เปิดโปรไฟล์ EEC Model Type A & B ต้นแบบการจัดการศึกษายุคใหม่ “สร้างคนอย่างไรให้โดนใจภาคอุตสาหกรรมไทย?”

ในวันนี้ เมื่อกล่าวถึงการจัดการศึกษาในรูปแบบ EEC Model Type A & B หลายคนอาจเริ่มคุ้นหูกันแล้ว เพราะความสำเร็จของการปรับสร้างการศึกษารูปแบบใหม่นี้ได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ต้นแบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรในภาคการศึกษา” ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อน เปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เข้าสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ แนวทางการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ EEC Model Type A & B เป็นผลลัพธ์จากการตกผลึกในการปฏิรูปแนวคิดทางการศึกษายุคใหม่ตามแนวคิด Demand driven ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการสร้างความร่วมมือในระบบเครือข่ายการศึกษาทั้งในระดับอาชีวะและระดับอุดมศึกษา และพัฒนาไปสู่การปรับสร้างโครงสร้างใหม่ของระบบนิเวศการศึกษาหรืออีโคซิสเตมของระบบการศึกษา สร้างต้นแบบการศึกษาไทย ที่หลุดออกจากกรอบระบบเดิมมาสู่ฉากทัศน์ใหม่ ทำให้เกิดต้นแบบความสำเร็จในการผลิตกำลังคนได้แบบตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซี
และเพื่อประมวลผลความสำเร็จของการนำ EEC Model Type A & B ไปต่อยอดและปรับสร้างรูปแบบการศึกษาใหม่ในพื้นที่อีอีซี คณะทำงานประสานงานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) จึงได้จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในประเด็นการผลิตกำลังคนให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซี ขึ้น โดยภายในงาน ได้รับความสนใจจากทั้งตัวแทนจากสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรม และศูนย์ความเชี่ยวชาญงานอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน และตัวแทนจากสถานประกอบการ บริษัท ในภาคอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟังกันอย่างพร้อมเพรียง

ฉายภาพการก่อเกิด EEC Model Type A & B การนำไปปรับใช้จริง สร้างความก้าวหน้าให้การศึกษาในพื้นที่อีอีซี

ดร.ณิชากร ทองเปลว ผู้อำนวยการสำนักประสานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา (EEC HDC) กล่าวรายงานเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นของแนวคิดในการเกิด EEC Model Type A & Type B ว่า
“การสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปแบบ EEC Model ในประเด็นการผลิตกำลังคนให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซี ในวันนี้ เป็นวาระสำคัญที่ทาง EEC HDC ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเรียนรู้แลกเปลี่ยนพัฒนาบุคลากร ให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ให้มีมูลค่า มีทักษะปฏิบัติที่จำเป็น มีความเชี่ยวชาญ ให้มีปริมาณและคุณภาพเพียงพอที่จะยกระดับความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการขับเคลื่อนเป้าหมายของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ในขณะนี้เร่งสร้างการลงทุน ขยายการเติบโตของเศรษฐกิจมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”
“โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้เชิญผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามรูปแบบ EEC Model ใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา หรือ EEC Model Type A เป็นกลุ่มที่มีความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม โดยการจับคู่จัดการศึกษาในหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยมีบทเรียนที่ดีจากสถาบันอาชีวศึกษา อาทิ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี”
ดร.ณิชากร ทองเปลว ผู้อำนวยการสำนักประสานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา (EEC HDC)

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย

เมคคาทรอนิกส์

“ส่วนในระดับอุดมศึกษา ได้ขับเคลื่อน EEC Model Type A ผ่านรูปแบบ CWIE (Cooperative and Work Integrated Education Program) คือ หลักสูตรการเรียนการสอนในลักษณะร่วมผลิตระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)”
“รวมทั้งขยายผลการศึกษา EEC Model Type A เพื่อร่วมสร้างบทเรียน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับการศึกษาของประเทศ บนฐานความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ที่ส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่ และหยุดความสูญเปล่าให้กับการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ”
“กลุ่มต่อไปเป็นความร่วมมือในการพัฒนา ยกระดับทักษะบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมด้วยการฝึกอบรมระยะสั้น ในรูปแบบ EEC Model Type B เพื่อยกระดับ เสริมสร้างสมรรถนะให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ปรับตัวสร้างความก้าวหน้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนบนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรมที่มีศักยภาพ มีส่วนพัฒนาบุคลากรให้กับพื้นที่อีอีซีอย่างต่อเนื่องเสมอมา”
“ดังนั้น การจัดสัมมนาในวันนี้ ก็เพื่อนำเสนอความคิดเห็นและประสบการณ์ที่สำคัญจากความร่วมมือในการผลิตบุคลากรทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายความร่วมมือแนวใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตอบโจทย์การพัฒนาการศึกษาให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยียุคใหม่ต่อไป”

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษา และพื้นที่ และประธานคณะทำงานประสานงานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC)

สังคมไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่ “การศึกษาใหม่” สร้างคนให้ตรงกับงาน ด้วย EEC Model Type A & B

ในโอกาสนี้ ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษา และพื้นที่ และประธานคณะทำงานประสานงานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาครั้งนี้ถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่ การศึกษาใหม่ ที่มุ่งผลิตและพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เครื่องมือ “EEC Model Type A & Type B” ว่า
“การพัฒนาบุคลากรในภาคการศึกษา เราเริ่มมาจากการต่อรูปความร่วมมือในระบบเครือข่ายของการศึกษาทั้งในระดับอาชีวะและระดับอุดมศึกษา และพัฒนาไปสู่การปรับสร้างโครงสร้างใหม่ของระบบนิเวศการศึกษาหรืออีโคซิสเตมของระบบการศึกษา ที่ทำให้ออกจากระบบเดิมมาสู่ระบบใหม่ และนำมาสู่การพัฒนา ผลิดอกออกผลเป็น EEC Model ทั้ง Type A & Type B
“และการพัฒนาภาคการศึกษาเป็นหนึ่งในมิติของการพัฒนาในอีอีซีที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านอื่น โยการพัฒนาทุกด้านในอีอีซี เราต้องการการพัฒนาที่ให้ผลลัพธ์แบบ “ก้าวกระโดด” หลุดออกจากกรอบเดิม ทุกการปรับเปลี่ยนต้องทำให้เกิดความก้าวหน้าใหม่”
“ดังนั้น การพัฒนาในด้านคนและการศึกษา ที่ผ่านมาเราพัฒนา ปรับสร้าง ตั้งแต่การศึกษาพื้นฐาน ที่เคลื่อนไปสู่ อาชีวศึกษา และ อุดมศึกษา ที่ใช่แค่เป็นการซ่อมแซมการศึกษา แต่เราปฏิบัติการเปลี่ยนอีโคซิสเตมของการศึกษาร่วมกันทั้งระบบ ทำให้มีพลังที่จะเคลื่อนการศึกษาจากโลกใบเก่าที่ตอบโจทย์แบบ Labor Intensive เข้ามาสู่โลกใบใหม่และแม่นตรงตามความต้องการได้”

“เพราะการศึกษาแบบเก่าผลิตบุคลากรเพื่อไปทำงานแบบไม่มีทักษะในด้านเทคโนโลยี การศึกษาไทยจึงแยกออกจากข้อเท็จจริง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ตอนที่ได้มารับมอบหมายให้ทำงานด้านการศึกษาในอีอีซีในช่วงแรก มีบัณฑิตตกงานอยู่ประมาณปีละ 3-5 แสนคน นั่นเป็นเพราะการผลิตคน ทรัพยากรมนุษย์ ถูกแยกออกจากโลกความเป็นจริงของการทำงาน ทำให้กังคนที่ผลิตมาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ”
“ด้วยเหตุนี้เอง ที่ผ่านมา เราได้มาทำงานร่วมกัน สร้างกรอบคิดใหม่ตามแนวทาง อุตสาหกรรม 4.0 ปรับการศึกษามาเป็นสูตร Demand Driven Education ซึ่งหัวใจสำคัญของ อุตสาหกรรม 4.0 คือ ความก้าวหน้าใหม่ของเทคโนโลยี ดังนั้นเราจึงปรับการศึกษาให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยให้ภาคการศึกษาจับมือกับภาคอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิต มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ร่วมกันจัดการศึกษาแบบใหม่ที่ใช้คนในการเชื่อมประสานกับพลังของเทคโนโลยี ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการทำงานในโลกยุคใหม่ โดยคนทำงานต้องมีทักษะด้านเทคโนโลยี เช่น Ai, IoT, Big Data, ระบบคลาวด์คอมพิวเตอร์ ทั้งหมดนี้จะเข้ามาเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำงานในโลกยุคใหม่ในทุกอุตสาหกรรม”
“และเราได้มีการสร้างเครือข่ายทางความคิดขึ้น โดยตั้งศูนย์เครือข่ายความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อมาปรับสร้างอีโคซิสเตมใหม่ อย่าง นักศึกษาก็จะเรียนและฝึกทักษะด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศมากขึ้น เรียน STEM เรียน Coding และทั้งภาคอาชีวศึกษา อุดมศึกษา ก็มีการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับหลักสูตรด้วยชุดความรู้ใหม่ ชุดหลักสูตรใหม่ ซึ่งมีทางภาคอุตสาหกรรมมาเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการผลิตบุคลากรให้กับสถาบันการศึกษา และทางสถาบันการศึกษาก็มีหน้าที่ขับเคลื่อนไปสู่ความก้าวหน้าในการสร้างบุคลากรยุคใหม่ได้ในที่สุด”

“ทั้งนี้ที่ผ่านมา ในภาคอุดมศึกษา ก็เกิดหมุดหมายใหม่ที่น่าชื่นชม ทั้งความเปลี่ยนแปลงในการผ่อนคลายกฎระเบียบ และการออกกฎระเบียบใหม่ อยากการออกหลักสูตรที่เป็นแซนด์บ็อกซ์ ที่ปฏิวัติ หรือ Overrule กฎเก่าๆ ที่พัฒนามาสู่การผลิตในยุคใหม่ที่ตรงตามความต้องการได้ หรือมาตรฐานหลักสูตรก็ได้รับการปรับใหม่ เปิดธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ หรือ Credit Bank ขึ้น ปรับจากระบบหน่วยกิจเป็นระบบโมดูล Module ทั้งหมดนี้เป็นโครงสร้างที่สามารถปรับเปลี่ยนอีโคซิสเตมของการศึกษาไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”
“ส่วนการจัดการศึกษา หลักสูตรอบรมระยะสั้นในรูปแบบของ EEC Model Type A และ Type B ซึ่งที่ผ่านมาเราทำมาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับว่าประสบความสำเร็จและมีต้นแบบที่น่าชื่นชมไม่น้อย ดังนั้น การนำระบบ EEC Model เข้ามาสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าใหม่ในภาคการศึกษาทั้ง Type A และ Type B ก็จะเป็น Success Case study ที่จะนำมาพูดคุยกันในวันนี้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกันว่า ทั้งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมจะเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจการผลิตบุคลากรได้อย่างไร”
“แน่นอนว่า ใน EEC Model Type A จะเป็นการจัดการศึกษาที่คู่กันไประหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ จึงมาออกแบบหลักสูตรร่วมกัน ส่วน Type B ก็จะแบ่งออกเป็นทางภาคสถาบันการศึกษาที่ไปจับมือกับภาคอุตสาหกรรม ผลิตบุคลากร ปรับทักษะ สมรรถนะ ให้ตรงกับความต้องการเพื่อขับเคลื่อน อุตสาหกรรม 4.0 ต่อไป”

“อีกส่วนหนึ่งก็มาจากศูนย์เชี่ยวชาญในการอบรมให้กับภาคอุตสาหกรรมแต่ละด้าน เช่น NECTEC หรือ สวทช. ที่ไปฝึกอบรมครู นักเรียน หรือสถาบันฝึกอบรมภาคเอกชน หรือ กึ่งเอกชน เช่น สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ MARA เป็นต้น”
“โดยภารกิจที่กล่าวมา ในการจัดการศึกษาในแบบ EEC Model Type A และ Type B ก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักประสานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา (EEC HDC) ที่อยู่ในสังกัด สำนักการศึกษาพัฒนาบุคลากร สกพอ. เป็นหน่วยงานเดียวที่มีออฟฟิศในพื้นที่ ในมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งจะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ให้มาทำงานร่วมกัน โดยมุ่งผลจากการจัดการศึกษาในแบบ EEC Model Type A และ Type B นั่นเอง”
“ที่สุดแล้วเราคาดหวังว่าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของเราจะสร้างผลลัพธ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กำลังคนของไทย ผ่านการจัดการศึกษาในแบบ Demand driven ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของภาคสถานประกอบการ ปรับอีโคซิสเตมในด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนของชาติได้อย่างยั่งยืน”

ในงานสัมมนาครั้งนี้ยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจให้ได้ติดตามต่อกันในบทความต่อไป อย่าง “ประตูแห่งความสำเร็จของการจัดหลักสูตร Type A เพื่อการสนับสนุนการผลิตกำลังคนอย่างมีคุณภาพ” ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ” และการบรรยาย เพื่อทำความเข้าใจใน “การจัดการศึกษา ตามแนวทาง Demand Driven Education (CWIE + EEC Model Type A)” ตลอดจนการเสวนาในหัวข้อ “ตัวอย่างต้นแบบในการพัฒนาบุคลากร EEC Model Type B และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด” ซึ่งทางเว็บไซต์สาลิกา จะนำมาเสนอในบทความชิ้นต่อไป

การปรับสร้างการศึกษาใหม่ในพื้นที่อีอีซี

ติดอาวุธ ครูในพื้นที่ EEC ให้พร้อมสร้างบุคลากรคุณภาพ ตอบโจทย์การแพทย์สมัยใหม่ ด้วยหลักสูตรแพทย์และสุขภาพฉบับอัปเดต

ตามติดภารกิจ ศูนย์ ENMEC กับผลงานการพัฒนาบุคลากร วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม 4.0 ใน EEC

ปฏิบัติการ EEC โมเดล: ปรับฐานสมรรถนะการพัฒนาคน-สร้างการศึกษาตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป-เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

Previous article10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ เปลี่ยนผ่านประเทศสู่ ‘รัฐบาลดิจิทัล’ เต็มขั้น
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.144
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์