ใครคือลูกหนี้รายใหญ่ 10 อันดับแรกของ IMF

ไม่มีประเทศใดเป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มากไปกว่าอาร์เจนตินา อียิปต์ และยูเครน ซึ่งรั้งอันดับ 1-3 เหนือตาราง ตามมาด้วยเอกวาดอร์ ปากีสถาน โคลอมเบีย แองโกลา แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย และโกตดิวัวร์


หนี้คงค้างทั่วโลกทั้งหมดของทุกประเทศที่เป็นหนี้ IMFอยู่ที่ 1.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 หรือ 1.152 แสนล้านสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDRs) หรือสินทรัพย์ในสกุลเงินสมมติที่สร้างขึ้นโดย IMF และจัดสรรให้ประเทศสมาชิกถือครอง เพื่อใช้เสริมเงินสำรองระหว่างประเทศ และสร้างสภาพคล่องที่เอื้อต่อการขยายตัวของการค้าและการเงิน
เหตุที่หนี้คงค้าง IMF มีจำนวนมหาศาล เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ พอร์ตสินเชื่อของ IMF ได้ขยายตัวหลังจากได้ให้การช่วยเหลือทางการเงินจำนวนมากกับประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังทรุดจากพิษเศรษฐกิจ
แม้จะมีทั้งหมด 93 ประเทศ ที่เป็นหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าว แต่ลูกหนี้ 10 อันดับแรกของ IMF ดังกล่าว ยังคงมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 71.7% ของยอดคงค้าง

อาร์เจนตินา

“อาร์เจนตินา” เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF ด้วยหนี้คงค้างรวม 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้นี้มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับ IMF โดยมีทั้งประวัติการล้มเหลวและการให้การช่วยเหลือทางการเงินที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ IMF ได้ให้เงิน 88.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อประกันเศรษฐกิจที่กำลังป่วยของประเทศ แม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองและท่าทีฮึดฮัดอยู่บ้าง แต่ประธานาธิบดี Néstor Kirchner ก็ชำระหนี้ทั้งหมดได้สำเร็จในปี 2549
ต่อมา Mauricio Macri ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอาร์เจนตินา เดินทางไปที่สำนักงานใหญ่ IMF เพื่อรับเงินช่วยเหลือ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2561 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา อาร์เจนตินาก็พบว่าตัวเองตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง เป็นเหตุให้ซมซานกลับไปหา IMF ในปี 2565 เพื่อกู้เงินเพิ่มอีก 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อียิปต์

“อียิปต์” เป็นลูกหนี้รายใหญ่อันดับที่ 2 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำลงหลังจากการปฏิวัติอียิปต์ในปี 2554 และรายได้ที่ลดลงจากคลองสุเอซ รัฐบาลอียิปต์จึงกู้ยืมเงินจาก IMF เพื่อปลดล็อกด้วยเงินสด 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2559 จากนั้นกองทุนฯ ได้อนุมัติเงินกู้เพิ่มเติมจำนวน 2.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อจัดการกับผลกระทบของโควิด-19 ในปี 2563
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2565 IMF อนุมัติเงินกู้ 46 เดือน มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับอียิปต์ ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างรุนแรงหลังจากปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน ทำให้แรงกดดันที่มีอยู่ต่อเศรษฐกิจยืดเยื้อ

ยูเครน

“ยูเครน” ตามมาเป็นอันดับที่ 3 ถือเป็นอีกหนึ่งในลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF ด้วยยอดหนี้คงค้างรวม 12.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รัฐบาลยูเครนตกลงกู้เงินจาก IMF มูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในปี 2541 จากนั้น IMF ตกลงที่จะให้เงินกู้แก่ยูเครนอีก 15.15 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2553 แต่ข้อตกลงดังกล่าวถูกระงับในปี 2554 ท่ามกลางการขาดความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2566 IMF ได้จัดสรรเงิน 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปยังยูเครน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินกู้ 15.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเครน หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งปี นับตั้งแต่การเปิดฉากต่อกรกับรัสเซีย เงินกู้ชุดใหม่นี้ซึ่งอยู่ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจสนับสนุนมูลค่ารวม 1.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับยูเครน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กองทุนฯ ได้ขยายการจัดหาเงินทุนแบบดั้งเดิมที่สำคัญไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามเต็มรูปแบบ
ลูกหนี้รายใหญ่อันดับ 4 ของ IMF คือ “เอกวาดอร์” มีหนี้คงค้างรวม 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2565 เอกวาดอร์ได้รับเงินประมาณ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก IMF ถือเป็นการเสร็จสิ้นโครงการเงินกู้ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ตกลงกันในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งเป็นโครงการกู้ยืมเงิน IMF ครั้งแรกของเอกวาดอร์ในรอบ 2 ทศวรรษ

ด้าน “ปากีสถาน” มีหนี้ค้างชำระกับ IMF มากเป็นอันดับ 5 โดยอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2565 IMF ได้ขยายวงเงิน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปยังประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชียใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนเงินทุน 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ตกลงกลับมารับในเดือนกรกฎาคม 2562 เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน และความท้าทายต่างๆ ภายในประเทศ การที่ปากีสถานเผชิญกับวิกฤตดุลการชำระเงินอย่างเฉียบพลัน จึงขอให้ IMF จัดหาเงินทุนเพิ่มเติม 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแก้ไขวิกฤต แต่ IMF เรียกร้องให้มีการประกันเงินทุนเพิ่มเติมก่อนที่จะอนุมัติแพ็กเกจใหม่
ส่วน “โคลอมเบีย” เป็นประเทศเดียวในลาตินอเมริกาที่ติด 10 อันดับแรกของลูกหนี้ IMF มีหนี้ค้างชำระ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ IMF กล่าวว่าประเทศนี้มีปัจจัยพื้นฐานและนโยบายทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภายนอกที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งในยูเครนและการล่มสลายของสถาบันการเงินที่กำลังลุกลาม
ขณะที่ 4 เขตเศรษฐกิจย่อยของทะเลทรายซาฮาราในภูมิภาคแอฟริกามีลูกหนี้ 10 อันดับแรก ได้แก่ แองโกลา แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย และโกตดิวัวร์ ทั้ง 4 ประเทศนี้ได้รับการสนับสนุนเพื่อจัดการกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในปี 2563 โดย IMF กล่าวในเดือนเมษายน 2023 ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ยังคงอยู่และนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อภูมิภาคนี้ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่สามารถออก Eurobond ซึ่งเป็นพันธบัตรระหว่างประเทศในสกุลเงินต่างประเทศได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2565
ในภาพรวม แพ็กเกจสนับสนุนจาก IMF ที่ได้รับการอนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้ ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับศรีลังกาที่ประสบภาวะวิกฤต และการเตรียมการสำรอง 2.4 พันล้านยูโรสำหรับเซอร์เบีย นอกจากนี้ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา IMF ยังได้อนุมัติแพ็กเกจมูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบังคลาเทศ

IMF

ทั้งนี้ การให้กู้ยืมเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศทำให้ประเทศต่างๆ มีช่องว่างในการปรับนโยบายอย่างเป็นระเบียบ ปูทางไปสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน การปรับเปลี่ยนนโยบายจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ของประเทศนั้นๆ
บ่อยครั้งที่ประเทศต่างๆ ที่ขอยื่นกู้จาก IMF ต้องเผชิญกับวิกฤตมากกว่าหนึ่งประเภท เนื่องจากความท้าทายในภาคส่วนเดียวที่ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วจนกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างเช่น ประเทศที่ประสบปัญหาราคาสินค้าส่งออกสำคัญๆ ลดลงอย่างกะทันหัน อาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและกระจายการส่งออก ประเทศที่ประสบปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงอาจจำเป็นต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยจัดการกับปัญหาที่นำไปสู่การหลบหนีของเงินทุน เช่น อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำเกินไป การขาดดุลงบประมาณและหนี้ที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป หรือระบบธนาคารไม่มีประสิทธิภาพหรือมีการควบคุมที่ไม่ดี
ดังนั้น หากไม่มีการจัดหาเงินทุนจาก IMF อย่างทันท่วงที กระบวนการปรับตัวของประเทศที่เผชิญกับวิกฤตการณ์อยู่แล้วอาจเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น

ที่มา : The IMF’s top 10 biggest debtors