Saudi Vision 2030 กับโอกาสของ SME ไทย

Saudi Vision 2030 ตั้งเป้าหมายจะนำพาซาอุดีอาระเบียไปสู่อนาคตใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม กับนโยบายในการสร้างเมืองใหม่ที่มีชื่อว่า นีอุม NEOM (Saudi Arabia Smart City) เมืองไฮเทคแห่งอนาคต เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ


นีอุม NEOM (Saudi Arabia Smart City) // www.neom.com
ซึ่งหน่วยงานทั่วไปด้านสถิติของซาอุดีอาระเบีย (GASTAT) เปิดเผยเมื่อเดือนเมษายน 2566 ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตร้อยละ 8.7 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศ G20 และซาอุดีอาระเบีย พิจารณาว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถสูงในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง อาหารและเกษตร จึงได้ชักชวนอุตสาหกรรมเหล่านี้จากไทยให้ไปลงทุนในซาอุดีอาระเบีย การกลับมาสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติ จึงสร้างโอกาสและเปิดประตูทางการค้าให้กับนักลงทุนและ SME ไทย ในการแสวงหาลู่ทางการทำธุรกิจและการแสวงหาหุ้นส่วนทางการค้าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งในซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าตกแต่งภายใน และเฟอร์นิเจอร์

เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) การจัดตั้ง Joint Business Council (JBC) กับ The Federation of Saudi Chambers of Commerce (FSCC) เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจบริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในตลาดซาอุดีอาระเบีย และสนับสนุนการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาทางการค้า ซึ่งคาดการณ์ว่าสามารถทำการค้าร่วมกัน และซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่มีการลงนามจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย ทำให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเติบโตได้สูง เพราะไทยถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ซึ่งมีความได้เปรียบทั้งด้านโลจิสติกส์และมีสินค้าที่มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

นาวา จันทนสุรคน กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวถึงสังคมซาอุดีอาระเบียยุคใหม่ว่า กำลังเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่มหันมานิยมบริโภคอาหารปรุงสำเร็จและสนใจสินค้าแฟชั่น ซึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะลงทุนในซาอุดีอาระเบีย คงหนีไม่พ้นสินค้าจำพวกอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องสำอาง อัญมณี ภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพ
“ผมเชื่อมั่นว่าคนไทยสนใจดึงนักลงทุนจากซาอุดีอาระเบียมาลงทุนที่ไทยทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคการผลิตอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นักธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมจึงควรถือโอกาสนี้เตรียมความพร้อม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าว
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบีย ก็กำลังเร่งลงทุนในไทยเป็นจำนวนเงินกว่า 300,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การแพทย์ น้ำมัน และปิโตรเคมีในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนเศรษฐกิจในซาอุดีอาระเบีย และโอกาสการลงทุนของไทยในอนาคต โดยซาอุดีอาระเบียส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศผ่าน “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” ในด้านพลังงาน นวัตกรรม โทรคมนาคม อวกาศ เทคโนโลยีสีเขียว โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ
ซึ่งไทยนั้นมีความพร้อมในด้านทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ สถานศึกษา และเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ อย่าง EEC พื้นที่ระเบียงเศษฐกิจ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมไปถึงการสร้างเมืองอัจฉริยะในจังหวัดต่างๆ ด้วย ซึ่งซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ค้าและมีแหล่งสำรองน้ำมันอันดับต้นๆ ของโลก ตลอดจนมีวิทยาการด้านพลังงานที่ทันสมัย เกิดการร่วมวิจัยและลงทุน ทั้งในรูปแบบพลังงานดั้งเดิม พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ชาติของทั้งสองประเทศ โดยไทยก็มี EEC ที่พร้อมรองรับการวิจัย พัฒนา และการลงทุนแห่งอนาคต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามนโยบาย BCG Economy ซึ่งสอดรับกับข้อริเริ่ม Saudi Green Initiative และ Middle East Green Initative ของซาอุดีอาระเบีย

EEC ความก้าวหน้า

ซาอุดีอาระเบียถือเป็นคู่ค้าลำดับที่ 17 ของไทยในตลาดโลกและเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของตะวันออกกลาง จากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ปี 2566 ประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พบว่ามูลค่าสินค้าส่งออก 15 อันดับแรกของไทยไปซาอุดีอาระเบีย ได้แก่
  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ (214.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (36.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ผลิตภัณฑ์ยาง (26.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เครื่องจักรกล และส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (22.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (13.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และส่วนประกอบ (7.6 ล้านดอลลาร์)
  • ข้าว (4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เคมีภัณฑ์ (4.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ (3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว (3.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • อาหารสัตว์เลี้ยง (2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม (2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ (2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
คิดเป็นมูลค่าการค้า 1,805.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 64% และมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 407.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 62.3%
โครงการ Saudi Vision 2030 จะเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศได้อีกจำนวนมหาศาล