ผลการเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ การทดสอบ PISA (Program for International Student Assessment) ของ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งจะมีการจัดการทดสอบทุกๆ 3 ปี ผลปรากฏว่าในปี ค.ศ.2015 นักเรียนของสิงคโปร์ได้คะแนน PISA เป็นอันดับหนึ่ง ทั้ง 3 สาขาวิชา
ปรีดี บุญซื่อ (2560) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่ทำให้ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาว่า สิงคโปร์ก็มีจุดที่เป็นความได้เปรียบ การเป็นท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก และการค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเริ่มแรกมาจากการแปรรูปวัตถุดิบนำเข้า เช่น ยางพารา ดีบุก และน้ำมันปาล์ม เพื่อส่งออกต่อไปอีก ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็พัฒนาขึ้นมา เช่น การเดินเรือ การประกันภัย และธนาคาร
แม้ว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของสิงคโปร์คือความยากจน คนงานส่วนใหญ่เป็นกุลีตามท่าเรือ ประเทศขาดทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมีเอกราชสมบูรณ์ในปี 1965 ผู้นำประสบปัญหาที่ใหญ่หลวงว่า จะสร้างชาติขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศอยู่รอดทางการเมืองและเศรษฐกิจ การขาดทรัพยากร ทำให้ความหวังเหลืออยู่ที่การพัฒนาแรงงานของประเทศ และหัวใจการพัฒนาคือการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง โดยเริ่มจากการศึกษาพื้นฐานแก่คนสิงคโปร์ทั่วไป ปลายทศวรรษ 1970 เริ่มยกระดับการศึกษาที่มีหลักสูตรคุณภาพสูง และจากปี 1997 เป็นต้นมา การศึกษาเข้าสู่ระดับการสร้างความสามารถของนักเรียน

ในปี 2015 สิงคโปร์เฉลิมฉลอง 50 ปีของการมีเอกราช ในระยะ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างประเทศในศตวรรษ 20 ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการพัฒนาด้านสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว การมีงานทำเต็มที่ของประชากร การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพของระบบการศึกษา และการสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ (2561) ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายทางการศึกษาในระบบโรงเรียนของสิงคโปร์ เป็นไปเพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะความรู้ความสามารถเพื่อการดำรงชีพ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบและเป็นพลเมืองดีของชาติ กระบวนการพัฒนาการศึกษามุ่งให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพให้ได้สูงสุด การศึกษาภาคบังคับของสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ 2 ภาษาควบคู่กันไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) อีก 1 ภาษา คือ จีน (แมนดาริน) มาเลย์ หรือทมิฬ (อินเดีย)

สอดคล้องกับ ศูนย์พัฒนาการศึกษาระหว่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2548) ที่กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก โดยถือว่าประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และมีค่าที่สุดของประเทศ ในการนี้ รัฐบาลได้ให้การอุดหนุนด้านการศึกษาจนเสมือนกับเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า โรงเรียนในระดับประถม และมัธยมล้วนเป็นโรงเรียนของรัฐบาลหรือกึ่งรัฐบาล สถานศึกษาของเอกชนในสิงคโปร์ มีเฉพาะในระดับอนุบาล และโรงเรียนนานาชาติเท่านั้น อันนำไปสู่การประกาศยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเป็นการเตรียมอนาคตของประเทศ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อศึกษาระบบบริหารและการจัดสรรงบประมาณและการบริหารงานบุคคลเพื่อให้สนองตอบความท้าทายสังคมโลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยได้มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบเพื่อให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลมีการใช้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของประเทศสิงคโปร์ ที่ได้มีการวางรากฐานสำคัญในระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาด้วยการวางระบบ IT ครอบคลุมทั้งประเทศ

เสถียร อุสาหะ (2544) กล่าวว่า สิงคโปร์ได้ให้ความสนใจและทุ่มงบประมาณสนับสนุน ในด้านการศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้กำหนดพันธกิจและวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาของประเทศดังนี้ 1) พันธกิจ (Mission): Molding the future of Our nation เป็นการหล่อหลอมประชากรของชาติเพื่อการพัฒนาชาติในอนาคต 2) วิสัยทัศน์ (Vision): Thinking Schools, Learning Nation เป็นการพัฒนาทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับคนในชาติ จากพันธกิจและวิสัยทัศน์ทางการศึกษาดังกล่าว ประกอบกับความมุ่งมั่นในการที่จะนำ IT มาพัฒนาในด้านการศึกษา จึงได้มีการกำหนดแผนแม่บท IT ด้านการศึกษาขึ้น ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์เป็นเกาะอัจฉริยะในเวลาต่อมา
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (2561) ได้กล่าวว่า จากการสำรวจของ INSEAD Business School (Institut Européen d’Administration des Affaires) ระบุว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ติดอันดับ1 ในเอเชีย และอันดับ 2 ของโลกด้านการดึงดูดและสนับสนุนปัญญา/ความสามารถ และจากดัชนีนวัตกรรมของ Bloomberg สิงคโปร์ขึ้นเป็นประเทศในอันดับ 2 ของโลกในด้านการมีนวัตกรรม ซึ่งนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐบาล
Mishcon International Asia (2018) ได้กล่าวว่า สิงคโปร์กลายเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: A.I.) ด้วยเป็นฐานของการสร้าง A.I. ของหลากหลายบริษัท อาทิ 1) บริษัท Alibaba ของจีนที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการวิจัย A.I. ในต่างประเทศแห่งแรก โดยร่วมกับสิงคโปร์ 2) บริษัท Marvelstone ได้มีการร่วมทุน โดยใช้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางสำหรับ A.I. Start-up 3) บริษัท intel ได้มีโครงการอบรมด้าน A.I. ร่วมกับสิงคโปร์ นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังอนุมัติงบประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 2,800 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนา AI

กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศสิงคโปร์ ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้ A.I. อย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจากประเทศกำลังพัฒนาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 50 ปี จากรากฐานการมีท่าเรือน้ำลึก ซึ่งมีบริบทสอดคล้องกับ EEC ในส่วนของ Eastern Seaboard ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ระยะที่ 1-3 ผ่านการปฏิรูปการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT (Information Technology) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อยกระดับมาตรฐานทางการศึกษา ก่อนที่จะต่อยอดด้วย Artificial Intelligence: A.I. ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน
โดยหากจะประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ (Island of A.I.) ที่ให้มีการทดลองจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Artificial Intelligence: A.I. ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างน้อย 6 สาขาคืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ดิจิทัล รวมถึง A.I. Applied กับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ หรือการแพทย์ครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนในพื้นที่ EEC ต่อไป











