Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.117

EEC ยกระดับทักษะออกแบบและการเขียนโปรแกรม IoT ในโรงงาน ผลิตบุคลากรระยะเร่งด่วน รับเป้าหมายอุตสาหกรรม 4.0

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC HDC

เนคเทค สวทช. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) จัดกิจกรรมอบรมหลักสูตร “การออกแบบและการเขียนโปรแกรมสำหรับ Internet of Things ในโรงงาน 4.0 (IoT Fundamentals)” ภายใต้การสนับสนุนโดยโครงการ EEC Type B สำนักงานคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) เพื่อพัฒนาทักษะ ยกระดับความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมทางด้านระบบ Internet of Things หรือ IoT ทั้งในเรื่องโครงสร้างของระบบ IoT,  รูปแบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผ่านเครือข่ายต่างๆ ในระบบ IoT, การออกแบบ ใช้งาน เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บน IoT Device, IoT Platform ฯลฯ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตอบโจทย์งานด้านอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม จำนวนกว่า 40 คน จากกลุ่มบริษัทในเครือ SCG Chemical ประกอบด้วย ผู้จัดการ วิศวกร เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ แผนกวางแผนซ่อมบำรุง แผนกวิศวกรรม แผนก Digital Infrastructure เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 ณ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) EECi จ.ระยอง ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC HDC กล่าวเปิดกิจกรรมว่า EEC HDC ให้ความสำคัญและยินดีที่จะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมผ่านการจัดสรรงบประมาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ศักยภาพบุคลากรอุตสาหกรรมให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่ไทยพยายามขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพลิกโฉมโครงสร้างการทำงานและองค์กรแบบ Labor intensive สู่ Digital Platform การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับภาคอุตสาหกรรม ด้วยอุตสาหกรรมแบบเก่ามีระดับศักยภาพ ต้นทุน และความสูญเสียโดยรวมต่างกันกับอุตสาหกรรมใหม่ถึง 40% สำหรับโครงการนี้นอกเหนือจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรมทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้วหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้เกิดเครือข่ายของคนอุตสาหกรรม หรือ สร้างความเชื่อมโยงกับเนคเทค สวทช. เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าให้กับภาคอุตสาหกรรมต่อไปได้

บพข. โชว์ความสำเร็จ 3 ปีจัดสรรทุนวิจัย 907 โครงการ หนุนศักยภาพเอกชนกว่า 500 บริษัท

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.
รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. กล่าวว่า บพข.มีภารกิจหลักในการจัดสรรทุนวิจัย และสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการทุนที่ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และศาสตร์ต่างๆ เชื่อมโยง Value Chain ที่ก่อให้เกิด “อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง” สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ปฏิบัติภารกิจ “ปิดช่องว่าง” ของปัญหาในระบบวิจัยไทย ขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้ลงจากหิ้ง ออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้มากที่สุด เพื่อ “พลิกโฉมไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วและพร้อมสำหรับโลกอนาคต” ตามแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ.2566 – 2570 จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยบทบาทของ บพข. จะเป็นหน่วยที่ให้ทุนกับทุกภาคส่วน มุ่งนำเอางานวิจัยมาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นจริงในเชิงพาณิชย์หรือเชิงอุตสาหกรรมได้ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ก่อตั้งมา บพข. ได้มีการจัดสรรทุนวิจัยด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปแล้วกว่า 907 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท มีเอกชนทั้งรายใหญ่และรายย่อยร่วมสนับสนุนโครงการมากกว่า 500 บริษัท

ยอดจดทะเบียนรถ EV เดือน มี.ค. สูงสุด 8,522 คัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 3

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานสถิติจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ในประเทศไทย และยินดีที่ไทยมียอดการจดทะเบียนรถ EV เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังยอดจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2566 กว่า 8,500 คัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ของปีนี้ อันเป็นผลมาจากรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการใช้รถ EV อย่างจริงจัง และเปิดโอกาสให้รถ EV หลายแบรนด์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ทำให้มียอดจองรถ EV เพิ่มขึ้น และค่ายรถ เช่น Tesla BYD MG ทยอยส่งมอบรถ ทำให้มีผู้จองรถที่ได้รับรถเริ่มมาจดทะเบียนรถ EV 100% เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์เฉลี่ย 1,000 – 1,500 คัน

กรมอนามัย เผยไข่ต้มคลุกน้ำปลาสารอาหารไม่พอ ควรกินครบ 5 หมู่

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีข่าวเกี่ยวกับการกินไข่ต้มกับน้ำปลา เพื่อให้กินกับและข้าวได้อย่างพอดีกัน และกินคลุกกับน้ำราดผักบุ้งนั้น กรมอนามัยขอแนะนำว่าการกินลักษณะนี้ไม่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ เพราะเด็กวัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลากหลายชนิดในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับการเจริญเติบโต การกินข้าวไข่ต้มคลุกน้ำปลา และราดน้ำผัดผักบุ้ง จะส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารจากการกินไข่และผักไม่เพียงพอ ได้รับโซเดียมมากเกินไปจากน้ำปลา และน้ำราดผักบุ้ง รวมทั้งอาจได้รับพลังงานจากการกินข้าวมากเกินไป เพราะกินผักและไข่น้อย ไม่อิ่มท้อง เด็กวัยเรียนควรกินไข่ร่วมกับอาหารอื่นให้ได้สัดส่วนตามธงโภชนาการ

ญี่ปุ่นคาด ‘ประชากร’ ลดเหลือ 87 ล้านคน ในปี 2070

(แฟ้มภาพซินหัว : กลุ่มเด็กสาวในชุดกิโมโนเข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะในเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น วันที่ 9 ม.ค. 2023) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว รายงาน เมื่อวันพุธ (26 เม.ย.) สถาบันวิจัยประชากรและประกันสังคมแห่งชาติ สังกัดกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์จำนวนประชากรญี่ปุ่นอยู่ที่ 87 ล้านคนภายในปี 2070 ลดลงร้อยละ 30 จากปี 2020 สถาบันฯ คาดการณ์จำนวนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 33.67 ล้านคนในปี 2070 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.7 ของประชากรทั้งหมด หลังจากเพิ่มสูงสุดอยู่ที่ 39.53 ล้านคนในปี 2043 และส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์จำนวนชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึงนักศึกษาและแรงงานที่อาศัยในญี่ปุ่นนานกว่า 3 เดือน อยู่ที่ 9.39 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10.8 ของประชากรในปี 2070 ส่วนจำนวนประชากรวัยทำงานหรือผู้มีอายุ 15-64 ปี จะลดลงอย่างรวดเร็วจาก 75.9 ล้านคนในปี 2020 มาอยู่ที่ 45.35 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากร แม้มีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้าประเทศเพิ่มขึ้น สถาบันฯ เสริมว่าจำนวนประชากร 126.15 ล้านคนเมื่อนับถึงปี 2020 จะลดต่ำกว่าเกณฑ์ 100 ล้านคนในปี 2056 โดยจำนวนการเกิดซึ่งลดต่ำกว่า 800,000 คนในปี 2022 มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 500,000 คนในปี 2059 อนึ่ง สถาบันฯ เผยแพร่รายงานการคาดการณ์จำนวนประชากรระยะ 50 ปี เฉลี่ยทุก 5 ปี โดยอ้างอิงข้อมูลสาธารณะ เช่น การสำรวจสำมะโนประชากร ขณะรัฐบาลจะใช้ข้อมูลฉบับล่าสุดเพื่อคำนวณการจ่ายเงินบำนาญของประเทศในอนาคต