เปิดหลักสูตรสร้าง ‘นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่’ ผู้ถักทอเชื่อมร้อยงานวิจัย สู่การพัฒนาท้องถิ่นไทยทุกมิติ

การจะต่อยอดขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติด้านแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ มิติด้านการเสริมสร้างความมั่นคงยั่งยืนแก่เศรษฐกิจฐานรากในชุมชน และมิติด้านคุณภาพชีวิต ตลอดจนคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นอกจากต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายแล้ว ยังต้องอาศัย Key person อย่าง นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ หรือ Area Research Manager ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เหมือนคนทอผ้าโดยใช้กี่ทอผ้า ทำให้เส้นด้ายพุ่งและด้ายยืน ขัดกันและถักทอ เชื่อมร้อย จนกลายเป็นผ้าทอผืนใหญ่ งดงาม สร้างประโยชน์ให้กับทุกคนในท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกัน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

ความท้าทายที่นำมาสู่การเปิดตัว หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็น นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และที่ปรึกษาโครงการการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ว่า
“เพราะในตอนนี้ เราตระหนักในความจริงที่ว่า จะเกิดการเติบโตเฉพาะในเมืองหลวง หรือในเมืองใหญ่ ปริมณฑล พื้นที่สำคัญ เพียงแค่นั้น ไม่พอแล้ว แต่ต้องทำให้หัวเมือง ให้พื้นที่ต่างจังหวัด มีการพัฒนาด้วย เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นการกระจายรายได้ที่ทำให้คนไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ภูมิสังคมในพื้นที่ก็จะดีขึ้นด้วย”
“แต่การจะทำให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นนั้น ต้องอาศัยองคาพยพหลายอย่างในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะการทำงานในรูปแบบของการ “สานพลัง” ต้องอาศัยรูปแบบของการจัดการที่แตกต่าง โดย “นักจัดการ” ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ เราต้องการนักจัดการที่ใช้ความรู้เป็น ใช้ข้อมูลเป็น จึงเกิดบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็น “นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่” ขึ้น”
และด้วยความจำเป็นที่ต้องสร้างผู้ที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทาง เพื่อมาปฏิบัติงานเป็น นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ นี่เอง ที่ทำให้เกิด “หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่” ขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนางานวิจัยของประเทศตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ปี พ.ศ. 2566 – 2570
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน ”ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่
ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน ”ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่ และที่ปรึกษาหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการเปิดหลักสูตรนี้ว่า
“ต้องยอมรับว่าลำพังเพียงตัว “นักวิจัย” ไม่มีพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการสร้างโปรแกรม หรือหลักสูตร Program Manager เพื่อสร้างนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ขึ้น ให้มาเป็นสื่อกลางในการนำงานวิจัยไปขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ เติมเต็มอีโคซิสเตม ในระดับท้องถิ่น จังหวัด ตอบสนองความต้องการ การแก้ปัญหา ในระดับชุมชน  ประชาคม ท้องถิ่น
“ดังนั้นการตั้งความคาดหวังว่า จะทำให้ “งานวิจัย” สร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ จึงเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว แต่เราเชื่อมั่นว่า Key agent ที่จะสร้างความสำเร็จในภารกิจนี้ได้ นั่นคือนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่นั่นเอง”

“ภารกิจสำคัญของ นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ คือ การทำงานเหมือนคนทอผ้า ซึ่งเราจะเห็น “เส้นพุ่ง” ที่ตรึงอยู่ในส่วนหัว ส่วนท้าย โดยคนทอผ้ามีหน้าที่เคลื่อนที่ไปมา เท้าเหยียบกระเดื่อง ปักกระสวยวิ่งไปและปักกระสวยวิ่งกลับ โดยการทำงานของคนทอผ้า มีการทำงานเป็นขั้นตอน เพราะฉะนั้นต้องมีทักษะเป็นนักจัดการกระบวนการ เพราะกระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญมากในทุกส่วน แต่เราต้องการทั้งคนที่มาประสาน คนตัดขวางเพื่อช่วยลดกระบวนการ ซึ่งเราต้องพึ่งพานักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ด้วยเหตุนี้หลักสูตรนี้จึงมีความสำคัญมาก และถ้าเรามีนัดจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่สามารถประสานเพื่อนำงานวิจัยไปขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ได้ ฉากทัศน์นั้นจะเป็นความสำเร็จที่เปลี่ยนประเทศนี้ได้เลย”
“โดยภารกิจที่นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่จะต้องทำ คือ การถักทอ ประสาน ระหว่างหน่วย Function เพื่อสร้างผลัพธ์ร่วมกัน
  • การสร้างเป้าหมายร่วม เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีพันธกิจและหน้าที่ของตนเอง ดังนั้น ความท้าทายของนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ด่านแรก คือ ต้องมาตั้งเป้าหมายร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับให้ได้
  • การวิเคราะห์ Key actor เพื่อมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่จะต้องหาบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญในภารกิจนั้นให้เจอ ซึ่งไม่ได้มีแค่คนเดียว เพราะบางคนดูเรื่อง กฎหมาย บางคนดูเรื่องเงินงบประมาณ บางคนมีความรู้ในเรื่องนั้น บางคนมีฐานทรัพยากร ต้องหาคนเหล่านี้ให้เจอและประสานให้เขามาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ได้
  • การวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขสำคัญต่อการสร้างผลลัพธ์และผลกระทบที่ต้องการ ถ้าเราจับเงื่อนไขนี้ไม่ครบ เราก็ย่อมจับเงื่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ได้
  • การวางแผนการทำงานและตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งการทำ Area Based Project นั้น มีหลายชั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปดึงพาร์ทเนอร์ Key actor เข้ามาคิดเป้าหมาย ร่วมกันวางกระบวนการสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจ เพื่อมาวางขั้นตอนการทำงานไปด้วยกัน
  • กำหนดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
“การจัดการเรียนรู้และการจัดการความสัมพันธ์ เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่มีความท้าทายสำหรับ นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ อย่างมาก แต่ที่ผ่านมา ก็ได้เกิดกรณีศึกษาที่เป็นต้นแบบของ การจัดการเรียนรู้และการจัดการความสัมพันธ์ แล้ว เช่น การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นเคสที่เราเคยทำและประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เช่น การทำบัญชีครัวเรือน ที่นำมาสู่การแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ผลงานที่ บพท. ได้ทำ หรือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดการน้ำ เช่น ที่เขื่อนปากพนัง เขื่อนปากมูล”
“ดังนั้นเราคาดหวังว่า การผลิต นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ด้วยหลักสูตรล่าสุดที่เปิดตัวในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่ง Key success ที่เพิ่มจำนวนโมเดลการพัฒนาพื้นที่ด้วยงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ เติมเต็มความหวังของการนำงานวิจัยไปขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ทั่วไทยอย่างผล

เพื่อทำความเข้าใจงานของนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรฯ และทักษะจำเป็นที่นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ต้องเรียนรู้ ดร.กิตติ อธิบายเพิ่มเติมว่า
“ทั้งนี้ นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ จะเข้ามาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะเราอยากให้พื้นที่เติบโตได้ด้วยฐานความรู้ ที่นำมาพัฒนาตลาดในพื้นที่เพื่อให้เกิดการจ้างงาน เราต้องสานพลังกับทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน อย่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึง หน่วยงานสนับสนุนทุนและการเงินอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)”
นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่จะทำงานใน 2 ส่วน
ส่วนแรก คือ กระบวนการสร้างความรู้และจัดการความรู้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำให้คนในพื้นที่ ลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว เขาต้องลุกขึ้นมาแล้วรู้ว่า จุดแข็ง จุดอ่อนของเขา คืออะไร แล้วนำตรงนั้นมาต่อยอด
ส่วนที่สอง คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ โดยการสร้างความสัมพันธ์ คือ แทนที่ กระทรวง ทบวง กรม จะทำแค่ภารกิจตัวเอง ก็มองถึงภารกิจคนอื่นมากขึ้น โดยมี นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ เป็นตัวกลางที่จะนำทุกฝ่ายมาพูดคุยกันเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมที่ทุกคนจะมองเห็น เป็นเป้าหมายร่วมของพี่น้องประชาชน

“ดังนั้นบทบาทของนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ก็จะเป็น Key agent ที่จะชวนให้ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน มาสานพลังเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องดีขึ้น”
“โดย นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ เป็นไปได้ทั้งที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ระบบภาครัฐ หน่วยงานชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรืออยู่ในภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนนักวิจัยที่อยู่ในสถาบันการศึกษา”
“นอกจากนั้น สิ่งที่เราค่อนข้างเน้น คือ บทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่หวังให้เป็นโครงสร้างความรู้และแหล่งสร้างกำลังคนในระยะยาว เพราะมหาวิทยาลัยจะอยู่ติดพื้นที่ ไม่ค่อยย้าย เพราะฉะนั้น นักวิจัยก็จะมีข้อมูล มีงานวิจัย มีความรู้มาก ดังนั้น การสนับสนุนให้เขามี skillset ใหม่ เพื่อสานพลังและชักชวนทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน สร้างเป้าหมายร่วมกัน ถ้าทำได้ ย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนที่ดีได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ถ้าเรามี นักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่มากพอ ก็จะทำให้ภาคการปกครองท้องถิ่น อย่าง อบจ. อบต. เทศบาล มีที่ปรึกษาเชิงวิชาการ ได้ข้อมูลที่นำไปสู่การวางแผน การจัดการ มีข้อมูลนำไปสู่ทางออกสำคัญ หรือ Solution base ได้ในที่สุด”
“โดยเป้าหมายหลักของหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ อยู่ที่การเสริมสร้างและพัฒนาให้เกิดทักษะที่มีความสำคัญยิ่งยวดในการสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีแก่การจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่อย่างน้อย 3 ประการได้แก่
  1. ทักษะการสร้างกลไกกระบวนการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น รวมทั้งภาควิชาการ
  2. ทักษะการพัฒนาแนวความคิดเพื่อริเริ่มดำเนินโครงการที่ตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
  3. ทักษะการวางแผนกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ด้วยการวิจัยและนวัตกรรม
“ดังนั้น บุคลากรที่ผ่านการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ จะเป็นกำลังสำคัญที่จะต่อยอดขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติด้านแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ มิติด้านการเสริมสร้างความมั่นคงยั่งยืนแก่เศรษฐกิจฐานรากในชุมชน และมิติด้านคุณภาพชีวิต ตลอดจนคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา
ด้าน ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา ในฐานะผู้ประสานงานหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่การเป็นนักจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ ชี้แจงว่า
“รายละเอียดของหลักสูตร จะครอบคลุมทักษะความรู้ว่าด้วยแนวความคิดการจัดการพื้นที่แบบมีส่วนร่วม  ทักษะความรู้ในการพัฒนากลไกกระบวนการการมีส่วนร่วม ทักษะความรู้ในการพัฒนาแผนงานริเริ่มที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ รวมทั้งทักษะความรู้ว่าด้วยการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสาร และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษาอบรม และฝึกทักษะภาคปฏิบัติรวมทั้งสิ้น 190 ชั่วโมง และการศึกษาอบรมของหลักสูตรนี้ จะมีเฉพาะวันเสาร์ ต่อเนื่องกันไป 24 สัปดาห์ หรือ 6 เดือน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิหมุนเวียนกันมาเป็นวิทยากร”
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการและกรอกใบสมัครได้ที่ https://shorturl.asia/mZ7lK ซึ่งทางโครงการจะทำการพิจารณาผู้สมัครที่ตรงกับเงื่อนไขและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ เกิดความเปลี่ยนแปลง และตอบสนองตามความต้องการของพื้นที่ได้มากที่สุด

หลากหลายหลักสูตรพัฒนาบุคลากรตอบสนองการพัฒนาประเทศ

อัปเดต 6 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ปี 2566 ปลดล็อคอุดมศึกษาไทย ให้พร้อมปั้นกำลังคน ตอบโจทย์ Industry 4.0

Be Internet Awesome หลักสูตรสร้างการรู้เท่าทันดิจิทัล & ภัยไซเบอร์ ให้ครู นักเรียน ทั่วไทย โดย Google

ตามติดภารกิจขยายผล สร้างกำลังคนอุดมศึกษาด้วยหลักสูตร CWIE+EEC Model Type A

Previous articleต้นแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน 12 S-Curve กรณีศึกษา: ประเทศฟินแลนด์ (ตอนจบ)
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.115
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์