ชาไทย…ไปอินเดีย

ปัจจุบันการดื่มชาเป็นวัฒนธรรมของชาวอินเดียมาแต่โบราณ เกือบ 1 ใน 5 ของผลผลิตชาดำจากทั่วโลกจึงถูกบริโภคโดยชาวอินเดีย ในขณะเดียวกัน อินเดียเป็นผู้ผลิตชารายใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน ด้วยกำลังการผลิตกว่า 1.35 ล้านตันต่อปี ส่งออกได้เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รวมทั้งอินเดียยังได้มุ่งพัฒนาพื้นที่ปลูกชาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และผลักดันสินค้าชาเจาะตลาดต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยเฉพาะชาที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ชาจากรัฐอัสสัม เป็นต้น


Chai
ชาใส่นมของอินเดีย หรือ Chai
กระนั้นก็ตาม ด้วยกระบวนการดื่มชาของชาวอินเดีย ต้องมีการต้มนมสดก่อนใส่ชาลงไปผสม กลายเป็นจุดที่น่าสนใจว่า ชาไทยที่มีกลิ่นหอมหวานจะเข้าไปเติมเต็มความต้องการของชาวอินเดียที่ต้องการลดการบริโภคนมได้หรือไม่ ซึ่งจากการแจกชิมชาใบหม่อนจากไทยให้ผู้บริโภคชาวอินเดียได้ทดลองดื่ม พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยคนอินเดียมองว่าเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้สูงอายุรวมถึงผู้ที่ทานอาหารมังสวิรัติแบบศาสนาเจน (Jain vegetarianism) ที่มีจำนวนประมาณ 4 ล้านคนในอินเดีย เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าชาใบหม่อนมีกลิ่นที่หอมหวานคล้ายขนมหวาน แต่ไม่มีส่วนผสมของนมทำให้สามารถดื่มได้บ่อยครั้งและไม่ยุ่งยากในการเตรียมเท่าการชงชาใส่นมหรือ Chai
สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองมุมไบ อินเดีย กล่าวถึงโอกาสในการส่งออกชาไทยไม่ใส่นม เจาะตลาดอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคชา ที่รักสุขภาพ ต้องการควบคุมน้ำหนัก และบริโภคอาหารมังสวิรัติ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นว่า หลังจากนำ ชาใบหม่อน แจกทดลองตลาดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักและกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติ ขายผ่านตู้กด หรือสอดแทรกเป็นเมนูในร้านอาหาร มั่นใจเวิร์กแน่
ขณะเดียวกัน คนอินเดียยังให้ความสนใจกับสรรพคุณของชาใบหม่อนและชาอื่นๆ ที่ส่งผลในการบำรุงรักษาสุขภาพด้วย อาทิ การมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีไฟเบอร์สูงช่วยในการระบาย และมีคาเฟอีนในปริมาณน้อย รวมถึงชาที่ผสมเครื่องเทศและผลไม้แห้ง เช่น ขิง และเปลือกมะนาว เป็นต้น
ชาใบหม่อน
ชาใบหม่อนของไทย
สำหรับช่องทางการแนะนำชาไทยให้คนอินเดียได้รู้จัก ทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลว่า เบื้องต้นสามารถทำได้โดยการจำหน่ายเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาประเทศไทย รวมถึงการจำหน่ายผ่านตู้ขายชาแบบอัตโนมัติ (Vending Machine) ที่มีชาร้อนและเย็นทั้งแบบอินเดียและแบบไทยให้บริการตามแหล่งท่องเที่ยวหรือสนามบิน และอาจสอดแทรกเมนูชาไทยเข้าไปในร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มในอินเดีย ซึ่งปัจจุบันคนอินเดียเริ่มรู้จักเครื่องดื่มชาเย็นจากไทยบ้างแล้ว อาทิ ชาไทยใส่ไข่มุก และชาไทยหมัก เป็นต้น
นอกจากชาแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอีหลายชนิดของไทยที่มีโอกาสตีตลาดอินเดีย อาทิ น้ำแร่และน้ำปรุงกลิ่น/รส ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งผลิตน้ำแร่ธรรมชาติอยู่หลายแหล่ง อาทิ จังหวัดปทุมธานี สิงหบุรี เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา ตาก และ เชียงใหม่ โดยชูจุดขายด้านการบำรุงสุขภาพ ซึ่งอินเดียหันมานำเข้าน้ำเปล่าบรรจุขวดจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย นอกเหนือประเทศในยุโรปเป็นแหล่งนำเข้าหลักต่อเนื่องมาหลายปี

เครื่องดื่มจากผักผลไม้ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยสามารถศึกษาสินค้าจากคู่แข่งที่มีในตลาดออนไลน์ อาทิ Bigbasket.com และ Amazon.in เพื่อวางแผนปรับส่วนผสม ขนาดและรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการและการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนและกำหนดราคาให้สามารถกระจายสินค้าต่อได้หลายๆ ทอด รวมทั้งต้นทุนในการจัดจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์
เครื่องดื่มสมุนไพร ผู้ประกอบการไทยควรเข้าไปศึกษาสินค้าเครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาดออนไลน์ของอินเดีย เพื่อมองหาช่องว่างในตลาดและการนำสมุนไพรเข้าไปผสมผสาน และช่องทางหนึ่งในการแนะนำสินค้าและทดลองตลาดคือการส่งเสริมการขายร่วมกับร้านอาหารไทยในอินเดีย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร อาทิ Health & Wellness ที่จัดในเดือนมิถุนายนที่เมืองมุมไบ เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมอาจพิจารณาเข้ามาร่วมลงทุนผลิตสินค้าในอินเดีย รวมถึงธุรกิจบริการเครื่องดื่มที่ขยายตลาดในรูปแบบแฟรนไชส์ด้วย