ความนิยมเรียน “ภาษาจีน” พุ่งทะยานทั่วโลก โดยเฉพาะที่ “รัสเซีย”

ปัจจุบัน บทบาทของ “จีน” ในตลาดโลก เพิ่มอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะ “จีน” พัฒนาอย่างรวดเร็ว ศักยภาพของชาติมีความเข้มแข็ง ทำให้สถานะของ “จีน” โดดเด่นบนเวทีโลก

สิ่งที่ตามมาก็คือ “ภาษา” และ “วัฒนธรรมจีน” ได้รับความสนใจกว้างขวางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับกระแสอเมริกันที่สะท้อนผ่านความนิยมในหนังฮอลลีวู้ดรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
ความนิยม “จีน” ก็เช่นเดียวกัน เห็นได้จาก ทุกวันนี้ “จีน” ได้จัดตั้ง “สถาบันขงจื่อ” เกือบ 500 แห่งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดกระแส “เรียนภาษาจีน” อย่างคึกคัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบ้านเรา ที่ตัวเลขทางสถิติยืนยันว่า ปัจจุบัน คนไทย “เรียนภาษาจีน” กว่า 850,000 คน ไทยมีสถาบันขงจื่อ 14 แห่ง และโรงเรียนขงจื่อ 18 แห่ง
ทว่า ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ “เรียนภาษาจีน” ของคนไทย ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เรียนภาษาจีน

นอกจากไทย ชาติในเอเชียส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับ “จีน” เช่นกัน ผลการสำรวจจากญี่ปุ่นระบุ กว่า 70% ของชาวญี่ปุ่นเห็นว่า “จีน” จะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่
โดยต้องไม่ลืม ว่า “จีน” กับ “ญี่ปุ่น” มีความสัมพันธ์ที่อำนวยประโยชน์แก่กัน และต้องมีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากความต้องการด้านการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย
ทุกวันนี้ มีชาวญี่ปุ่นที่ “เรียนภาษาจีน” มากกว่า 1 ล้านคน เพราะสำหรับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่แล้ว “ภาษาจีน” เป็นภาษาต่างประเทศสำคัญลำดับ 2 รองจากภาษาอังกฤษ พูดอีกแบบก็คือ ในความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นปัจจุบัน “ภาษาจีน” มีสถานะเป็นถึง “ภาษาที่ 3” เลยทีเดียว
เห็นได้จากมหาวิทยาลัย และโรงเรียนในญี่ปุ่นจำนวนมาก ต่างเปิดสอนวิชา “ภาษาจีน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีการสอนภาษาจีนมากกว่า 500 แห่ง รวมนักเรียนที่เรียน “ภาษาจีน” กว่า 20,000 คน ทำให้ “ครูสอนภาษาจีน” ขาดแคลนอย่างหนักในญี่ปุ่นเวลานี้
นอกจากญี่ปุ่น และไทย หรือชาติเอเชียอื่นๆ สหรัฐอเมริกาคู่แค้นยุคใหม่ของ “จีน” มีสถาบันขงจื่อมากถึง 81 แห่ง และมีโรงเรียนขงจื่ออีก 299 แห่ง

เรียนภาษาจีน

แปลไทยเป็นไทยก็คือ ทำไปทำมา สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีการตั้งสถาบันขงจื่อ และโรงเรียนขงจื่อมากที่สุดในโลกไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษาจีน” กลายเป็นภาษาต่างประเทศสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่ตามมาติดๆ ก็คือ ความนิยมเรียน “ภาษาจีน” ของชาวรัสเซียพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา จนเทียบเท่ากับการเรียนภาษาอังกฤษไปแล้วเช่นกัน
ดังเช่นตัวอย่างบรรยากาศการเรียนการสอน “ภาษาจีน” ในรัสเซียของ Kirill Burobin ผู้กำลังศึกษาด้านอารยธรรมตะวันออกในมหาวิทยาลัยชั้นนำในมอสโก ซึ่งเป็นครูสอนพิเศษภาษาจีน
แม้ Kirill Burobin จะมีอายุเพียง 20 ปี แต่เขาเป็นคนที่งานชุกมาก ตั้งแต่จันทร์ถึงจันทร์ ที่เขาต้อง “สอนภาษาจีน” ตั้งแต่เช้าตรู่ ไปจนถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียว เขากล่าวว่า ผมมีความสุขที่ได้ช่วยให้นักเรียนรู้จักกับ “โลกใบใหม่”
“จำนวนนักเรียนของผมเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันอาทิตย์เป็นวันที่ยุ่งที่สุด เพราะต้องมีสอนออนไลน์ถึง 16 ชั่วโมงเลยทีเดียว” Kirill Burobin กระชุ่น
การที่ชาวรัสเซียให้ความสนใจในภาษาจีน เป็นเพราะว่า กรุงปักกิ่งได้กลายมาเป็นพันธมิตรหลักของเรา ที่จะยืนยาวไปอีกหลายสิบปี ผมคิดว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น Kirill Burobin ระบุ
เรียนภาษาจีน
เช่นเดียวกับ Natalia Danina เจ้าของบริษัทจัดหางานชั้นนำของรัสเซีย ที่เผยว่า เมื่อปีที่แล้วมีบริษัทต้องการรับสมัครชาวรัสเซียที่รู้ภาษาจีนกว่า 10,000 ตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นมากถึง 44% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2022
“ในจำนวนนี้มีตำแหน่งงานด้านการขาย การขนส่ง และโลจิสติกส์ ทำให้คนที่พูดภาษาจีนได้ในรัสเซียเพิ่มขึ้นสองเท่า และขณะที่ตำแหน่งงานในธุรกิจพลังงานก็ต้องการคนรู้ภาษาจีนมากขึ้นถึงสามเท่า” Natalia Danina สรุป
เรียนภาษาจีน
สอดคล้องกับ Avito บริษัทโฆษณาชั้นนำของรัสเซีย ที่ชี้ว่า ความต้องการเรียน “ภาษาจีน” ในกรุงมอสโกเพิ่มขึ้น 138% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2022 ส่วนที่วลาดิวอสต็อก ความนิยมภาษาจีนพุ่งสูงถึง 350%
ไม่ต่างจาก Alina Khamlova ผู้ที่สอนได้ทั้งภาษาอังกฤษ และ “ภาษาจีน” ที่กล่าวว่า เธอมีนักเรียนภาษาอังกฤษเพียง 3 คนเท่านั้นในปีนี้ เมื่อเทียบกับนักเรียนภาษาจีน ที่มีมากกว่าถึง 4 เท่า คือ 12 คน
“นักเรียนของฉันคนหนึ่ง บอกว่า เธอใฝ่ฝันจะไปเป็นดีไซเนอร์ที่ประเทศจีน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในรัสเซีย จึงต้องเรียนภาษาจีน ส่วนนักเรียนอีกคนหนึ่ง ต้องการไปทำงานในจีน เพราะที่นั่นชาวยุโรปจะได้รับค่าตอบแทนในระดับสูง” Alina Khamlova กล่าว และว่า
ปัจจุบัน คนหนุ่มสาวรัสเซียหลายหมื่นคน หวังที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของจีน  เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาในยุโรปได้
“อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษยังคงมีความสำคัญอยู่ เห็นได้จากจำนวนนักเรียนมัธยมปลายยังคงเลือกภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 และภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3” Alina Khamlova ทิ้งท้าย