ภาพรวมการส่งออกของไทยเริ่มต้นศักราชใหม่ไม่ค่อยสดใส รายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2566 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 42,625.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,430,250 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 4.6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
พร้อมทั้งประเมินว่าช่วงครึ่งปีแรก การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่มีความไม่แน่นอนสูง ประเทศคู่ค้าหลักยังคงเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ตลาดส่งออกหลักๆ ติดลบกันถ้วนหน้า อาทิ ตลาดสหรัฐฯ หดตัวร้อยละ 9.5 (หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) ตลาดจีน หดตัวร้อยละ 7.9 (หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) ตลาดญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ 2.5 (หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน) เป็นต้น

ปัจจุบันผู้ส่งออกจำนวนมากเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ในงานเสวนาของ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ซึ่งร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีเคล็ดลับน่าสนใจมาเติมความรู้แก่เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออก-นำเข้า ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การส่งออก-นำเข้า รวมถึงตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจในปีนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมเติบโตในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
นริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขการส่งออกและนำเข้า ดีกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน คือการส่งออกของไทยปี 2565 ที่เติบโต 17% สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาเข้มแข็ง แม้ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง ส่วนปี 2566 การเติบโตของส่งออกคาดว่าจะเป็นแบบชะลอตัว โดยแนะโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย คือ การเลือกเจาะตลาดที่เป็นม้านอกสายตา อย่างอินเดีย และตลาดที่ไม่ใหญ่แต่เริ่มมีความสำคัญ อย่างตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่น่าสนใจของไทย เนื่องจากมีความนิยมชมชอบสินค้าไทยอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารที่มีการนำเข้าจากไทยมากถึง 6.2% แต่ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง ได้แก่ ต้นทุนที่สูงขึ้น แรงงานขาดแคลนหากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลง

ขณะที่ นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเทรนด์การส่งออกที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ได้แก่
1) ความตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ผลจากสงคราม ส่งผลให้ทั่วโลกต่างตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางอาหาร จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารอันดับต้นๆ ของโลก โดยในปี 2565 การส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรของไทยขยายตัวได้ถึง 8.82%
2) แนวโน้มค่าระวางเรือลดลงต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2565 และมีทิศทางลดลงต่อไปอีกในปี 2566 เนื่องจากอุปทานตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในธุรกิจส่งออกที่ไม่ต้องแย่งตู้คอนเทนเนอร์กันเอง อีกทั้งยังมีผู้ให้บริการเป็นทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
3) จีนผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภค และการผลิตในจีนจะกลับมาฟื้นตัว ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้ อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าแฟชั่น ที่จะเติบโตตาม
4) กระแส BCG (Bio-Circular-Green) ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นทุน โดยนำวัตถุดิบใกล้ตัวมาต่อยอดเป็นสินค้าส่งออกตามแนวทาง BCG สร้างมูลค่าเพิ่มที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก

ด้าน บุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี แนะนำว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการที่ทำการค้าระหว่างประเทศควรจับตา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจ 2) ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ทิศทางแนวโน้มดอกเบี้ย และ 3) การเปิดการท่องเที่ยวของจีน เพราะจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทผันผวนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้าหลักของไทย เกือบ 40-50% เป็นประเทศในเอเชีย แต่สกุลเงินที่ผู้ประกอบการใช้ซื้อขายกันยังเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 80% ซึ่งจากสถิติในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีความผันผวนสูงมาก หากผู้ประกอบการตั้งรับไม่ทัน ย่อมมีผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ทางธนาคาร
จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้าขายในสัดส่วนที่ลดลง และปิดความเสี่ยงด้วยการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) ในการซื้อขายกันมากขึ้น เช่น สกุลเงินของเอเชีย ซึ่งปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินบาท มีความผันผวนน้อยกว่า ทำให้บริหารต้นทุนได้ง่ายขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการไทยยังมีการใช้สกุลเงินที่หลากหลายสำหรับทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกกับหลายประเทศ ซึ่งทีเอ็มบีธนชาต เป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่พัฒนาบัญชีเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศ นั่นคือ ttb multi-currency account หรือบัญชีบริหารหลายสกุลเงิน โดยบัญชีเดียวสามารถรองรับได้มากถึง 11 สกุลเงิน ผู้ประกอบการสามารถซื้อ-ขาย-รับ-จ่ายได้สะดวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มองว่า ช่วงหลังของปี การส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงตามแนวโน้มราคาพลังงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกที่ทยอยคลี่คลาย นอกจากนี้ แรงหนุนจากการเปิดประเทศของจีน และการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยวจะช่วยหนุนอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าในระยะต่อไป











