“การเปิดประตูสู่การทำธุรกิจบนโลกไร้พรมแดน แสวงหาตลาดใหม่จากนักลงทุนต่างประเทศที่กำลังสนใจสตาร์ทอัพไทยไฟแรง” นี่คืออีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ที่ท้าทายของ สตาร์ทอัพไทย ในการ Upskill เพื่อออกจากวงล้อมของตลาดภายในประเทศไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยการเตรียมหาช่องทางใหม่ๆ อย่างการเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ หรือการขยายตลาดข้ามเส้นแบ่งระหว่างประเทศ
โดยตัวอย่างของการก้าวข้ามกรอบของตลาดในประเทศสู่ตลาดระหว่างประเทศและประสบความสำเร็จอย่างมาก นั่นคือสตาร์ทอัพชื่อดังอย่าง Grab ที่ถึงแม้ตอนเริ่มต้นธุรกิจจะเริ่มในประเทศมาเลเซีย แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยการขยายบริการไปในประเทศอื่นๆ ทำให้สามารถดึงดูดเงินจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกลายเป็นสตาร์ทอัพเดคาคอร์น (Decacorn) หรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐรายแรกในอาเซียน
เพื่อเตรียมความพร้อมให้ สตาร์ทอัพไทย ตามรอยความสำเร็จของสตาร์ทอัพชื่อดังร่วมภูมิภาค วันนี้เราจึงขอมาอัปเดตมุมมองสำคัญเกี่ยวกับจุดสำคัญที่ทำให้ สตาร์ทอัพไทย ไม่ได้ไปต่อ พร้อมแชร์ Keyword เบื้องต้นที่เหล่าผู้ประกอบการสตาร์ทอัพต้องรู้! เพื่อนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้อย่างเฉียบคมไปอีกขั้น
รู้ทัน “จุดตาย” ที่ทำให้ สตาร์ทอัพไทย ไม่ได้ไปต่อ จากมุมมองของ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย
ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นายกสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย หรือ “THAI STARTUP” และผู้ร่วมก่อตั้ง iTAX เปิดเผยว่า จากการสำรวจสมาชิกของสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทยและพันธมิตรกว่า 100 ราย พบว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา มียอดธุรกิจรวมกันกว่า 11,558 ล้านบาท เติบโตจากปี 2563 ที่ยอดธุรกิจรวมกันยังไม่ถึง 7,500 ล้านบาท ถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจนและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
แต่ในทางกลับกัน สตาร์ทอัพที่มียอดธุรกิจไม่ถึง 10 ล้านบาทต่อปีอยู่ 53.1% ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ตามด้วยสตาร์ทอัพที่มียอดธุรกิจ 10-30 ล้านบาทต่อปี มีสัดส่วน 22.4%, 30-100 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.2% และสตาร์ทอัพที่ยอดธุรกิจเกิน 100 ล้านบาท มีสัดส่วน 12.6%
โดยจุดชะงักของสตาร์ทอัพไทยประกอบด้วย
70.1% ขาดแหล่งเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ
40.2% ขาดผู้มีทักษะด้านเทคโนโลยี เช่น software engineer , UX/UI Designer
35.5% ขาดการวางโมเดลธุรกิจที่ดี
34.6% ผู้บริหารทำหลายบทบาท ทำให้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ไม่ทันการเติบโต และไม่มีเงินทุนจ้างคนเก่งมาร่วมงาน
31.8% ติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ 30.8% พบปัญหาการทำงานร่วมกับภาครัฐด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
27.1% ติดปัญหาการขยายตลาด
นอกจากนี้ ก็ยังพบปัญหาเรื่องของ “คนไทยขาดความเชื่อใจผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพคนไทยด้วยกัน”
อย่างไรก็ดี สำหรับทางออกของปัญหานี้ นายกสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย มองว่าต้องมีการเสนอรัฐบาลในเรื่องของการสร้างโมเดลเพื่อร่วมลงทุน ผลักดันสตาร์ทอัพไทย
“เราอยากให้มีการร่วมลงทุน 3 ฝ่าย ได้แก่ สตาร์ทอัพ-VC-รัฐบาลไทย โดยให้ภาครัฐเข้ามาช่วยถือหุ้นเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือทั้งกับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ”
“โดยให้ VC เป็นผู้คัดกรองสตาร์ทอัพ ซึ่งเดิมทีเคยมีแต่การให้ทุนเปล่า แต่ยังไม่มีโมเดลดังกล่าวที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ในหลายประเทศอย่างรัฐบาล อินโดนีเซียและมาเลเซีย มีการตั้งกองทุนเพื่อร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง”
“ตัวอย่างของการทำงานร่วมกับภาครัฐจากคณะกรรมการชุดใหม่ คือ การจับมือกับกรุงเทพมหานครเพื่อจัดงาน HackBKK โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจากหลายธุรกิจได้ช่วยกันออกแบบโซลูชันเพื่อประชาชนและตอบโจทย์นโยบายทำกรุงเทพให้เป็นเมืองนวัตกรรม ซึ่งหากโมเดลนี้สำเร็จ จะเป็นการการันตีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและสตาร์ทอัพที่ช่วยพัฒนาเมืองและประเทศ เพื่อขยายผลไปสู่ภาคจังหวัดและท้องถิ่นต่างๆ”

“ส่วนในภาคการศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องการเป็นสตาร์ทอัพก็จะมีภาคสำหรับการบ่มเพาะธุรกิจ ส่วนในภาคธุรกิจหากขาดเครื่องมือ หรือทุน ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การทำตลาด การสร้างแบรนด์ สิ่งเหล่านี้สามารถเข้าใช้บริการ-มาทำงานร่วมกับสมาคมฯ ได้ สำหรับภาครัฐหากอยากจะสนับสนุนทุนให้กับสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับด้านที่สนใจแต่ไม่ทราบถึงข้อมูลเหล่าสตาร์ทอัพก็สามารถเข้ามาพูดคุยเพื่อหาช่องทางการติดต่อกับสตาร์ทอัพเหล่านั้นได้”
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่จำนวน 16 คน จากธุรกิจสตาร์ทอัพหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านสตาร์ทอัพเพื่อทำให้เกิดเป็นเวทีให้สตาร์ทอัพ เกิดแหล่งทุน มองหาการพิชชิ่งกับคู่ค้า มองหาผลประโยชน์ที่คุ้มค่าให้กับ สตาร์ทอัพไทย
“เราอยากเปลี่ยนให้ประเทศไทยจากเดิมที่เป็นผู้บริโภคเทคโนโลยีได้กลายเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี และสามารถส่งออกเทคโนโลยีระดับโลก อยากเปลี่ยนความคิดของคนในประเทศว่าสตาร์ทอัพไทยนั้นเป็นคนเก่ง มีความครีเอทีฟ และมีความสามารถ ซึ่งก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราทำได้ เราสามารถใช้โซลูชันจากสตาร์ทอัพไทยพัฒนาประเทศได้”
NIA ชวนอัปเดต 7 Keywords ที่สตาร์ทอัพต้องรู้ เพื่อเปิดประตูสู่โลกธุรกิจไร้พรมแดน
อีกหนึ่งคอนเทนต์สำคัญที่ต้องมาอัปเดตกัน คือ ข้อมูลน่ารู้จาก NIA หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ให้การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่อยู่ในภูมิภาคร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ทั้งภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดสตาร์ทอัพและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสร้างสินค้าและบริการออกสู่ตลาดได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถขับเคลื่อนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยล่าสุด NIA ได้นำเสนอบทความเพื่ออัปเดต 7 Keywords ที่สตาร์ทอัพไทยควรเข้าใจให้ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ธุรกิจโกอินเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“Incubators”
ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ยังต้องมีที่ปรึกษา เพราะแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีไอเดียเจ๋งๆ มากมายมหาศาล แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนขาดประสบการณ์ อันเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาจากผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่สตาร์ทอัพนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ด้วยกัน และแม้ว่าทั้งคู่จะมีบทบาทคล้ายกันในจุดที่คอยให้คำปรึกษาแต่ก็มีบางจุดที่แตกต่าง ซึ่งสตาร์ทอัพมือใหม่ควรรู้ไว้ก่อนเพื่อจะเข้าไปขอคำแนะนำได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับเป้าหมายของตัวเอง
ถ้าเป็นสตาร์ทอัพที่กำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น กลุ่มผู้สนับสนุนที่ควรเข้าหาก็จะเป็น “Incubators” ซึ่งเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงที่คอยบ่มเพาะสตาร์ทอัพ โดยจะมีหน้าที่ในการให้องค์ความรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีการแนะแนวทางในการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยต่อยอดพัฒนาไอเดียจนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมักจะมีผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมจนก่อตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาได้
“Accelerator”
แต่หากเราเป็นสตาร์ทอัพที่เติบโตมาสักระยะหนึ่ง จนถึงขั้นที่มีสินค้าหรือบริการเป็นของตัวเองแล้วต้องการสร้างความสำเร็จให้เกิดผลขึ้นไปอีกระดับ เราจำเป็นต้องเข้าหา “Accelerator” หรือกลุ่มผู้สนับสนุนที่จะช่วยพัฒนาหลักสูตรเร่งรัด ซึ่งจะให้คำแนะนำในการหาตลาด สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านการปรับปรุงแผนงานที่มีอยู่ ซึ่งเป้าหมายนี้จะต่อยอดจากสิ่งเดิมผ่านสายตาของผู้เชี่ยวชาญภายใต้กรอบระยะเวลาอันสั้น
“Demo Day”
สำหรับสตาร์ทอัพแล้วจะต้องจดจำวัน “Demo Day” ไว้ให้ดี เพราะในวันนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้แจ้งเกิด โชว์แนวคิด พร้อมกับผลงานของตัวเองสู่สายตาของนักลงทุน ภาคเอกชน และคนอื่นๆ ที่สนใจ รวมทั้งยังได้ใช้พื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการออกไปให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดย Demo Day นั้นจะมีทั้งการนำเสนอข้อมูล พบปะพูดคุยแบบส่วนตัวกับนักลงทุนที่มารวมตัวกันเพื่อมองหาโมเดลธุรกิจที่สนใจจะให้การสนับสนุนนั่นเอง
ต่อมาอีก Keyword สำคัญที่จะนำไปสร้างบทสนทนากับคนในระบบนิเวศสตาร์ทอัพก็คือ “Traction” หรือผลตอบรับจากลูกค้า ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันความสำเร็จของธุรกิจในขั้นต้น โดย Traction นี้จะเป็นไปได้ทั้งรายได้ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการที่กลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเห็นแนวโน้มและความคุ้มค่าในการสนับสนุน แน่นอนว่า Traction จะได้มาเมื่อสินค้าหรือบริการของเรามีการทดลองออกสู่ตลาด ก่อนจะตามมาด้วยข้อแนะนำเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาจากลูกค้า ซึ่งบางครั้งก็เป็นที่มาในการระดมหาเงินทุนเพื่อแก้ไขด้วยเช่นกัน
“Pitch Deck”
และในงาน Demo Day สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้เลยก็คือ “Pitch Deck” ซึ่งจะเป็น Presentation ที่ใช้เพื่อสื่อสารบอกเล่า แนะนำธุรกิจของเราแบบสั้นๆ ต่อนักลงทุน ลูกค้า หรือคู่ค้าที่น่าสนใจเพื่อชวนเข้ามาส่งเสริมความแข็งแกร่งของทีม
โดยสำหรับการทำ Pitch Deck นี้ เราสามารถนำเสนอขายได้อย่างอิสระ แต่ก็มีข้อมูลบางส่วนที่จำเป็นต้องเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างความเข้าใจต่อธุรกิจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่ง จุดแข็ง ปัญหาที่ต้องการแก้ไข วิธีการแก้ไข ขนาดของตลาด Traction Business Model และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ Vision ขององค์กร ที่จะต้องสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจตัวตนของธุรกิจอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน
ถ้าสามารถนำเสนอและได้รับเสียงตอบรับที่ดี ย่อมตามมาด้วยการพูดคุยเจรจา และการเซ็นสัญญาที่สตาร์ทอัพรอคอยในที่สุด

“Deep-dive meeting”
แม้การขายที่น่าสนใจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหาเงินได้ระดับหนึ่ง แต่อีกสิ่งสำคัญซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังก็คือ “Deep-dive meeting” หรือการพูดคุยแบบเจาะลึก โดยนักลงทุนหรือผู้ที่สนใจให้การสนับสนุนจะติดต่อเข้ามา เพื่อให้สตาร์ทอัพเข้าไปทำความรู้จักกันในระดับที่ลงลึก ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้จะเป็นเหมือนการผ่านประตูคัดสรรอีกบาน ที่เราจะต้องเตรียมตัวตอบคำถามยากๆ เพื่อให้นักลงทุนเห็นศักยภาพภายในบริษัทของเราอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
“Term sheet”
และในที่สุด! เมื่อการนำเสนอแผนสำเร็จ นักลงทุนตกลงให้การสนับสนุน ก็ต้องมาถึงขั้นตอนอย่างการลงนามใน “Term sheet” หรือเงื่อนไขสัญญาการลงทุนระหว่างสตาร์ทอัพและนักลงทุน ซึ่งจะเป็นเอกสารหลักฐานที่มีรายละเอียดต่างๆ เพื่อกำหนดการทำงานและเป้าหมายในการลงทุน โดยที่ภายใน Term sheet นี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น มูลค่าของบริษัท สิทธิของนักลงทุน ดอกเบี้ย เงื่อนไขที่จะจ่ายเงินปันผล เงื่อนไขในการไถ่ถอนเงินลงทุนคืน และข้อพิจารณาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
ที่มา :
- รายงานข่าวเรื่อง “THAI STARTUP ชี้ 70% ของสตาร์ทอัพไทยไปต่อไม่ได้เพราะขาดแหล่งทุน-ซอฟต์แวร์”By กัญญาภัค ทิศศรี จากเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ
- บทความ เรื่อง “รวม 7 Keywords ที่สตาร์ทอัพต้องรู้! เปิดประตูสู่โลกธุรกิจไร้พรมแดน” จากเว็บไซต์ NIA
อัปเดตเทรนด์สตาร์ทอัพน่าสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ
มองรอบด้านให้เจอ 10 ข้อดี กับการได้ทำงานกับองค์กร SMEs & สตาร์ทอัพ

















