา สร้างโอกาสจากวิกฤตชีวิต ส่งต่อพลังชุมชนแบบไม่มีที่สิ้นสุด
แน่นอนว่าในช่วงชีวิตของเราทุกคนจะต้องมีห้วงเวลาที่มรสุมชีวิตถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนั้นไปให้ได้ ทว่า ความจำเป็นที่ต้องทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้เพราะคิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังนี่เอง ที่จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมาได้
ครูอ้อ อำพร วงค์ษา คือ อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความจริงแท้ที่กล่าวมาข้างต้น ในวัย 45 ปี หญิงสาวจากทางเหนือของไทย ต้องพบกับวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อแม่ล้มป่วย สามีความจำเสื่อม ทำให้ต้องลาออกจากอาชีพครูที่เธอรักเพื่อมาดูแลคนในครอบครัว ความโศกเศร้า เสียใจ ระคนกับความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกไหมในอนาคต ก่อตัวเป็นเมฆหมอกสีดำ ขึ้นในใจครูอ้อแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แทบทุกมุมของบ้านกลายเป็นที่ที่เธอใช้หลบจากสายตาคนในครอบครัวและร้องไห้เพื่อเยียวยาตัวเองจากความรู้สึกด้านลบเหล่านั้น
โดยย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ครูอ้อ ต้องออกจากการเป็นครูอนุบาล เพื่อมาดูแลแม่ที่ล้มป่วย หลังจากนั้นเพียง 2 ปี อุบัติเหตุของชีวิตก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากสามีกลับมาจากทำงานต่างประเทศ และเกิดล้มป่วยความจำเสื่อมจากการถูกสารเคมีขณะทำงาน

จากวิกฤตครั้งสำคัญในชีวิตนี้เอง ที่ครูอ้อใช้เป็นจุดเปลี่ยนในการลุกขึ้นจากฝันร้าย มายืนอยู่ในตำแหน่งผู้นำครอบครัว สร้างโอกาสด้วยสิ่งที่ตนเองถนัดและมีใจรักอย่าง “หัตถกรรม” “งานฝีมือ” ซึ่งงานใหม่นี้ ทำให้เธอดูแลได้ทั้งครอบครัว และยังต่อยอดส่งมอบโอกาสไปยังชุมชน ให้ทั้งสองส่วนลืมตาอ้าปากไปได้พร้อมกัน
“สิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นรวบรวมความกล้า แรงฮึด เหยียบความกลัวของเราไว้กับดิน ลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองด้วยพลังที่เรามี มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เพราะหากเราไม่ลุกขึ้นมาสู้และไม่ลุกขึ้นมาทำ เราก็จะไม่เจอความสำเร็จเลย”
“จากที่เรามีเงินเดือน แล้วต้องมาอยู่แบบไม่มีเงินเดือนมันทำให้ชีวิตเราลำบาก ทำเกษตรไม่ได้เพราะมีภาระที่ต้องดูแล จึงจำเป็นที่จะต้องหาอะไรสักอย่างเพื่อเป็นอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารัก คือ หัตถกรรม ด้วยการที่ชอบเย็บปักถักร้อย ‘งานถัก’ จึงเป็นงานแรกที่เลือก ถักผ้าม่าน ผ้าคลุมไหล่ ถักเสื้อ และไปทำเสนอขายและได้ตลาด จากนั้นทำให้ชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหาคนมาทำช่วยและมีออเดอร์”

และควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ ครูอ้อ ก็ได้แสวงหาความรู้เมเติม ด้วยการเข้าอบรมในโครงการพลังปัญญาของเอสซีจี ในปี 2558 เพื่อนำความรู้มาพัฒนา ต่อยอดสู่การเข้าร่วม โครงการพลังชุมชน ของเอสซีจี ซึ่งเป็นหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ชุมชน สร้างอาชีพยั่งยืน
โดยโครงการนี้ตั้งใจขยายผลศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนลุกขึ้นมาพัฒนา พึ่งพาตนเอง ด้วยภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างอัตลักษณ์สินค้าให้โดดเด่น รู้จักตลาดก่อนผลิตและขาย สร้างแบรนด์ทำการตลาด ขยายช่องทางการขาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์
“โครงการพลังชุมชนของเอสซีจี สอนให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ด้วยการทำงานที่ตัวเองรักและถนัด คือ งานหัตถกรรม เช่น การเย็บปัก ทำดอกไม้ประดิษฐ์ และเราทำมันได้เต็มที่ สามารถพัฒนาต่อยอด ช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว และยังได้แบ่งปันความรู้ให้คนในชุมชนที่ว่างงานและกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้สูงวัย ทำงานฝีมือให้มีรายได้ มีงานทำ พึ่งพาตัวเอง เราพัฒนาจากสิ่งที่เรามี ก็สามารถช่วยเหลือแบ่งปันคนอื่นได้”


โดยจากการได้ลงพื้นที่ไปดูงานที่ ศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือผาหนาม จ.ลำพูน ก็ได้เห็นภาพของครูอ้อ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน สร้างพื้นที่ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการปักผ้า ผ้าย้อมดิน โดยใช้งานหัตถกรรมเป็นเครื่องมือสื่อถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ่ายทอดเป็นประเพณีวัฒนธรรม สะท้อนถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ปัจจุบัน มีการขยายงานให้คนในชุมชนมีงานทำ รวมถึงต่อยอดสู่กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ คนที่มีรายได้น้อย รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช ให้มีรายได้เพิ่ม จุนเจือครอบครัว มีทักษะและการสร้างรายได้
โดยปีที่ผ่านมา ครูอ้อ ใช้เวลา 3 เดือน ในการสอนคนกลุ่มเปราะบางราว 25 คนและปีนี้ 2566 นี้ ตั้งเป้าขยายความรู้สู่กลุ่มเปราะบางมากยิ่งขึ้น ในศูนย์ผาหนามจากเดิมมีอยู่ 30 คน จะพัฒนาเพิ่มอีก 30 คน และ ศูนย์ฮักบ้านเกิด 30 คน จากกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่มีกว่า 600 คน ซึ่งดูจากศักยภาพ และความพร้อม โดยมีครูที่เสียสละตัวเองมาช่วยแบ่งปันเวลาในการสอน และพัฒนากลุ่มเปราะบางให้สามารถถ่ายทอดความรู้เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

“การพัฒนาคนที่มีจิตใจครบสมบูรณ์ครบถ้วนว่ายากแล้ว แต่การพัฒนาคนกลุ่มเปราะบางยากยิ่งกว่า เพราะเราต้องใส่ใจทุกเรื่องและให้เขาได้มีเวทีของเขา จากที่เรารู้ต้องเป็นคนที่ไม่รู้และรับฟังเยอะๆ จากเดิมที่เป็นคนพูดมาก ก็ต้องเปลี่ยนมาพูดน้อยๆ ไม่เช่นนั้นเราจะพัฒนาเขาไม่ได้”
“พอพัฒนาน้องๆ เหล่านี้ได้ เขาจะเป็นตัวแทนของเราในวันที่เราต้องออกไปหาสิ่งใหม่ เพื่อมาเติมเต็ม น้องๆ ก็สามารถพัฒนางาน ดูแลงานแทนได้ ทุกอย่างยังขับเคลื่อน โดยมีการร่วมประชุมกัน 1 ครั้งต่อเดือน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบเมื่อมีออเดอร์เข้ามา ลงพื้นที่พัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ”
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ ครูอ้อ จึงเป็นเหมือนเปลวไฟแห่งความความหวัง ที่จุดประกาย ส่งต่อให้กับคนในชุมชนได้หลากหลายกลุ่ม ครูอ้อ จึงถือเป็นบุคคลที่ทาง โครงการพลังชุมชน มีความภาคภูมิใจ และยกให้เป็นอีกหนึ่งต้นแบบความสำเร็จที่พร้อมถ่ายทอดแนวคิด แนวทางการทำงาน ไปยังชุมชนอื่นๆ ทั่วไทย

‘แม่หนิงภูดอย’ ปลดหนี้ด้วย ‘คุกกี้‘ กุ๊กไก่ไส้สับปะรด ของฝากจากลำปาง ที่ดังไกลไปถึงเวทีเอเปค
“ในทุกคำที่กิน มั่นใจได้ถึงคุณภาพ ดั่งแม่ใส่ใจทำขนมให้ลูกชายกิน” ถ้อยคำบนกล่องขนมกุ๊กไก่ไส้สับปะรดนี้ ของ เกศรินทร์ กลิ่นฟุ้ง หรือ แม่หนิง ในวัย 44 ปี เจ้าของขนมแบรนด์ แม่หนิงภูดอย จ.ลำปาง ไม่เพียงสื่อถึงขนมในกล่องว่าทำขึ้นอย่างตั้งใจเท่านั้น หากแต่ยังสื่อถึงจิตวิญญาณความเป็นแม่ที่จะสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ ทั้งสองสิ่งนี้จึงกลายเป็น ‘คุกกี้’ กุ๊กไก่ไส้สับปะรด ของฝากจากลำปาง ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและเป็นเมนูของหวานที่ขึ้นโต๊ะอาหารเวที เอเปค 2022 มาแล้ว
แม่หนิง เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่กรุงเทพฯ เมื่อราว 9 ปีก่อน เพื่อกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดลำปางและมีเวลาให้กับลูกชายวัย 2 ขวบในขณะนั้นได้เต็มที่
“ตอนนั้นเรียกได้ว่ากลับบ้านด้วยชีวิตติดลบ เพราะมาพร้อมกับหนี้สิน 2 แสนบาท และรถ 1 คัน แต่ได้งานประจำที่จังหวัดลำปางและได้เริ่มทำขนมขายโดยเลือกทำคุกกี้ตัวหนอนไส้สับปะรดวางขายตามร้านต่างๆ เพื่อเป็นรายได้เสริม”


“และที่เลือกทำคุกกี้ไส้สับปะรดเพราะเป็นขนมที่เราชอบกิน และอยากให้ลูกชายได้กิน จึงเป็นจุดเริ่มต้นว่า หากเราทำให้คนที่เรารักเราจะสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ ดังนั้น เราทำกินแบบไหน ก็จะทำขายแบบนั้น โดยในช่วงแรกเริ่มศึกษาและทดลองทำขนมกินกันในครอบครัว แจกจ่ายให้คนรู้จักลองชิม พัฒนาจนทุกคนบอกว่าอร่อยจึงเริ่มจากฝากขายตามร้าน หมู่บ้านใกล้เคียง”
“ในช่วงแรกทำเป็นคุกกี้ตัวหนอนไส้สับปะรด กระปุกละ 35 บาท และเริ่มอยากสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าด้วยการขอ อย. แต่ตอนนั้นเราก็ยังตอบคำถามคนรอบข้างไม่ได้ว่า หากได้ อย.แล้วจะเป็นอย่างไร จะไปไกลได้แค่ไหน ก็ขนม 35 บาท คุกกี้ตัวหนอนธรรมดาที่ไหนก็มีขาย แต่เราอยากทำ เพราะเหมือนเราให้ความสำคัญกับขนม และให้ความสำคัญของลูกค้า หากเขามาเห็นว่าขนมแค่นี้ แต่ทำ อย. ก็สร้างความมั่นใจของลูกค้าด้วย”
“ก่อนหน้านี้ไม่มีใครขนมธรรมดาที่ชาวเหนือเรียกกันว่า “ขนมขี้เป่อ” จะกลายเป็นของฝากอัตลักษณ์ชุมชนจังหวัดลำปาง เพราะแม้แต่พ่อของหนิงยังบอกว่าไม่เห็นแตกต่างจากคนอื่น จะขายได้กีมากน้อยกัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของหนิง มา”จากความคิดว่าต้องศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการวิสาหกิจและคุณธรรมชุมชนรักษ์น้ำของเอสซีจี เมื่อราวๆ ปี 2561 ซึ่งจากการเข้าอบรมนี้เองที่ทำให้หนิงได้เรียนรู้ในเรื่องของการผลิตสินค้า การพัฒนาสินค้าของชุมชน และวิธีการขายสินค้า พร้อมลงมือนำความรู้มาต่อยอดพัฒนาสร้างเอกลักษณ์สินค้า”


“การเข้าร่วมโครงการฯ เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ให้ออกจากเซฟโซน อีกทั้ง ความฝันที่อยากจะทำ อย. ซึ่งค่อนข้างมีข้อจำกัดเนื่องจากผลิตที่บ้าน ไม่มีโรงเรือน ต้องลงทุน แต่เราไม่มีเงิน และกู้ไม่ได้ แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ได้มีโอกาสไปดูต้นแบบที่พะเยา พบว่า เป็นบ้านเหมือนกัน แต่เขาสามารถทำได้ จึงพยายามศึกษารูปแบบของเขามาปรับใช้ในการแบ่งสัดส่วน ให้สะอาด ถูกหลักอนามัย ซึ่งตลอดเวลาดำเนินการ ก็ได้รับคำปรึกษาจาก โครงการพลังชุมชน ของเอสซีจี ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มในการปรับพื้นที่บ้านให้เป็นพื้นที่ทำขนมและสุดท้ายก็สามารถขอ อย.ได้สำเร็จ”
ปัจจุบัน แม่หนิงลาออกจากงานประจำเพื่อใช้เวลาในการทำในสิ่งที่รัก และได้ใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น และตอนนี้หนี้สินที่มีก็เคลียร์หมดไปได้ภายในระยะเวลา 6 ปี โดยในตอนนี้น้องภูดอย ลูกชายแม่หนิง มีอายุ 11 ขวบ และมีพรสวรรค์ในงานศิลปะ แม่หนิงก็ได้ให้น้องภูดอยเข้ามาช่วยวาดภาพบนกล่องขนมเพื่อเพิ่มจุดขายให้ขนมอีกด้วย


“ในวันนี้ หนิงอยากขอบคุณทางโครงการพลังชุมชนของเอสซีจี ที่ช่วยเป็นที่ปรึกษาสร้างจุดขายด้วยการสร้างอัตลักษณ์ เช่น ปรับคุ้กกี้ตัวหนอนไส้สับปะรดกลายเป็นรูปไก่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จังหวัดลำปาง และปรับบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม น่าซื้อ เป็นของขวัญของฝาก รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตร่วมกัน จนทำให้เราได้มาตรฐาน อย.”
“นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้เทคนิคการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ ส่งต่อการจ้างงานให้กลุ่มเยาวชน ผู้สูงวัยในชุมชน ให้ได้ใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์และสร้างรายได้ร่วมกัน” แม่หนิง กล่าวทิ้งท้าย
เอสซีจี ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพลังชุมชน สู่ 500 ชุมชน เลิกแล้ง-เลิกจน ด้วยความรู้คู่คุณธรรม
ในฐานะองค์กรธุรกิจที่เชื่อมั่นในพลังของชุมชนทั่วไทย ว่าหากชุมชนลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง ใช้ความรู้คู่คุณธรรม มีความรักสามัคคีบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการวางแผน ทำให้มีน้ำกิน น้ำใช้ ทำการเกษตรและมีผลผลิตตลอดปี ขณะเดียวกัน ก็ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ทำให้มีรายได้ อาชีพมั่นคง เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำสังคมได้อย่างยั่งยืน ถ้าทำได้เช่นนี้ ทุกชุมชนทั่วไทยย่อมมีความแข็งแกร่ง มีคุณภาพชีวิตที่ได้อย่างยั่งยืน
วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ สำนักงาน Enterprise Brand Management Office เอสซีจี อธิบายเพิ่มเติมถึงความตั้งใจในการเป็นหน่วยงานสนับสนุน สร้างความเข้มแข็งให้ทุกชุมชนทั่วไทย ซึ่งในวันนี้ทำได้ถึง 500 ชุมชนแล้ว

“เอสซีจีมุ่งลดความเหลื่อมล้ำสังคมด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง มีความรู้คู่คุณธรรมตามคำสอนของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2550 จากการทำฝายชะลอน้ำซึ่งสร้างไปแล้ว 115,000 ฝาย ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำชุมชน ทำให้ชุมชนมีน้ำกิน-ใช้และเพื่อการเกษตรมีผลผลิต”
“ทั้งยังต่อยอดไปสู่โครงการพลังชุมชน อบรมสร้างอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ปัจจุบันขยายผลไป 500 ชุมชน กว่า 200,000 คน ใน 37 จังหวัด มีรายได้มั่นคง อาชีพยั่งยืน อีกทั้ง ยังแบ่งปันองค์ความรู้ และเป็นต้นแบบส่งต่อแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่น ๆ เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง ด้วย 4 ความรู้คู่คุณธรรม ประกอบด้วย
รู้เรา: รู้คุณค่าและพัฒนาศักยภาพของตนเอง สร้างมูลค่าจากสิ่งรอบตัว
รู้เขา: เข้าใจลูกค้า เข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง
รู้จัดการ: วางแผนเพื่อการบริหารจัดการและบริหารความเสี่ยง
รู้รัก-สามัคคี: สร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งพร้อมช่วยเหลือและแบ่งปัน”
เรื่องเล่าในชุมชนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้
“ผู้นำชุมชน” สานนวัตกรรม “อีอีซี” สู่ “วิถีชาวบ้าน” สร้างการพัฒนาเมืองแบบสมดุล













