คว่ำบาตรแบบไหน? ผ่านมา 1 ปี มีบริษัทต่างชาติน้อยกว่า 10% ถอนตัวจากรัสเซีย

จนถึงขณะนี้มีบริษัทต่างชาติน้อยกว่า 10% ที่ถอนตัวออกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ตามรายงานของ Kiev School of Economics (KSE) ซึ่งเป็นสถาบันสอนเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยูเครนลงทุนศึกษาเรื่องนี้เองกับมือ


ผลสำราจที่พบอาจสร้างความขมขื่นให้กับบรรดาชาติตะวันตกที่รุมคว่ำบาตรรัสเซีย เพราะมีบริษัทต่างชาติราว 200 รายเท่านั้น ที่ออกจากตลาดรัสเซีย ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง 10% ของแบรนด์ต่างประเทศที่ทำธุรกิจในแดนหมีขาว
โดย Kiev School of Economics ได้ทำการวิเคราะห์บริษัทต่างชาติ 3,157 ราย ที่ดำเนินการในตลาดรัสเซียก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน และพบว่ามีเพียง 213 บริษัทเท่านั้นที่เลิกกิจการในรัสเซียในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นเพียง 6.7% ขณะที่อีก 473 ราย ได้ประกาศแผนการที่จะถอนธุรกิจออกไปจากรัสเซีย แต่ยังไม่ได้ดำเนินการจนถึงตอนนี้ นั่นหมายความว่ายังมีบริษัทต่างชาติอีกมากกว่า 2,400 แห่งทำธุรกิจในประเทศนี้  แม้ว่าประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกบังคับให้ลดการดำเนินงานลงในระดับต่างๆ ก็ตาม

ตัวอย่างเช่น IKEA ที่ประกาศปิดร้านและขายโรงงาน 3 แห่งในรัสเซียให้กับนักลงทุนท้องถิ่นเมื่อมีนาคม 2565 แต่ก็เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาก็กลับมาเปิดร้านออนไลน์ แถมธุรกิจห้างสรรพสินค้าในเครือภายใต้ชื่อ MEGA อีก 14 แห่งในรัสเซีย ก็ยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ
Andrii Onopriienko หัวหน้าโครงการของ KSE เตือนว่าเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทต่างชาติจะออกจากตลาดรัสเซียได้ยากขึ้นโดยไม่เกิดการสูญเสีย
“มีหลายบริษัทที่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือยังคงเฝ้ารอต่อไป และหลังจากความขัดแย้งที่รุนแรงผ่านไป 1 ปี บริษัทจำนวนมากจะสูญเสียโอกาสในการขายธุรกิจของตน และจะขาดทุนต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว สินทรัพย์เหล่านั้นอาจถูกโอนเป็นของกลางหรือถูกซื้อในราคาที่ถูกมาก”
ภายใต้กฎระเบียบที่ออกโดยรัฐบาลรัสเซียเมื่อปีที่แล้ว บริษัทต่างชาติที่ต้องการขายสินทรัพย์ของตนในรัสเซียจะต้องขออนุญาตจากทางการรัสเซียก่อน มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและผู้บริโภคของรัสเซีย หลังจากแบรนด์ตะวันตกหลายแบรนด์ประกาศความตั้งใจที่จะออกจากตลาดอันเป็นผลมาจากการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้การดำเนินการต่อเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
ทั้งนี้ ทางการรัสเซียยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจ แม้ว่าแบรนด์ต่างประเทศจะเลิกกิจการไปแล้วก็ตาม โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า บริษัทต่าชาติที่ถอนธุรกิจออกจากรัสเซียกำลังทิ้ง “มรดกที่ดี” ไว้เบื้องหลัง ซึ่งบริษัทและผู้ประกอบการในประเทศต่างกระตือรือร้นที่จะหยิบขึ้นมาใช้ ซึ่งถือว่า “ประสบความสำเร็จ” เพราะธุรกิจต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป เพียงแค่เปลี่ยนมือเจ้าของเท่านั้น
รัฐบาลปูตินเพิ่งอนุมัติข้อตกลงหลายฉบับที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมหรือแบรนด์ที่เคยเปิดหน้าร้านจำหน่ายสินค้ากลับสู่ตลาดรัสเซีย โดยในสัปดาห์นี้มีรายงานออกมาว่าร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่เคยเป็นของ Inditex บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสเปน เช่น Zara, Pull&Bear, Bershka และ Massimo Dutti จะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่ หลังจากขายกิจการให้กับเจ้าของคนใหม่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Swed House ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สัญชาติเบลารุส ซึ่งจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับบ้านที่เหมือนกับ IKEA ได้เปิดสาขาแรกในห้างสรรพสินค้า Shchelkovsky ในกรุงมอสโก จากที่วางแผนเปิดรวม 10 แห่งในเมืองหลวง และอีก 40 แห่งในเมืองอื่นๆ ของรัสเซีย
นอกจากนี้ รัสเซียยังปรับทิศทางทั้งการนำเข้าและส่งออกจากประเทศและบริษัทที่ “ไม่เป็นมิตร” ไปยังตลาดใหม่อย่างแข็งขัน และแนะนำกลไกการทดแทนการนำเข้า ซึ่งช่วยให้ตลาดในประเทศมีสินค้าคงคลังเพียงพอ
โดยหนึ่งในนั้นคือ “จีน” ซึ่งสำนักงานศุลกากรหลักของจีนได้สรุปผลการดำเนินการในปี 2565 ระบุว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัสเซียกลายเป็นคู่ค้าหลัก 1 ใน 10 อันดับแรกของจีน ในขณะที่จีนเป็นคู่ค้าหลักของรัสเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างรัสเซีย-จีน ในปี 2565 เพิ่มขึ้น 29.3% เมื่อเทียบปีต่อปี กระทั่งแตะ 190.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกจากรัสเซียไปยังจีนเพิ่มขึ้น 43.4% เป็น 114.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกจากจีนไปยังรัสเซียเพิ่มขึ้น 12.8% เป็น 76.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทิศทางที่ดีดังกล่าวทำให้เป้าหมายการบรรลุมูลค่าการค้าร่วมกัน 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2567 จะเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดอย่างแน่นอน
ไม่เพียงเท่านี้ อาเซียนก็มีความสำคัญต่อรัสเซียเช่นกัน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางที่กระจายไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ มีข้อตกลงการค้าเสรีที่ประสบความสำเร็จผ่านสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) กับเวียดนาม โดยรัสเซียได้จัดหาพลังงานให้กับเวียดนามแล้ว และมีความกระตือรือร้นที่จะขยายท่อส่ง Power of Siberia 2 ในขณะที่การค้าที่ไม่ใช่พลังงานก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยมีการเชื่อมต่อทางรถไฟมุ่งหน้าลงใต้จากชายแดนจีนกับคาซัคสถานไปยังยูนนาน และเชื่อมต่อกับระบบรางของเวียดนาม ซึ่งกำลังพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อกับตลาดอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งไทยก็ได้รับผลประโยชน์เช่นกัน โดยไทยไทยต้องการเพิ่มการค้าทวิภาคีกับรัสเซียเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2566 นี้ ขณะที่ธนาคารไทยได้แสดงความสนใจต่อข้อเสนอของรัสเซียที่จะแนะนำระบบการชำระเงินของเมียร์สำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวรัสเซีย

ด้านการค้า รัสเซียสนใจนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารและรถยนต์ ขณะเดียวกันมอสโกยังกระตือรือร้นที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านไอที
เมื่อปี 2564 การค้าระหว่างไทยกับรัสเซียมีมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 41% ในปี 2563 เป็น 1.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ ยางรถยนต์ เครื่องจักร ผลไม้กระป๋องและแปรรูปไปยังรัสเซีย ขณะที่การค้าของไทยกับรัสเซียในปีที่แล้วได้แรงหนุนจากการนำเข้าน้ำมันดิบ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเหล็ก
นอกจากนี้ ท่ามกลางการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก บริษัทรัสเซียก็เร่งสานสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับซาอุดีอาระเบีย โดยคณะผู้แทนธุรกิจของบริษัทรัสเซีย 23 แห่งจัดการเจรจากับบริษัทซาอุดิอาระเบียในกรุงริยาดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปที่ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียตัดความสัมพันธ์กับหน่วยงานเครมลิน แต่การประชุมดังกล่าวก็เกิดขึ้นในขณะที่ซาอุดีอาระเบียพยายามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Vision 2030

การพูดคุยเน้นย้ำถึงพลังของการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากโอกาสการลงทุนและสร้างความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
Stanislav Yankovitz ผู้แทนการค้าประจำสถานทูตรัสเซียกล่าวว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยปริมาณการแลกเปลี่ยนทางการค้าในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567
คาดว่าจะเกิดการค้าทวิภาคีระหว่างรัสเซีย-ซาอุดีอาระเบียในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การศึกษา พลังงานไฟฟ้า วิศวกรรมการออกแบบ เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ น้ำหอม อาหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีอัจฉริยะ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนน้ำมันและก๊าซ
Alexander Istomin ที่ปรึกษาของเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหพันธรัฐรัสเซียประจำซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบียนั้นแข็งแกร่ง

ที่มา :