สวทช. จับมือ บีเคเคจีไอ ศึกษา “จุลินทรีย์ในลำไส้มนุษย์” สร้างสุขภาพแห่งอนาคต

ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงโอกาสอันดีที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand : NBT) ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จํากัด (มหาชน) ร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “โครงการกระบวนการศึกษาจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยเทคนิค Next-generation sequencing โดยอาศัยเครื่อง DNBSEQ-G50 (DNBSEQ-G50) ตั้งแต่การเตรียม library, การตรวจสอบรหัสพันธุกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทาง Bioinformatics” ทำการศึกษาวิจัยความหลากหลายจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทยที่มีสุขภาพดี เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลจุลินทรีย์ในลำไส้ของประชากรไทย สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดความก้าวหน้าในงานวิจัยใหม่ ๆ นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและพาณิชย์ ตลอดจนขับเคลื่อนสังคมยุคใหม่ที่ดูแลสุขภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถรักษาสมดุลในการใช้ทรัพยากรตามกรอบความคิดโมเดลเศรษฐกิจ ‘BCG Economy Model’ อันเป็นวาระแห่งชาติ โดยจุดประสงค์ของความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้คือ ส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเมตาจีโนมิกส์ หรือการศึกษาจุลินทรีย์ในลำไส้ ด้วยเทคโนโลยี Next-generation sequencing หรือ NGS และการวิเคราะห์ข้อมูลชีวนิเวศจุลชีพลำไส้ หรือ Gut microbiome ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดสายพันธุ์มาจากมารดาตั้งแต่แรกคลอด รวมถึงการรับจุลินทรีย์มาจากอาหาร และยาที่มนุษย์รับเข้าสู่ร่างกาย การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์พันธุกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการ ซึ่งจะเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับเมตาจีโนมิกส์ของมนุษย์ และสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการพัฒนาสุขภาพที่ดีในอนาคตได้
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค. 66 ปรับตัวดีต่อเนื่อง สูงสุดรอบ 37 เดือน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เดือน มี.ค. 2566 อยู่ที่ 53.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. 2566 ที่ระดับ 52.6 เป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 37 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 เป็นต้นมา ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น มาจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการท่องเที่ยวของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายเรื่องค่าครองชีพ
แบงก์ไทยไตรมาส 1 รายได้หลักขยายตัว แต่ยังต้องระวังปัญหาหนี้เสีย
สถานการณ์สินเชื่อไตรมาส 1/2566 ของระบบแบงก์ไทยอาจเติบโตในกรอบที่ชะลอลงมาที่ 1.9-2.3% เนื่องจากการทยอยชำระคืนสินเชื่อ อย่างไรก็ดี คาดว่าผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อยังคงขยับสูงขึ้นตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2566 จะส่งผลหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ให้ขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่กรอบประมาณ 3.05-3.17% อย่างไรก็ดี เรื่องคุณภาพสินเชื่อยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อลูกหนี้บางกลุ่ม ซึ่งทำให้คาดว่าสัดส่วน NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์ จะทรงตัวอยู่ที่กรอบ 2.70-2.75% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2566 แม้ทิศทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นแม้ระดับสำรองฯ อาจชะลอลงบ้างในไตรมาส 1/2566 จากที่สำรองฯ ก้อนใหญ่ไปแล้วในช่วงปลายปี 2565 แต่ก็จะไม่ลดลงเร็วมากนัก และแบงก์ก็จะยังต้องเร่งจัดการปัญหาคุณภาพของสินเชื่อ ผ่านแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ควบคู่กับการตัดขาย เพื่อประคองระดับสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาพรวม
“กรมอนามัย” เตือน! เครื่องดื่มเทรนด์ฮิต “อิ๊วโซดา” กระทบสุขภาพ
ดร.นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีมีการคิดสูตรเทรนด์เครื่องดื่มใหม่ “อิ๊วโซดา” ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียล โดยการนำซีอิ๊วดำสูตรเฉพาะ (สูตรราดบนไอศกรีม) 3 ช้อนโต๊ะผสมกับเครื่องดื่มโซดา 1 กระป๋อง เพื่อดื่มคลายร้อน ซึ่งซีอิ๊วนี้มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำตาลทรายร้อยละ 56 กลูโคสไซรัป ร้อยละ 13.4 และซีอิ๊ว (soy sauce) ร้อยละ 13.6 จากส่วนผสมดังกล่าว หากผสมซีอิ๊ว 3 ช้อนโต๊ะ เครื่องดื่มแก้วนั้นจะมีปริมาณน้ำตาลสูง ซึ่งข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สำรวจพบคนไทยกินน้ำตาลมากถึง 25 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด คือ ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งหากประชาชนนำซีอิ๊วดำที่ผลิตสำหรับใช้เป็นเครื่องปรุงรสมาทำตามอัตราส่วนดังกล่าว เครื่องดื่มแก้วนั้นจะมีโซเดียมสูงถึง 3,600 มิลลิกรัม (ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียมประมาณ 1,200 มิลลิกรัม) ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อการมีสุขภาพที่ดี กำหนดให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัม หรือน้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชา หรือคิดเป็นปริมาณซีอิ๊วดำไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ประชาชนจึงควรระมัดระวังการดื่มเครื่องดื่มที่จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลและโซเดียมเพิ่มขึ้น อีกทั้ง โซดาเป็นเครื่องดื่มที่มีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ในน้ำ ทำให้มีความซ่า จึงช่วยให้รู้สึกสดชื่น กะปรี้กะเปร่า แต่โซดายังมีฤทธิ์เป็นกรด หากดื่มตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และโซดายังเต็มไปด้วยก๊าซที่ทำให้อิ่มเร็ว การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมโซดามากเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับน้ำเปล่าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด ควรดื่มน้ำเปล่าที่ไม่เย็นจัด เพื่อคลายร้อนและช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันโรคลมแดด (heat stroke)
จีนอันดับ 1 กัมพูชาดึง ‘โครงการลงทุน’ มูลค่ารวม 294 ล้านดอลล์ ใน Q1



















