Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.89

East Park ม.บูรพา จับมือ Infineon เปิดฐานการเรียนรู้พัฒนาบุคลากร IoT ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม 4.0

บริษัท Infineon Technologies Asia Pacific ประกาศความร่วมมือ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ East Park เปิดตัว Burapha University Infineon Innovation Launchpad (BIIL) เพื่อเป็นแหล่งบ่มเพาะและเรียนรู้สำหรับว่าที่สตาร์ทอัพ และบุคลากรที่ทำงานในสายงาน IoT การเปิดตัว ศูนย์ BIIL ในครั้งนี้จึงเป็นฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกลุ่ม IoT รวมทั้งยกระดับ ทักษะความรู้และคุณภาพคนตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในเขตพื้นที่ EEC และตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลตามแนวทาง Industry 4.0 อีกด้วย

ในพิธีเปิดและประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญนี้มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างอบอุ่น ไม่จะเป็น ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขต EEC หรือ EEC HDC, ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา, ผศ.ดร.ชินวุธ พิพัฒน์ภานุกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา และทางฝ่าย Infineon Technologies Asia Pacific ได้รับเกียรติจาก Francis Foo ,Vice President Regional Center Power & Sensor System Asia Pacific และ Goh Say Yeow ,Vice President Head of Connected Secure Systems Asia Pacific

ดร.อภิชาต ประธาน EEC HDC ได้กล่าวถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า “การพัฒนา อุตสาหกรรม 4.0 และ Thailand 4.0 จำเป็นต้องสร้างฐานความรู้และแหล่งบ่มเพาะทักษะเพื่อยกระดับสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ รวมถึงบุคลากรที่ทำงานในด้าน IoT ซึ่งต้องร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตเทคโนโลยีต้นน้ำ ในวันนี้ ความร่วมมือระหว่าง Infineon บริษัทผู้นำเทคโนโลยีด้าน Iot ระดับโลก และ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก หรือ East Park มหาวิทยาลัยบูรพา จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะยกระดับและปรับฐานความรู้สู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีด้าน Iot ต่อไป โดย East Park และ Infineon จะจับมือทำงานร่วมกับ Silicon Tech Park โดยการสนับสนุนของ EEC HDC และ EEC เพื่อขยับปรับฐานเร่งยกระดับความเก่งของประเทศในด้านเทคโนโลยี Iot อย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน Francis Foo ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพาครั้งนี้ว่า “Infineon ให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมอันชาญฉลาดและปลอดภัยที่จะมาตอบโจทย์การนำเทคโนโลยี IoT ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม IoT ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านเฮลธ์แคร์และการสร้างสมาร์ทซิตี้มาเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ดังนั้น มาในวันนี้เราจึงต้องการต่อยอดความร่วมมือสู่การสร้าง Ecosystem โดยเฉพาะด้านการสร้างหลักสูตรร่วมกันเพื่อฝึกอบรมทักษะด้าน IoT ให้กับบุคลากรไทยตามแนวทาง Industry 4.0 นั่นเอง”

“GAC AION” ยักษ์ใหญ่ “รถยนต์ EV” จีน เล็งปักหมุดลงทุนใน EEC

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
นายเซียว หยง (Mr.Xiao Yong) รองประธานบริษัท GAC AION New Energy Automobile Company Limited (GAC AION)
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายเซียว หยง (Mr.Xiao Yong) รองประธานบริษัท GAC AION New Energy Automobile Company Limited (GAC AION) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท GAC AION ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของรถยนต์ไฟฟ้าของ GAC Group (Guangzhou Automotive Group) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน โดยระบุว่า GAC AION ให้ความสนใจจะเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์อีวีในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลไทยสนับสนุนโครงการรถยนต์ EV และอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เฉพาะแต่เรื่องของการทำการตลาดเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมและสนับสนุนในเชิงนโยบายและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ อีกทั้งในแง่ของมาตรฐานต่าง ๆ โดยไทยเสมือนเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ในอาเซียนมาโดยตลอด ดังนั้น หากทาง GAC AION เข้ามาลงทุน จะทำให้ประเทศไทยเพิ่มศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในระดับอาเซียน และเกิดการยอมรับไปทั่วโลกมากยิ่งขึ้น ด้าน นายเซียว หยง รองประธานบริษัท GAC AION กล่าวว่า เบื้องต้นได้เตรียมการที่จะมาลงทุนในไทย 100% แต่หลังจากที่ได้ไปหารือกับหลายหน่วยงาน อาทิ EEC และ BOI ก็ทำให้เกิดแนวคิดการหาผู้ร่วมลงทุน โดยในการลงทุนจะเป็น GAC AION ถือครองสัดส่วนในจำนวนที่มากกว่า และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ในไทยให้ได้ 100,000 คันต่อปี นอกจากการตั้งโรงงานการผลิตรถยนต์ EV แล้ว ยังขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการผลิตแบตเตอรี่ด้วย ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนในประเทศไทยของ GAC AION เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 6,400 ล้านบาท  

สธ. เฝ้าระวัง XBB.1.16 จาก “อินเดีย” คาดเป็น “โควิด” ตัวหลักใหม่ แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 ว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลก มีแนวโน้มพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตลดลง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ขณะนี้เริ่มมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ คือจะมีการระบาดในช่วงหน้าฝน พ.ค. – มิ.ย.จึงให้มีการทบทวนมาตรการทั้งการเฝ้าระวังสอบสวนโรค การเฝ้าระวังสายพันธุ์ แนวทางการรักษา รวมถึงการฉีดวัคซีนที่จะเน้นฉีดในกลุ่มเสี่ยงจำนวน 1-2 เข็ม ซึ่งคณะกรรมการวัคซีนจะพิจารณาออกแนวทางคำแนะนำให้เหมาะสม สำหรับการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในไทย ปัจจุบันสายพันธุ์ที่พบมากสุดยังเป็น BA.2.75 แต่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.5 และ XBB.1.9.1 มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนสายพันธุ์ XBB.1.16 ที่พบในอินเดียและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อธรรมชาติและจากวัคซีน มีการเติบโตสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรค และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นสายพันธุ์หลักในที่สุด ขณะนี้ยังไม่พบ XBB.1.16 ในประเทศไทย ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการของไทย ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

นักวิจัยอียิปต์นำฝุ่น PM2.5 ในตะวันออกกลางมาวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอนที่โคราช

ศ.ดร.อับดัลลาห์ เอ.เชาท์ทูท (Prof. Dr. Abdallah A. Shaltout) อาจารย์จากภาควิชาสเปกโตรสโกปี สถาบันวิจัยฟิสิกส์ ศูนย์วิจัยแห่งชาติอียิปต์ พร้อมด้วย ดร.ซาฟาอ์ เอส.เอ็ม. อาลี (Dr.Safaa S.M. Ali) ผู้ช่วยวิจัยจากภาควิชาสเปกโตรสโกปี จากศูนย์วิจัยเดียวกัน ได้นำตัวอย่างฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นตัวอย่างฝุ่นในแถบตะวันออกกลางและกรุงไคโรของอียิปต์ มาศึกษาด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (XAS) ณ ระบบลำเลียงแสงที่ 7.2 ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของฝุ่นและโมเลกุลต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในอนุภาคฝุ่น “โชคดีที่เราได้มาทำวิจัยที่นี่นาน 2 เดือนจึงมีเวลามากพอที่จะได้ศึกษาเรื่องอนุภาคฝุ่น ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในชั้นบรรยากาศ ยิ่งอนุภาคฝุ่นมีขนาดเล็กมากจะยิ่งเข้าสู่ปอดของเราได้ง่ายขึ้นผ่านระบบหายใจ แล้วเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงต่อสุขภาพได้ เราได้ศึกษาปัญหามลภาวะและอนุภาคฝุ่นละเอียดมานานหลายปีแล้ว ในครั้งนี้เราได้นำตัวอย่างฝุ่นซึ่งมีฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 มาศึกษา ฝุ่นดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบหายใจของเราได้ง่าย” ศ.ดร.อับดัลลาห์ กล่าวและว่า แสงซินโครตรอนให้ข้อมูลได้มากกว่าข้อมูลจากเครื่องมือทดสอบในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยวิเคราะได้ง่ายกว่า และให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่า

อภิมหาโครงการ ‘เคมี’ ทุนจีน-ซาอุฯ เริ่มก่อสร้างแล้ว

(แฟ้มภาพซินหัว : พิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มร่วมทุนระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย ในมืองผานจิ่น มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 29 มี.ค. 2023) // www.xinhuathai.com
การก่อสร้างโครงการเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มร่วมทุนระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธ (29 มี.ค.) ในเมืองผานจิ่น มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนรวม 8.37 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.16 แสนล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้มีซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ถือหุ้นร้อยละ 30 ขณะนอร์ธ หัวจิ่น เคมิคัล อินดัสทรีส์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชัน (North Huajin Chemical Industries Group Corporation) และผานจิ่น ซินเฉิง อินดัสเทรียล กรุ๊ป (Panjin XinCheng Industrial Group) ถือหุ้นร้อยละ 51 และร้อยละ 19 ตามลำดับ โดยคาดว่าจะกลายเป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีชั้นดีและปิโตรเคมีระดับโลกในจีนหลังเริ่มดำเนินการ ส่วนบริษัทร่วมทุนอย่างบริษัท หัวจิ่น อารัมโก ปิโตรเคมิคัล (HAPCO) จะแล้วเสร็จในปี 2025 โดยคาดว่าจะมีกำลังการกลั่นน้ำมันที่ 15 ล้านตันต่อปี รวมถึงกำลังการผลิตเอทิลีน 1.65 ล้านตันต่อปี และพาราไซลีน (p -Xylene) 2 ล้านตันต่อปี
เอี๋ยนเจ๋อ รองผู้จัดการทั่วไปของโนรินโก กรุ๊ป (Norinco Group) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของนอร์ธ หัวจิ่น เคมิคัล อินดัสทรีส์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชัน กล่าวว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.97 แสนล้านบาท) ต่อปี ด้วยกำไรรวมมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.97 หมื่นล้านบาท) และรายได้จากภาษีกว่า 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 9.95 หมื่นล้านบาท) เมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้น โมฮัมหมัด อัล-กาห์ตานี รองประธานบริหารของซาอุดี อารัมโก กล่าวว่าโครงการเคมีแห่งนี้เป็นรากฐานสำคัญของความพยายามสนับสนุนอุตสาหกรรมปลายน้ำแบบบูรณาการระดับโลกในจีน นอกจากนั้น เมืองผานจิ่นยังได้สร้างช่องทางน้ำลึกขนาด 100,000 ตัน ท่าเทียบเรือน้ำมันดิบ 300,000 ตัน และโรงบำบัดน้ำเสียที่มีศักยภาพการบำบัด 60,000 ตันต่อวัน เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งยังสำรองท่าเทียบเรือพิเศษ 8 แห่ง และเส้นทางรถไฟสายเฉพาะสำหรับโครงการนี้ด้วย (ที่มา : ซินหัว)