ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคงพอจะมองเห็นรูปร่างของรัฐบาลชุดใหม่ว่าพรรคไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ ท่ามกลางวิกฤตการณ์รอบด้าน และปัญหามากมายที่ต้องเร่งแก้ไขในทันที โดยเฉพาะ 2 ประเด็นหลัก ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. นำเสนอเป็นวาระเร่งด่วนให้รัฐบาลดำเนินการคือ
1. การพัฒนามนุษย์ หรือ Human Development
กกร. อยากให้รัฐบาลกำหนด นโยบายการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) เป็นวาระแห่งชาติ โดยการสนับสนุน ระบบการจ่ายค่าจ้างแรงงานตามทักษะฝีมือ (Pay by Skill) และการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล เพิ่มศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งขยายมาตรฐานฝีมือแรงงาน และอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ สอดรับกับอัตราตอบแทนค่าจ้าง และส่งเสริมนโยบาย “คูปองฝึกทักษะ Re-Skill & Up-Skill” เพื่อสามารถนำไปรับการฝึกทักษะที่ต้องการได้จากผู้ให้บริการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ อีกทั้งควรทำให้เกิดการบูรณาการ การพัฒนาบุคลากรทั้งระบบ มีการจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการฝึกอบรม Up-skill/Re-skill/Multi-skill/Future-skill และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และแก้ไขปัญหา Skill Mismatch โดยเฉพาะด้านการผนวกและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมาตรการในการดึงดูดและการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก Global tech talents เพื่อให้ประเด็นด้านแรงงานไม่เป็นอุปสรรคของประเทศในการดึงดูดการลงทุน รวมถึงให้แรงงานไทยมีทางรอดจาก Technology Disruption

ขณะที่การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทย ควรกำหนดทิศทางของประเทศไทยในการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจเพื่อผลิตกำลังคนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดทำข้อมูลฐานแรงงานของประเทศไทย (Big Data) เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนากำลังคนทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน และสนับสนุนนโยบายกองทุนเพื่อการปรับปรุงเครื่องจักรและองค์ความรู้ (Knowhow) สำหรับผู้ประกอบการ ตลอดจนมีการเจรจานำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ เพื่อมาทดแทนแรงงานต่างด้าวที่ขาดแคลน ซึ่งการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย ควรจัดทำยุทธศาสตร์และแผนงานนำเข้าแรงงานต่างด้าวระยะยาว พร้อมทั้งจัดระเบียบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวระบบใหม่ผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและการคุ้มครองสิทธิ
ส่วนการปรับอัตราตอบแทนค่าจ้างหรือค่าจ้างขั้นต่ำ ที่แต่ละพรรคหาเสียงว่าจะปรับขึ้นเท่านั้นเท่านี้ ในความเป็นจริง การปรับอัตราค่าตอบแทนควรเป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยใช้กลไกการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และใช้หลักเกณฑ์การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
2. มาตรการช่วยเหลือ SME
กกร. มองว่า SME ยังมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน มาตรการช่วยเหลือกลุ่ม SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมีความจำเป็นมาก รัฐบาลควรมีมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง มาตรการบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ การเลื่อนการชำระหนี้ ลดภาระหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้ มีความจำเป็น เพื่อผู้ประกอบการมีโอกาสกลับมาแข่งขันได้อย่างเข้มแข็ง การปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับทิศทางรายได้ของธุรกิจและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและทำให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ บนพื้นฐานของการส่งเสริมการรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลต้องปลดล็อกให้ SME เข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้มากขึ้น รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่ ผ่านการส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือกในการพิจารณาสินเชื่อ (Alternative credit scoring) บนหลักคิดของ Information-based lending มากขึ้น สนับสนุนวงเงินและเพิ่มสัดส่วนการชดเชยความเสียหาย ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนช่วยอุดหนุนค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อยาวนานขึ้น เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบอย่างทั่วถึงมากขึ้น (Financial Inclusion)













