จีนฟาดกลับสหรัฐอเมริกา! เปิดรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแดนลุงแซม แจงยิบ “เละเทะใช่ย่อย”

หลังจากโดนสหรัฐอเมริกาโจมตีเรื่องปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเขตปกครองตนเองทิเบต ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา จีนโต้กลับอย่างหนัก ด้วยการออกรายงานระบุว่าปี 2565 เป็นปีแห่งความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในด้านสิทธิมนุษยชนในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่พร่ำเรียกตัวเองว่าเป็น “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นแหล่งบ่มเพาะ “โรคเรื้อรัง” ต่างๆ

เช่น การเมืองที่ถูกแทรกแซงด้วยอำนาจเงิน การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ความรุนแรงจากปืนและตำรวจ รวมถึงการแบ่งขั้วความมั่งคั่งที่กำลังแพร่ระบาด พร้อมสำทับว่ากฎหมายสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมได้ถดถอยอย่างขีดสุด ซึ่งบ่อนทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกัน

ความรุนแรงของปืน

การกราดยิง สังหารหมู่ ภัยร้ายที่อยู่คู่สังคมอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผ่อนปรนการควบคุมอาวุธปืนอย่างมาก ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงจากปืนพุ่งสูงขึ้น คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี Bruen ในปี 2565 ที่ตัดสินว่ากฎหมายควบคุมอาวุธปืนของรัฐนิวยอร์กที่มีมาตั้งแต่ปี 1911 ขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 2 หรือ Second Amendment เพราะเข้มงวดเกินไปจนเป็นการลิดรอนสิทธิในการครอบครองปืน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในด้านการควบคุมอาวุธปืนของสหรัฐฯ ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของรัฐในสหรัฐฯ ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านอาวุธปืน โดยอนุญาตให้พกพาปืนในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน บาร์ และสนามกีฬา เป็นต้น
หนังสือ “The Gunning of America: Business and the Making of American Gun Culture” ที่เขียนโดย Pamela Haag นักวิชาการชาวอเมริกัน ชี้ให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมความรุนแรงจากปืนในสหรัฐฯ มีรากฐานมาจากการค้าอาวุธปืน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากสายการผลิตและจบลงด้วยการเสียชีวิตของเหยื่อ
อุตสาหกรรมการผลิตปืน
ความรุนแรงของปืนเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการครอบครองปืน โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British Medical Journal ชี้ให้เห็นว่าการผ่อนปรนการควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ นำไปสู่การครอบครองปืนเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับ การกราดยิงจำนวนมาก ด้วยจำนวนประชากรโลกไม่ถึง 5% แต่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของปืนพลเรือนมากถึง 46% ของโลก ไม่แปลกที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำของโลกในการครอบครองปืน การฆาตกรรมด้วยปืน และการกราดยิงจำนวนมาก
จากข้อมูลของเว็บไซต์ Gun Violence Archive ระบุว่าจำนวนการกราดยิงจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2565 ความรุนแรงจากปืนคร่าชีวิตผู้คนไป 43,341 คน บาดเจ็บ 37,763 คน และเกิดการกราดยิงในสหรัฐฯ 636 ครั้ง เฉลี่ยวันละ 2 ครั้ง อัตราการฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนของอเมริกาสูงกว่าของแคนาดาถึง 8 เท่า สูงกว่าของฝรั่งเศสถึง 13 เท่า และสูงกว่าของออสเตรเลียถึง 23 เท่า
ความรุนแรงของปืนกลายเป็น “โรคอเมริกัน” (American disease) ไปเสียแล้ว

การเลือกตั้งของอเมริกา

ประชาธิปไตยที่กลวงโบ๋ รอวันล่มสลายจาก “เงินมืด” ที่บริจาคเพื่อขับเคลื่อนการเมืองโสมมของอเมริกา

การบริจาคทางการเมืองทำให้การเลือกตั้งของอเมริกากลายเป็นเกมของคนรวย ความแปลกแยกของการเมืองสองพรรคกลายเป็นการเมืองแบบแบ่งขั้ว และประชาธิปไตยของอเมริกากำลังสูญเสียรากฐานในการสนับสนุนจากสาธารณชน อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ของสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า การติดสินบนทางการเมืองทำให้ระบบการเมืองของสหรัฐฯ เสื่อมเสีย
“มันเป็นเพียงระบอบคณาธิปไตยที่มีการติดสินบนทางการเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือการเลือกตั้งประธานาธิบดี” คาร์เตอร์กล่าว
ขณะที่การเลือกตั้งกลางภาคครั้งล่าสุด กลายเป็นการเลือกตั้งที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และประชาธิปไตยแบบอเมริกันก็สูญเสียการสนับสนุนจากประชาชน โดยการใช้จ่ายสะสมสำหรับการเลือกตั้งกลางภาคในปี 2565 มีมูลค่ามากกว่า 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การบริจาคทางการเมืองจากมหาเศรษฐีคิดเป็นสัดส่วน 15% ของเงินทั้งหมดของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้นจาก 11% ในการเลือกตั้งปี 2563

การบริจาค “เงินมืด” บิดเบือนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ และการแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงการแตกแยกทางสังคม ทำให้ยากที่ประเทศนี้จะบรรลุฉันทามติในระบอบประชาธิปไตย โดยชาวอเมริกัน 69% เชื่อว่าประชาธิปไตยของพวกเขากำลัง “เสี่ยงต่อการล่มสลาย” และผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน 86% กล่าวว่ากำลังเผชิญกับ “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงมาก”
Helene Landemore นักทฤษฎีการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยเยล เขียนบทความที่ตีพิมพ์โดยนิตยสาร Foreign Policy เมื่อเดือนธันวาคม 2564 มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ประชาธิปไตยแบบอเมริกันขาด “อำนาจของประชาชน” และมีเพียงคนรวยมากซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ของประชากรเท่านั้นที่สามารถใช้อำนาจและสถานะทางเศรษฐกิจที่สูงมาก เพื่อผลักดันให้มีการกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายที่ให้บริการกลุ่มก้อนของตัวเองโดยเฉพาะ
ส่งออกอาวุธ
Frank Clemente ผู้อำนวยการบริหาร Tax Fairness กล่าวไว้ว่า “เงินมืดกำลังทำให้ประชาธิปไตยของอเมริกาจมน้ำ” โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 เงินบริจาคจากมหาเศรษฐีคิดเป็น 15% ของการบริจาคทางการเมืองของรัฐบาลกลางทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 11% ในการเลือกตั้งปี 2563 ขณะที่ว่า George Soros นักการเงินที่บริจาครายบุคคลอันดับต้นๆ ใช้จ่ายมากกว่า 128 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนแคมเปญประชาธิปไตย และจากการที่ผู้มีอำนาจใช้เงินเพื่อควบคุมผลการเลือกตั้ง การเลือกตั้งของสหรัฐฯ จึงไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ Global Project Against Hate and Extremism กล่าวในรายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2565 ว่าชาวอเมริกันมีความรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น โดยชนกลุ่มน้อยกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเลือกตั้ง และผู้ลงคะแนนมักกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในหน่วยเลือกตั้ง โดยรวมแล้ว 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าพวกเขา “กังวลมาก” เกี่ยวกับความรุนแรง การล่วงละเมิด และการข่มขู่ที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งของตน

เหยียดเชื้อชาติรุนแรง ไม่เอาศาสนา ยาเสพติดเฟื่องฟู

นอกจากนี้ การเหยียดเชื้อชาติกำลังเพิ่มขึ้นและชนกลุ่มน้อยต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างกว้างขวาง อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่อิงจากอคติทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างปี 2563-2565 การสังหารหมู่เหยียดผิวที่ซูเปอร์มาร์เก็ตย่านบัฟฟาโล ชุมชนคนผิวสีในนิวยอร์ก ซึ่งมีชาวแอฟริกันอเมริกันเสียชีวิต 10 คน สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก โดยชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียทั้งหมด 81% กล่าวว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชุมชนชาวเอเชียกำลังเพิ่มขึ้น และชาวแอฟริกันอเมริกันมีแนวโน้มที่จะถูกตำรวจฆ่ามากกว่าคนผิวขาวถึง 2.78 เท่า ขณะที่ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกลืนวัฒนธรรมชาวอินเดียนแดงและชนพื้นเมืองอื่นๆ ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

เหยียดเชื้อชาติ

อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลคือ การไม่ยอมรับทางศาสนาทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมอเมริกา ตามสถิติอาชญากรรมจากความเกลียดชังในปี 2564 ที่ออกโดยสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ระบุว่ามีรายงานอาชญากรรมจากความเกลียดชังทางศาสนาทั้งหมด 1,005 คดีในสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในปี 2564 โดย 31.9% เป็นเหตุการณ์ต่อต้านกลุ่มเซมิติก (ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในตะวันออกกลาง) 21.3% เป็นเหตุการณ์ต่อต้านศาสนาซิกข์ 9.5% เป็นเหตุการณ์ต่อต้านศาสนาอิสลาม 6.1% เป็นเหตุการณ์ต่อต้านศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก และ 6.5% เป็นเหตุการณ์ต่อต้านศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์
ทั้งนี้ การไม่ยอมรับศาสนาอิสลามในสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงมากขึ้น และชาวมุสลิมถูกเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง จากรายงานที่เผยแพร่โดยสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลามในปี 2565 กล่าว ในปี 2564 สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลามได้รับการร้องเรียน 6,720 รายการ รวมถึงความเกลียดชัง 308 รายการ และการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อคติ เพิ่มขึ้น 28% ในปี 2563 ขณะที่ Middle East Eye รายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ว่าการศึกษาพบว่าชาวมุสลิมมีแนวโน้มที่จะถูกตำรวจสหรัฐฯ คุกคามเนื่องจากศาสนาที่พวกเขานับถือมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น

ยาเสพติด

ไม่เพียงเท่านี้ อายุขัยของชาวอเมริกันลดลงและการเสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดยังคงเพิ่มขึ้น ตามรายงานที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม 2565 โดยศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่าอายุขัยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาลดลง 2.7 ปี เป็น 76.1 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2564 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2539
ข้อมูลอื่นๆ ที่ระบุในรายงานนี้ของจีนคือ กลุ่มการเมืองและนักการเมืองสหรัฐฯ ค้าอำนาจเพื่อเงินตรา ปล่อยให้ยาเสพติดและสารเสพติดเฟื่องฟู จำนวนชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากการใช้ยาและการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มเป็นมากกว่า 100,000 รายต่อปี ซึ่งการใช้สารเสพติดกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศนี้

สิทธิสตรี

สิทธิสตรีถูกลิดรอน คุณภาพชีวิตเด็กตกต่ำ

ด้านผู้หญิงอเมริกันสูญเสียการคุ้มครองการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเด็กก็น่าเป็นห่วง คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่ยกเลิกคำตัดสินคดี Roe v. Wade ได้ยุติสิทธิสตรีในการทำแท้งที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ที่มีมานานเกือบ 50 ปี ซึ่งกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศของผู้หญิงอย่างมาก
นอกจากนี้ การข่มขืนผู้หญิงยังเป็นปัญหาที่น่าตกใจ โดยนักเรียนหญิง 1 ใน 5 คนในสหรัฐอเมริกากล่าวว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในวิทยาลัย และความบอบช้ำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การศึกษาทั้งหมด ขณะที่การล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 13% ในปี 2564 โดยเกือบ 1 ใน 4 ของทหารหญิงกล่าวว่าพวกเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพ และมากกว่าครึ่งกล่าวว่าพวกเธอถูกคุกคามทางเพศ
ขณะที่ในปี 2565 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีกว่า 5,800 คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ และจำนวนเหตุกราดยิงในโรงเรียนอยู่ที่ 302 ครั้ง ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513 ไม่เพียงเท่านี้ อัตราความยากจนของเด็กในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 12.1% ในเดือนธันวาคม 2564 เป็น 16.6% ในเดือนพฤษภาคม 2565 โดยมีเด็กอีก 3.3 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตแร้นแค้น ขณะเดียวกันก็พบการละเมิดแรงงานเด็กเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ตั้งแต่ปี 2561

เรือนจำในสหรัฐ

สภาพเรือนจำย่ำแย่ กลายเป็นแหล่งค้าทาสยุคใหม่

อีกเรื่องที่น่าหดหู่และชวนสังเวชใจเป็นอย่างมากคือ เรือนจำในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกลับมีความแออัดยัดเยียด และกลายเป็นแหล่งค้าทาสยุคใหม่ เพราะมีการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงมีการแสวงประโยชน์ทางเพศจนเป็นเรื่องปกติ
ชีวิตและสุขภาพของนักโทษในเรือนจำของประเทศนี้ถูกคุกคามอย่างหนัก โดยสหรัฐอเมริกามีอัตราการจำคุกสูงที่สุดในโลก และสภาพคุกก็เลวร้ายมาก จากรายงานของ The Guardian เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ระบุว่ามีผู้ต้องขังเกือบ 500 คนต่อ 100,000 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมากกว่าอังกฤษประมาณ 5 เท่า แคนาดา 6 เท่า และเยอรมนี 9 เท่า ส่วนบทความที่เผยแพร่โดยองค์กร The Fair Justice Initiative เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 รายงานว่าผู้ต้องขังในเรือนจำมิสซิสซิปปีถูกขังในคุกมืดที่ไม่มีแสงไฟหรือน้ำสะอาด และอุณหภูมิห้องมักจะร้อนจัด ขณที่ Chicago Sun-Times รายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 ว่าห้องขังในเรือนจำ Joliet ในรัฐอิลลินอยส์มีหนูอาศัยอยู่เต็มไปหมด อาหารเน่าเสียและสิ่งปฏิกูลล้นทะลักออกมาในพื้นที่ส่วนกลาง
เรือนจำกลายเป็นสถานที่ทาสยุคใหม่ ตามรายงานที่ออกร่วมกันโดย University of Chicago Law School และ American Civil Liberties Union เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2022 โดยสหรัฐอเมริกากักขังนักโทษมากกว่า 1.2 ล้านคนในเรือนจำของรัฐและรัฐบาลกลาง ประมาณ 800,000 คน ถูกบังคับใช้แรงงานโดยไม่เป็นธรรม คิดเป็นสัดส่วน 65 % ของจำนวนนักโทษทั้งหมด และกว่า 76% ของผู้ต้องขังที่ทำการสำรวจกล่าวว่าพวกเขาจะถูกลงโทษด้วยการขังเดี่ยว ไม่มีการลดหย่อนโทษใดๆ และจะสูญเสียสิทธิในการเยี่ยมครอบครัว หากพวกเขาปฏิเสธที่จะทำงาน ขณะที่งานที่ทำนั้นโดยมากมักจะได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย
ด้วยเหตุนี้ การที่สหรัฐฯ มักอวดอ้างว่าตัวเองเป็นประเทศที่ให้สิทธิพลเมืองและเสรีภาพมากว่าใครจึงไร้สาระและชวนขันสิ้นดี  

สงคราม

สร้างภาพเป็นฮีโร่ แต่ความจริงชอบรุกรานและคุกคามประเทศอื่น

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศอื่นอย่างป่าเถื่อนและการเหยียบย่ำความยุติธรรม ด้วยการใช้กำลังทางทหารในทางที่ผิดและการคว่ำบาตรประเทศคู่กรณี ได้สร้างหายนะด้านมนุษยธรรม โดยตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการทางทหารใน 85 ประเทศ ในนามของ “การต่อต้านการก่อการร้าย” ซึ่งส่งกระทบโดยตรงต่อชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 929,000 คน และทำให้ผู้คน 38 ล้านคน ต้องพลัดถิ่น ส่วนการที่สหรัฐอเมริกากำหนดมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก และยังคงมีมาตรการคว่ำบาตรมากกว่า 20 ประเทศ ส่งผลให้ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถจัดหาอาหารและยาพื้นฐานสำหรับประชาชนของตนได้เพียงพอ
กล่าวโดยสรุป รายงานฉบับนี้ของจีนเน้นย้ำว่านักการเมืองอเมริกันที่รับใช้ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจค่อยๆ สูญเสียเจตจำนงและความสามารถตามวัตถุประสงค์ในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั่วไป รวมถึงล้มเหลวในการแก้ปัญหาโครงสร้างสิทธิมนุษยชน แต่กลับใช้สิทธิมนุษยชนเป็นอาวุธในการโจมตีประเทศอื่น ก่อให้เกิดการเผชิญหน้า ความแตกแยก และความวุ่นวายในประชาคมระหว่างประเทศ และด้วยเหตุนี้สหรัฐอเมริกาจึงเป็นตัวการมารร้ายที่มุ่งทำลายล้าง และขัดขวางการพัฒนาสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

ที่มา : Full text: The Report on Human Rights Violations in the United States in 2022