“คูเวต” คิดการใหญ่ เตรียมส่ง Burj Mubarak สูงเสียดฟ้า 1 กิโลเมตร ขึ้นแท่นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก หวังเขี่ย Burj Khalifa ของดูไบ, ยูเออี ลงจากบัลลังก์

ประเทศที่อุดมด้วยน้ำมันอย่าง “คูเวต” กำลังวางแผนสร้างตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก โครงสร้าง 234 ชั้น ที่จะทอดตัวสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า 1,001 เมตร และโค่นบัลลังก์ Burj Khalifa อันเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งและการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จของดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)


ใครจะคาดคิดว่า Burj Khalifa ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกของดูไบจะถูกปลดออกจากบัลลังก์? โดยประเทศเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลางด้วยกัน เพราะในอนาคต “คูเวต” จะเป็นที่ตั้งของ Burj Mubarak หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Madinat Al Hareer หรือที่รู้จักในชื่อ Silk City โครงการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของคูเวต
Burj Mubarak
Burj Mubarak
Silk City
Silk City
สำหรับ Silk City มีมูลค่ามหาศาลกว่า 132 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2566 โดยโครงการนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 250 ตร.กม. (กว่า 1.5 แสนไร่ หรือประมาณเกือบ 10 เท่าของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง) และคาดว่าจะรวมถึงที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และพื้นที่สันทนาการ รวมถึงสวนสาธารณะส่วนกลางขนาดใหญ่ และคาดว่าจะมีสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ เมืองใหม่นี้มีแผนรองรับผู้คนเกือบ 700,000 คน และสร้างงานใหม่เกือบ 430,000 ตำแหน่ง
แต่สำหรับ Burj Mubarak จะใช้เวลาก่อสร้างอย่างน้อย 25 ปี ทำให้ Burj Khalifa เหลือเวลาเพียงพอที่จะครองอันดับ 1 ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกต่อไป (ซึ่งในระหว่างนั้น อาจจะถูกตึกระฟ้าอื่นๆ ที่กำลังก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะก่อสร้าง สอยร่วงจากเบอร์หนึ่งก็เป็นได้)
ทั้งนี้ Burj Mubarak ของคูเวต จะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยประกอบด้วยโครงสร้างสามชิ้นที่เชื่อมต่อกันและบิดเกลียวเพื่อต้านทานแรงลม 150 ไมล์ต่อชั่วโมง และการสั่นสะเทือนต่างๆ
Burj Mubarak
Burj Mubarak
เมื่อเทียบกับ Burj Khalifa หนึ่งในแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงก้องโลก ซึ่งสูงตระหง่าน 828 เมตร Burj Mubarak จะมีความสูงเบ็ดเสร็จ 1,001 เมตร มีทั้งหมด 234 ชั้น จุคนได้ถึง 7,000 คน เป็นตึกระฟ้าที่พร้อมมอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยมาตรฐานะระดับโลก เช่น โรงแรม ที่พักอาศัย สำนักงาน และสถานบันเทิง ให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน โดยโครงสร้างของตึกระฟ้าที่รอจารึกในประวัติศาสตร์แห่งนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากงานประพันธ์ “หนึ่งพันหนึ่งราตรี” สร้างสรรค์และออกแบบโดย CivicArts บริษัทสถาปนิกจากลอนดอน
แน่นอนว่า Burj Mubarak จะเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในคูเวต และด้วยความสูงตามแผนการก่อสร้างนั้นจะสูงกว่า Burj Khalifa ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่างแน่นอน กระนั้น  Burj Mubark ไม่ใช่อาคารที่กำลังก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกในขณะนี้
Burj Mubarak
Burj Mubarak
ปัจจุบัน Al Hamra Firduos Tower เป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในคูเวต โดยการก่อสร้างตึกระฟ้านี้เริ่มขึ้นในปี 2548 แล้วเสร็จในปี 2554 นับเป็นตึกระฟ้าคอนกรีตทรงโค้งที่สูงที่สุดในโลก และเป็นตึกที่สูงเป็นอันดับที่ 36 ของโลกด้วยความสูง 414 เมตร
ในทางเศรษฐกิจ คูเวตมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 7 ของโลก มากกว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอยู่ในอันดับ 8 คูเวตมีปิโตรเลียมมหาศาล คิดเป็นสัดส่วน 80% ของรายได้ต่อปีของรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการพึ่งพาน้ำมัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเห็นได้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วและไม่เคยมีมาก่อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทั้ง 7 ของยูเออีโดยเฉพาะดูไบ
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านประสบความสำเร็จในด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิง และเป็นเมืองที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก คูเวตกลับตกขบวนรถไฟและขาดความสามารถในการแข่งขันด้านนี้เป็นอย่างมาก

เฉพาะในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2566 ดูไบดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 3 ล้านคน นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคูเวตอยู่ในอันดับที่ 10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเยือนดูไบ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 71,000 คน
ในช่วงเวลาที่ชาวคูเวตเห็นงานระดับนานาชาติมากมายที่จัดขึ้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์แบบถี่ยิบ คำถามที่เจ็บปวดคือ คูเวตต้องทำอะไรบ้างที่จะทำให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมดังกล่าว
การถือกำเนิดของ Madinat Al Hareer ที่มี Burj Mubarak เป็นตัวชูโรง จึงได้รับการหมายมั่นปั้นมือว่าจะช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวของคูเวตให้มีบทบาทในระดับนานาชาติได้ ขณะที่ Saad Al-Rubaian ที่ปรึกษาด้านการเป็นผู้ประกอบการและการสื่อสารของรัฐบาลคูเวต เชื่อว่าคูเวตจำเป็นต้องมีการทำงานอย่างจริงจังโดยเริ่มต้นจากโครงสร้างกฎหมาย เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายควบคุมงานด้านการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับที่ไม่มีองค์กรที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวจริงจัง

ที่มา :