AI สามารถช่วยชีวิตคนได้หรือไม่? คำตอบ ณ ขณะนี้คือ ใช่! ผลการวิจัยชิ้นใหม่แสดงอัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพของ AI ในการตรวจจับการกลับมาเป็นมะเร็งปอดซ้ำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกอาจกำลังกลุ้มใจเกี่ยวกับวิธีการจำกัดผลกระทบต่างๆ ของปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นการขาดความเป็นส่วนตัว ปัญหาลิขสิทธิ์ การตกงาน การครอบงำโลก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า AI ไม่มีศักยภาพมหาศาลในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ให้ดีขึ้น
หนึ่งในขุมพลังของ AI ดังกล่าวคือ การดูแลสุขภาพ ด้วยความสามารถในการประมวลผลชุดข้อมูลขนาดใหญ่ การนำ AI ไปใช้อาจเป็นตนไปสู่ความก้าวหน้าที่สำคัญในการวินิจฉัยเชิงคาดการณ์ รวมถึงการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยหนึ่งในการศึกษาล่าสุดในสาขานี้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่คาดหวังสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดโดยใช้ AI

แพทย์และนักวิจัยจาก Royal Marsden NHS Foundation Trust, Institute of Cancer Research และ Imperial College London ประเทศอังกฤษ ได้สร้างอัลกอริทึม AI ที่พวกเขากล่าวว่าสามารถวินิจฉัยการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีปัจจุบัน
จากการศึกษาชื่อ OCTAPUS-AI นักวิจัยใช้ภาพและข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 900 รายจากสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ หลังจากเข้ารับการรักษาด้วยรังสี เพื่อพัฒนาและทดสอบอัลกอริทึมของ แมชชีนเลิร์นนิงและศึกษาว่าแบบจำลองสามารถทำนายการเกิดซ้ำของมะเร็งปอดได้แม่นยำเพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาดูว่า AI สามารถช่วยระบุความเสี่ยงของการกลับมาของมะเร็งในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (NSCLC) ได้หรือไม่ ขั้นตอนคือนักวิจัยใช้การสแกน CT เพื่อพัฒนาอัลกอริทึม AI โดยใช้รังสี นี่จึงเป็นแนวทางเชิงปริมาณที่ดึงข้อมูลใหม่และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเชิงทำนายจากการสร้างภาพทางการแพทย์ (Medical imaging คือ กลุ่มของเทคนิคและกระบวนการในการสร้างภาพแทนอวัยวะภายในเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรค การสร้างภาพแทนเพื่อแสดงการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลของโครงสร้างปกติและการทำหน้าที่อย่างปกติของอวัยวะต่างๆ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติ)
อัลกอริทึมการวินิจฉัยที่เหนือกว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน
ผู้ป่วย NSCLC คิดเป็น 85% ของผู้ป่วยมะเร็งปอด แม้ว่าโรคนี้มักจะรักษาได้เมื่อตรวจพบแต่เนิ่นๆ แต่ในผู้ป่วยมากกว่า 1 ใน 3 โรคร้ายนี้จะกลับมาอีก แต่จากการศึกษาพบว่าการใช้อัลกอริทึมนี้ แพทย์อาจสามารถระบุการกลับเป็นซ้ำได้เร็วกว่าในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเมื่อสามารถระบุได้จะนำไปสู่การรักษาที่รวดเร็วขึ้นและคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำอาจได้รับการงดเว้นการสแกนติดตามผล และการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
นักวิทยาศาสตร์ใช้การวัดที่เรียกว่าพื้นที่ใต้เส้นโค้ง (AUC) เพื่อดูว่าแบบจำลองนี้มีประสิทธิภาพเพียงใดในการตรวจหามะเร็ง โดยคะแนนความแม่นยำที่สมบูรณ์แบบ 100% จะมีค่าเท่ากับ 1 คะแนน ในขณะที่โมเดลที่คาดเดาได้ 50-50 จะได้ 0.5 คะแนน ผลลัพธ์ที่ได้คืออัลกอริทึม AI ที่สร้างขึ้นนี้ได้ 0.87 คะแนน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับ 0.67 คะแนน ของเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
“ขั้นตอนต่อไปเราต้องการสำรวจเทคนิคแมชชีนเลิร์นนิงขั้นสูงเพิ่มเติม เช่น การเรียนรู้เชิงลึก เพื่อดูว่าเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นหรือไม่ จากนั้นเราต้องการทดสอบแบบจำลองนี้กับผู้ป่วย NSCLC ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ และติดตามพวกเขาเพื่อดูว่าแบบจำลองสามารถทำนายความเสี่ยงของการเกิดซ้ำได้อย่างถูกต้องหรือไม่” Sumeet Hindocha แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาทางคลินิกที่ The Royal Marsden NHS Foundation Trust และ Clinical Research Fellow ที่ Imperial College London กล่าว
“AI เป็นพรมแดนใหม่ที่น่าตื่นเต้นในการวิจัยโรคมะเร็ง และ The Royal Marsden NHS Foundation Trust เป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีนี้ในการวินิจฉัย ตรวจหา และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการศึกษาที่เป็นนวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า AI สามารถพัฒนาความสามารถในการทำนายพฤติกรรมของมะเร็งได้อย่างไร รวมถึงดูว่าบุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ จึงอาจช่วยให้ผู้ป่วย NSCLC มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และลดผลกระทบที่โรคนี้มีต่อชีวิตของพวกเขา ขณะที่ในอนาคต เราหวังว่าวิธีการนี้จะปูทางสำหรับการทำนายการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งทุกประเภท ไม่ใช่แค่ NSCLC เท่านั้น เพราะแม้แบบจำลองของเราใช้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับโรคนี้ แต่ด้วยการปรับแต่งอัลกอริทึม เทคโนโลยีนี้อาจมีการใช้งานที่กว้างขึ้นมาก” Richard Lee ที่ปรึกษาแพทย์ด้านเวชศาสตร์ทางเดินหายใจและการวินิจฉัยเบื้องต้นที่ The Royal Marsden NHS Foundation Trust และหัวหน้าทีมสำหรับทีมวินิจฉัยและตรวจหามะเร็งระยะเริ่มต้นที่ Institute of Cancer Research ลอนดอน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก The Royal Marsden Cancer Charity กล่าว
AI ในบทบาทของการสนับสนุนการปฏิบัติงานของแพทย์และการดูแลผู้ป่วย
แทนที่จะเชื่อว่า AI จะมาแทนที่แพทย์ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่มองว่า AI ที่นำมาใช้ในเทคโนโลยีด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือที่จะช่วยผู้ปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคาดว่าตลาด AI ด้านการดูแลสุขภาพจะยังคงเติบโตจากมูลค่าเกือบ 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 เป็น 103 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2561
ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเต็มไปด้วยสตาร์ทอัพ AI ด้านสุขภาพ หลายรายมุ่งเน้นไปที่การพัฒนายา การวิเคราะห์จีโนม หรือการตรวจสอบอาการทางโทรศัพท์ และอุปกรณ์สวมใส่ที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม บางรายตั้งใจที่จะปรับปรุงการตรวจหาและวินิจฉัยโรค ซึ่งรวมถึงบริษัทอย่าง Mendelian ที่เพิ่งได้รับการระดมทุนเกือบ 1.5 ล้านปอนด์ ในการเปิดตัวโซลูชันที่ใช้ AI สำหรับการวินิจฉัยโรคหายาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของรัฐบาลในเทคโนโลยี AI

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก็มีสตาร์ทอัพ AI ด้านสุขภาพที่น่าสนใจ โดยเฉพาะระบบ AI เพื่อการวินิจฉัย หนึ่งในนั้นคือ Radiomics จากเบลเยียม ที่มุ่งเน้นไปที่การตรวจจับและการหาปริมาณฟีโนไทป์ของเนื้องอกที่เป็นของแข็งตามการถ่ายภาพมาตรฐานการดูแล ส่วนการวินิจฉัยของ DoMore จากนอร์เวย์ ใช้ AI และการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อเพิ่มค่าการพยากรณ์โรคและการคาดการณ์ของการตรวจชิ้นเนื้อมะเร็ง รวมถึงสามารถช่วยชี้แนะแนวทางการเลือกวิธีการบำบัดที่หมาะสมด้วย
อย่างไรก็ตาม Eric Topol ผู้เขียน Deep Medicine: How Artificial Intelligence Can Make Healthcare Human Again กล่าวว่า โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ AI มอบให้ไม่ใช่การลดข้อผิดพลาดหรือลดภาระงาน หรือแม้แต่การรักษามะเร็ง แต่เป็นโอกาสในการฟื้นฟูสิ่งมีค่าและเวลา ตลอดจนเป็นการให้เกียรติความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยและแพทย์
ที่มา :
- Study suggests AI can predict risk of lung cancer returning using CT scans
- Can AI save lives? Cancer detection study suggests yes














