3 วิทยาลัยอาชีวศึกษา & สถานประกอบการ ต้นแบบ ใช้ EEC Model Type A ผลิตบุคลากรคุณภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม 4.0

“EEC model Type A เกิดขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรใหม่ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมขึ้น โดยให้ภาคอุตสาหกรรมสนับสนุนทุนการศึกษา และร่วมจัดทำหลักสูตรกับสถาบันการศึกษา ฯ (ทั้งระดับอาชีวะและมหาวิทยาลัย) ร่วมคัดเลือกผู้เรียนเข้าเรียนในหลักสูตรที่ออกแบบร่วมกันให้มีทักษะสมรรถนะการทำงานตามต้องการของสถานประกอบการ ทั้งภาคทฤษฎี-ปฏิบัติ จนจบการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีหรือสูงกว่าฯ เป็นการเรียนในห้องเรียนคู่กับในโรงงานจริงจนจบการศึกษา เมื่อเรียนจบจะได้งานทำทันที เป็นเงินเดือนที่สูงกว่าปกติร้อยละ 25 ถึง 30 การจัดการศึกษาโมเดลนี้ จึงช่วยหยุดความสูญเปล่า ปรับฐานสมรรถนะทักษะความรู้ในเส้นทางอาชีพได้ต่อเนื่อง สร้างการศึกษาตลอดชีพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี มีการทำงานที่มีอนาคต”

จากคำอธิบาย รูปแบบการจัดการศึกษายุคใหม่ EEC model Type A ในบทความเรื่อง “ปฏิบัติการ EEC โมเดล: ปรับฐานสมรรถนะการพัฒนาคน-สร้างการศึกษาตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป-เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ” โดย ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษา และพื้นที่ และประธานคณะทำงานประสานงานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ทำให้ได้ทราบถึงคำนิยามของ EEC model Type A ในเบื้องต้น และทราบว่าการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้มีคุณูปการต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง

ทว่า ในวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อแชร์ความสำเร็จของการจัดการเรียนในรูปแบบ EEC Model Type A คณะทำงานประสานงานการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ประตูแห่งความสำเร็จของการจัดหลักสูตร Type A เพื่อการสนับสนุนการผลิตกำลังคนอย่างมีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ” เพื่อแชร์ประสบการณ์จากผู้ที่นำ EEC Model Type A ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง อย่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสถานประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ
โดยงานเสวนาในครั้งนี้จะทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพความสำเร็จร่วมกันของการนำโมเดลการปรับสร้างการศึกษาที่เหมาะสมกับการผลิตบุคลากรตอบสนองภาคอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้อย่างเด่นชัดขึ้น

วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ & บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมผลิตบุคลากรแอโร่สเปซ ให้ทันการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน

“สำหรับ ซีเนียร์ แอโรสเปซ เราอยู่ในอุตสาหกรรมแอโร่สเปซที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราจำเป็นต้องเปิดรับบุคลากรที่จะเข้ามาทำงาน  โดยในส่วนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาก็มีไม่กี่แห่งที่เปิดสอนในด้านแอโร่สเปซ ส่วนใหญ่มักจะเป็นสถาบันที่เปิดสอนในด้านแออโตโมทีฟ หรือยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการที่เราจะหาคนที่มีความสามารถ พร้อมใช้งาน เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย”
พิมพนิจ ขุนทรง ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด
พิมพนิจ ขุนทรง ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มเกริ่นให้ทราบถึงสภาพปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมแอโรสเปซต้องเผชิญ กับการขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ พร้อมใช้งาน และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทางบริษัท ร่วมมือกับ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อผลิตบุคลากรร่วมกัน
“เพราะวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เปิดสอนในด้านอุตสาหกรรมการบินและแอโร่สเปซมานาน เราจึงตัดสินใจทำความร่วมมือกับทางวิทยาลัยมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจากการทำงานร่วมกัน เราเล็งเห็นว่า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบมีศักยภาพและมีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตกำลังคนแอโร่สเปซ นอกจากนั้น ด้วยข้อดีตรงที่ บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ และ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ก็อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรีเหมือนกัน ทำให้การทำงานร่วมกันในด้านการพัฒนาบุคลากรก็ง่ายขึ้น”
“จุดประสงค์หลักของการทำงานร่วมกันกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ คือ เราจะสร้าง Technical Training Center ที่มีเทคโนโลยีสามารถรองรับในเรื่องการผลิตและพัฒนาคนตามที่ ซีเนียร์ แอโร่สเปซ ต้องการ เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพที่มีคุณสมบัติ ตรง หรือพร้อมใช้ ซึ่งหลักสูตรที่ทาง ซีเนียร์ แอโร่สเปซ ทำร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ คือ หลักสูตร ปวส. สาขาเทคนิคการผลิตสาขางานการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โดยแต่เดิม ทางวิทยาลัยก็ได้เปิดสอนในหลายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน แต่ก็ยังไม่ตรงทีเดียว เราจึงได้ร่วมมือกัน เพื่อปรับสร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมา”
“โดยหลักสูตรที่สร้างขึ้นร่วมกันนี้ เป็นหลักสูตร Custom Made ก็ว่าได้ เพราะเรามาดูร่วมกันเลยว่า ในการทำงานที่ ซีเนียร์ แอโร่สเปซ ต้องการบุคลากรที่มีทักษะในด้านใดบ้าง เช่นการใช้ Machining เครื่อง CMM, CMC ต่างๆ ไปจนถึง เรื่องของการ Inspection หรือตรวจสอบคุณภาพ เพราะเมื่อเป็นชิ้นส่วนอากาศยาน มาตรฐานความปลอดภัย ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เมื่อได้ความต้องการชัดเจน เราก็มาพูดคุยกันว่า ส่วนไหนที่วิทยาลัยขาดเรื่องของบุคลากรผู้สอนที่เชี่ยวชาญ ทาง ซีเนียร์ แอโร่สเปซ ก็จะส่งพนักงานผู้เชี่ยวชาญไปช่วยสอน”
“เมื่อได้หลักสูตรร่วมกัน ก็มาทำความตกลงกัน เพื่อเริ่มการเรียนในแบบ EEC Model Type A ซึ่งหลักสูตรนี้จะใช้เวลา 2 ปี ในปีแรกจะปูพื้นความรู้ทางวิชาการ ส่วนปีที่ 2 น้องๆ จะเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่ ซีเนียร์ แอโร่สเปซ ทั้งปี โดยมีการฝึกงานและทำโปรเจ็กต์เพื่อจบ ซึ่งระหว่างที่อยู่กับเรา ทางบริษัทก็จะออกทุนการศึกษาให้ และมีค่าครองชีพให้กับน้องๆด้วย โดยเมื่อน้องๆ จบมา ทางซีเนียร์ก็จะรับเข้าทำงานเลย แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ที่น้องๆ อยากเรียนต่อในระดับบปริญญาตรี ทาง ซีเนียร์ ก็ไปสานความร่วมมือต่อกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งจะได้เข้าไปเรียนในหลักสูตรเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล สาขาวิชาผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน”
“ส่วนความร่วมมืออื่นๆ ระหว่างวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และ ซีเนียร์ แอโร่สเปซ คือ ทาง ซีเนียร์ ก็จะไปวางระบบ Technical Training Center ให้ที่วิทยาลัย โดยทาง ซีเนียร์ ก็จะไปจับมือกับ บริษัทที่เป็นพันธมิตร เป็นเครือข่ายและซัพพลายเชนที่ทำเกี่ยวกับ เครื่องจักร ในอุตสาหกรรมแอโร่สเปซ เพื่อขอความสนับสนุน มอบเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาที่ ศูนย์ Technical Training Center”
อาจารย์อรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
ด้าน อาจารย์อรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ได้กล่าวเสริมถึงความร่วมมือกับ บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ (ประเทศไทย) ในการผลิตบุคลากรด้านแอโรสเปซว่า
“ในการทำงานร่วมกัน ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ เราต้องทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จ คือ ความเข้าใจที่ตรงกัน และร่วมผลิตบุคลากร ปรับสร้างการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมไปด้วยกัน”
“ดิฉันเป็นเป็นผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบที่รับไม้ต่อมาจาก อาจารย์วัชรินทร์ ศิริพานิช อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ผู้ริเริ่มแนวทางการจัดการเรียนการสอนในแบบ สัตหีบโมเดล ซึ่งเป็นต้นแบบให้เกิดการจัดการเรียนการสอน EEC Model ในวันนี้ โดยในครั้งแรกที่มารับตำแหน่ง มองว่าความท้าทายอยู่ที่ช่องว่างระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ที่มองว่าสถาบันการศึกษาก็ผลิตนักศึกษาออกมาไม่ตรงกับความต้องการของทางสถานประกอบการ ดังนั้นทางออกของปัญหานี้ คือการเชิญชวนให้บริษัทมาทำความร่วมมือกับทางวิทยาลัยฯ ในทุกขั้นตอน”
“ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การเลือกคนเข้ามาในกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร วางหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างไรให้เหมาะสม ตลอดจนร่วมแก้ปัญหาโดยให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ซึ่งบริษัทก็จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว ก็เป็นประโยชน์กับบริษัทด้วยในการลงทุนแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน สุดท้ายถ้าร่วมมือกัน ก็จะเกิดการเตรียมคนที่เหมาะสม และสถานประกอบการก็จะเป็นแหล่งฝึกงานให้กับวิทยาลัย เท่ากับเป็นการเติมเต็มทางการศึกษา ปลายทางเราจึงสามารถรับนักศึกษาเข้าทำงานได้เลยทันที”
“ด้วยการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบนี้ ย่อมตอบสนองกับเจตจำนงค์ของสถานศึกษา ที่จะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราได้มีงานทำ สถานประกอบการก็พึงพอใจที่รับลูกศิษย์เราเข้าไปทำงาน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์เกณฑ์ประกันคุณภาพพื้นฐานของสถานศึกษาอยู่แล้วว่าเมื่อผลิตคน ก็ต้องเป็นการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นั่นเอง”

สำหรับ การจับมือกันของ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และ บริษัท ซีเนียร์ แอโรสเปซ (ประเทศไทย) ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการ EEC ที่ให้เกียรติมาเป็นผู้ดำเนินงานเสวนา ได้ให้ความเห็นต่อความร่วมมือครั้งนี้ด้วยว่า
“บทเรียนสำคัญที่ได้จากความร่วมมือของ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และ ซีเนียร์ แอโร่สเปซ คือ ความร่วมมือที่ทำกัน ไม่ได้ต้องเป็นแค่เพียง 2 ฝ่ายอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่แค่สถานศึกษา กับ บริษัทเท่านั้น แต่มีทั้ง สถาบันการศึกษาอื่นๆ รวมถึง บริษัทในวงการอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่พร้อมมาเป็นพันธมิตร สนับสนุนในด้านต่างๆ ซึ่งโมเดลนี้ดีกว่าการทำงานร่วมกันแล้วต้องมาเซ็น MOU เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเป็นการทำงานแบบทีมเดียวกัน และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เป็นการพัฒนาบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้จริง”

วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย & บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตบุคลากรทักษะสูง ตอบโจทย์มาตรฐานบุคลากรระดับโลก

“บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียล (ประเทศไทย) จำกัด มีบริษัทแม่ หรือ Headquarter อยู่ที่ โคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในลำดับต้นๆของโลก ที่ผลิตผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการของ กองทัพสหรัฐอเมริกา และ องค์กรนาซ่า โดยเราเป็นผู้ผลิต Advanced Engineering Ceramic เป็นเซรามิกวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรม อย่าง เซนเซอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม Automotive หรือยานยนต์ ซึ่งเป็นเซนเซอร์ที่ทำจากเซรามิก เพราะฉะนั้นรถยนต์ทุกประเภทโดยเฉพาะกลุ่ม EV จะมีชิ้นส่วนเซรามิกอยู่ในพาร์ทที่เป็นเซ็นเซอร์ของ EV นอกจากนั้น ยังผลิต ลูกปืนที่ใช้ในรถยนต์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีความละเอียด และเป็น Know how ที่ถ่ายทอดกันค่อนข้างยาก”
จุรีรัตน์ กิ่มนางรอง ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียล (ประเทศไทย) จำกัด
จุรีรัตน์ กิ่มนางรอง ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวแนะนำบริษัท พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทาง โคร์สเทก ผลิตซึ่งเป็นชิ้นส่วนทางวิศวกรรมชั้นสูงที่ต้องอาศัยทักษะแรงงานเฉพาะทาง ส่งผลให้การหาบุคลากรที่จะมาทำงาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
และเช่นกัน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทาง โคร์สเทก ทำความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ที่ได้มาขยายฐานการผลิต ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก หรือ อีอีซี และ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เป็นหนึ่งในสถาบันอาชีวศึกษา ที่โคร์สเทก ทำความร่วมมือที่จะผลิตบุคลากรร่วมกัน
“ก่อนหน้าที่เราจะมาตั้งฐานการผลิตที่เมืองไทย เราไปศึกษาถึง 24 ประเทศ เพราะ 100 กว่าปี ที่ก่อตั้ง โคร์สเทกมา ไม่เคยมีฐานการผลิตนอกประเทศสหรัฐฯ ประเทศทางยุโรป หรือญี่ปุ่น เกาหลี และเมื่อมีกลยุทธ์ใหม่ที่เราต้องการเป็นฮับของเอเชียแปซิฟิก ก็เลยจะมาหาฐานการผลิตในภูมิภาคนี้ ซึ่งเลือกอยู่ 2 ประเทศ คือ ไทย กับ เวียดนาม และทางโคร์สเทก ก็เลือกประเทศไทย โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกไทย คือ Skill หรือ ทักษะแรงงาน ที่ไทยมีความได้เปรียบทางเวียดนามมาก”
“และที่ผ่านมา เมื่อ โคร์สเทก ไปขยายฐานการผลิตที่ไหน สิ่งแรกที่ต้องดูก่อน คือ Skill หรือ ทักษะแรงงาน โดยเราต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูงพอสมควร เนื่องจากในธุรกิจนี้ โคร์สเทก เป็นบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่ง ที่มาขยายฐานการผลิตชิ้นส่วนที่ผลิตจากเซรามิกสำหรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในไทย”
“นี่เป็นจุดตั้งต้น ที่ทำให้เราสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาบุคลากร กำลังคน ร่วมกับทางวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย โดยเราได้ร่วมกันสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน 2 ปี ขึ้น ปีแรกก็เรียนที่ทางวิทยาลัย พอในปีที่ 2 ก็จะไปเรียนรู้ในสถานประกอบการ โดยทาง โคร์สเทก ก็จะดูแลนักศึกษาเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่นักศึกษาแต่ละรุ่นจะได้เมื่อเข้าไปฝึกงานที่ โคร์สเทก คือการถ่ายทอดความรู้จากพนักงานที่ได้รับการอบรมจากที่ Headquarter ที่สหรัฐฯ ซึ่งต่อไปเรามีแผนที่จะตั้ง โคร์สเทก อคาเดมี่ ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมของทางโคร์สเทก”
“ในการเทรน จะมีสองส่วน ส่วนแรก คือ ความละเอียดของเครื่องมือวัด ซึ่งนักศึกษาที่เข้าไปเทรนจะได้รับการเทรนที่ใกล้ชิด เพราะเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการวัด ในการตรวจสอบ ค่อนข้างเป็นเครื่องมือไฮเทคโนโลยี ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสที่น้องๆ จากวิทยาลัยจะได้ฝึกงาน ฝึกทักษะกับเครื่องมือที่ทันสมัยด้วย”
ยศพนธ์ อินทรจันทร์ หัวหน้างานทวิภาคี วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย
ทางฝั่งของ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ยศพนธ์ อินทรจันทร์ หัวหน้างานทวิภาคี วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความร่วมมือครั้งนี้ โดยเฉพาะในแง่ของความท้าทายในการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก
“วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย และ บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ EEC Model Type A ซึ่งก็ทำร่วมกันเป็นปีที่ 3 โดยที่ผ่านมา พื้นฐานของ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เราเป็นอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี 100 เปอร์เซ็นต์ คือทั้ง ปวช. และ ปวส. และเราก็ได้รับการทาบทามจากสถานประกอบการ คือ บริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ ฯ ในช่วงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรม WHA”
“โดยทางวิทยาลัย มีการเซ็น MOU กับนิคมอุตสาหกรรม WHA และระบุไว้ว่า ถ้าบริษัทเข้ามาตั้งโรงงานในนิคม WHA ทางวิทยาลัยก็มีหน้าที่ในการผลิตบุคลากรตอบสนองความต้องการของบริษัทนั้น โดยทางบริษัทก็จะเข้ามาคุยกับวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ซึ่งเราใช้เวลาในการพูดคุย ทำข้อตกลงกับทาง โคร์สเทก เป็นเวลาถึง 2 ปี”
“เพราะทางบริษัทแม่ของ โคร์สเทก ที่อยู่ต่างประเทศ เวลาจะมาลงทุนขยายฐานการผลิตที่ประเทศใด ก็จะพิจารณาด้วยว่าในพื้นที่นั้น มีสถาบันการศึกษาที่จะผลิตกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานที่ โคร์สเทก ได้ด้วยหรือไม่ ซึ่ง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ก็เป็น สถาบันอาชีวศึกษา แห่งหนึ่งที่ทาง โคร์สเทก มองว่าจะสามารถผลิตกำลังคนให้เขาได้ โดยทางบริษัทก็จะสำรวจว่า สถาบันการศึกษาไหนที่มาตอบโจทย์เขาได้ในเรื่องของการบริหารจัดการได้ง่ายที่สุด”
“นอกจากนั้น ในส่วนของ โคร์สเทก ก็เป็นผู้ผลิตยุทธภัณฑ์ทางทหาร เพราะฉะนั้นจึงมีข้อกำหนดว่า เราต้องส่งข้อตกลงที่ทำร่วมกับทาง โคร์สเทก ประเทศไทย เพื่อไปทำข้อตกลงกับทาง เพนตากอน สหรัฐอเมริกา และเราต้องเซ็น MOU กับทาง เพนตากอน ด้วยเรื่องการรักษาความลับและกฎเกณฑ์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ จุดนี้เองที่ทำให้เราใช้เวลาในการทำข้อมูลต่างๆที่กำหหนดให้ครบถ้วน ประมาณ 2 ปี อย่างที่เกริ่นข้างต้น”
“และเมื่อเราทำเกี่ยวกับการเซ็นต์ MOU เรียบร้อย ก็มาทำในส่วนของหลักสูตร ซึ่งเราได้ใช้หลักสูตร ปวส. หรือประกาศนียบัตรชั้นสูง ปี 2563 โดยยึดแกนในการพัฒนาหลักสูตรเป็นแบบทวิภาคี จากนั้นก็มาพูดคุยกันว่า สาขาวิชาอะไรที่จะตอบโจทย์ความต้องการของ โคร์สเทก ในการผลิตกำลังคน”

“โดยพิจารณาว่า หลักสูตรไหนสามารถผลิตคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการ ก็สรุปกันว่าเป็นหลักสูตรเทคนิคงานผลิต ในสาขางานชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งมุ่งเน้นทำการเรียนการสอนไปในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นับเป็นข้อดีของหลักสูตรอาชีวศึกษาด้วย ที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ให้เราสามารถไปพัฒนาหลักสูตรร่วมกับทางสถานประกอบการ “
“จากนั้นเราก็มาดูว่า อะไรบ้างเป็นสิ่งที่สถานประกอบการต้องการ โดยในการจัดหลักสูตรเราเน้นอยู่แล้วว่าให้ยึดความต้องการของสถานประกอบการเป็นหลัก ว่าสถานประกอบการต้องการให้เราผลิตและพัฒนาคนแบบไหน และในช่วงปีแรกของหลักสูตร ในส่วนของรายวิชา ทางสถานประกอบการก็มีส่วนเข้ามากำหนดร่วมกับสถานศึกษา ว่ารายวิชาที่จัด มีรายวิชาอะไรบ้างงที่เกี่ยวเนื่อง สร้างทักษะให้ผู้เรียน ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ โดยสถาบันอาชีวะ ก็จะเปิดกว้างในการหยิบเอาวิชาเลือกเข้ามาเสริมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้”
“ต่อมา เราก็มาวิเคราะห์ร่วมกับกับสถานประกอบการเพื่อเติมเต็มช่องว่างของหลักสูตร หรือ Skill gap ว่ามีการเรียนการสอนในทักษะอะไรที่หายไปจากหลักสูตรบ้าง ถ้าพบว่ามี Skill gap ด้านใด ก็จะหารือกันว่า ฝั่งสถานศึกษา ปรับรายวิชาเพื่อเติมเติมช่องว่างตรงนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้ ทางฝั่งสถานประกอบการสามารถหาผู้เชี่ยวชาญที่เติมเต็มได้ไหม”
“ถ้าที่สุดแล้ว สองฝ่าย ไม่พร้อม ก็มาดูว่าเรามีเครือข่ายอะไรที่มาช่วยตรงนี้ได้บ้าง อย่างของวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เราทำทวิภาคีมานาน ก็มีเครือข่ายตรงนี้ โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันอบรมทักษะที่เชี่ยวชาญ ที่มาช่วยจัดหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสอนทักษะที่ขาดหายไปนี้ได้ เช่น สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล หรือ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น”
สำหรับความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย และ โคร์สเทก ผศ.ดร.ณยศ ได้กล่าวสรุปแนวคิดสำคัญว่า “ในกรณีของ โคร์สเทก เป็นกรณีที่ยืนยันว่าเรื่องของกำลังคนหรือบุคลากร เป็นปัจจัยหลักที่ทางบริษัทต่างชาตินำมาพิจารณาเป็นเรื่องแรก ถ้าจะมาขยายฐานการผลิต โดยวิเคราะห์ไปถึงความสามารถ และทักษะของบุคลากรที่ทางบริษัทต้องการ ถ้าประเทศใดมีความพร้อมในด้านนี้ก็ย่อมมีความได้เปรียบ และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้”

วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค.) & บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด จับมือผลิตกำลังคน ตอบโจทย์งานบริการ และธุรกิจค้าปลีก

ถัดจากการผลิตบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ก็เปลี่ยนมาพูดคุยในด้านการผลิตบุคลากรตอบโจทย์งานบริการและธุรกิจค้าปลีกกันบ้าง กับต้นแบบความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค.) ซึ่งเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ที่จับมือกับ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป
เรืองเวช วิทวัสการเวช ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด
เรืองเวช วิทวัสการเวช ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า
“ในส่วนของ เซ็นทรัล กรุ๊ป และ เซ็นทรัล รีเทล เราร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษา ทำ ทวิภาคี มาร่วม 20 ปีแล้ว ซึ่งเรามีหน่วยงานหนึ่งของไทวัสดุ เป็น Education Service Center ส่วนแรก เราร่วมมือกับ อีเทค ในการพัฒนาบุคลากร ให้กับทาง AUTO 1 เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ของทางเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่เราคาดว่ามีตลาดและมีความต้องการอยู่ไม่น้อย ซึ่งตอนนี้เรามีอยู่ประมาณ 24-25 สาขา เราใช้เวลา 2-3 ปี เพื่อวาง Business Model นี้ให้ลงตัว และคาดว่าจะตั้งได้ถึง 500 สาขา ในเวลา 3 ปี”
“ความยากของการพิชิตเป้าหมายนี้ คือ การหาบุคลากรหรือกำลังคนจากทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมา เราทำโครงการหลายโครงการและหลักสูตรเพื่อเฟ้นหาบุคลากรตรงนี้ อย่าง หลักสูตร Young Professional Retailer โดยร่วมกับหลายมหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรผสมผสาน ที่ต้องการหาคนมาทำงานในด้านค้าปลีก และเป็นค้าปลีกเฉพาะทางด้านวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็น Technical sell เพราะฉะนั้นเราจึงต้องการคนที่รู้เรื่องการขาย การบริการ มีความรู้เรื่องการก่อสร้างพื้นฐาน อ่านแบบเป็น ประเมินราคาได้ ซึ่งบอกได้เลยว่า หาไม่ได้ในสถาบันการศึกษาประเทศไทย ที่เปิดสอนในแบบนี้”
“ต้องบอกว่าจากการทำงานกับทางมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา เราก็เจอปัญหาอุปสรรค อย่างเราพบว่า มีกำแพงที่สร้างขึ้นมากั้นระหว่างคณะ ภาควิชา แต่ในวันนี้มีนิมิตรหมายที่ดีเกิดขึ้นว่า การพูดคุยระหว่าง สถานประกอบการและวิทยาลัย ก็เริ่มเป็นภาษาเดียวกันมากขึ้น โดยใจความสำคัญที่เราจะสื่อสารออกไปเวลาไปประสานกับทางวิทยาลัย ภาคการศึกษา คือ เราอยากได้เด็กที่เรียนด้านค้าปลีก แต่ขอให้สอนเรื่องการอ่านแบบ การประเมินราคาวัสดุก่อสร้าง ให้ได้ไหม ซึ่งทางสถาบันการศึกษาก็ตอบรับว่าจะไปหาวิธีที่จะผลิตให้”
“โดยทางเราแน่ใจว่า การเรียนในแบบ หลักสูตร Young Professional Retailer สร้างคนที่เก่งค้าปลีกเฉพาะทาง จะเป็นการเพิ่มมูลค่า หรือ Value ให้เด็ก ได้ดีกว่า การสอนแต่ทักษะด้านค้าปลีกเพียงอย่างเดียว”
“ทั้งนี้ เส้นทางอาชีพของเด็กที่เข้าร่วมหลักสูตรนี้ คือ เด็กที่จบแล้ว เราจะดูที่ผลการเรียนของเขา ในระหว่างที่มาฝึกงานก็จะมีการประเมินตลอดเวลา ใครที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในระดับที่เรากำหนดไว้ เราจะบรรจุเค้าเป็นพนักงาน ในระดับ Technician B คือ เป็นช่างระดับจูเนียร์ โดยรับเข้าทำงาน ให้เงินเดือนตามเกณฑ์ตลาด แล้วบวกอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เขาอยู่กับเรา”
“ขณะที่ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ จะส่งเขาเข้าไปอีกโปรแกรมหนึ่ง เป็น New Gen Trainee ที่จะนำเด็กมาฝึกอีก 1 ปี เป็นการฝึกอบรมภายในบริษัทเพื่อพัฒนาเด็กคนนี้มาอยู่ในระดับ Technician A โดยจะมีการปรับเงินเดือนจากผลการประเมินทุก 6 เดือน เรามองว่าจะเป็นการต่อยอด New S curve ใหม่ ให้เขาได้พัฒนาตัวเองต่อไป โดยในที่สุด เราก็จะได้ Shop Manager ซึ่งในอนาคตเราต้องการ Shop Manager อีกไม่ต่ำกว่า 400-500 คน”
“เรามีความเชื่อมั่นในโมเดลการผลิตคนเช่นนี้ เพราะเรามองว่า สามารถผลิตกำลังคนได้ตอบโจทย์ความต้องการได้ เนื่องจากธุรกิจเราต้องการ First line Manager ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของเราไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา ยอมรับว่า สิ่งที่จะได้รับการคอมเมนต์จากวิทยาลัยมากที่สุดคือเรา “ช่างเลือก” แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราเชื่อมั่นว่า ถ้า Input ดี Output ก็ต้องมา แล้วยิ่งมาเจอ Process ที่ดี ผลลัพธ์ที่เราได้ ก็ย่อมเป็น Output ที่ดีเลิศ”
อาจารย์สำรวย มหาพราหมณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค.)
ด้าน อาจารย์สำรวย มหาพราหมณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค.) ได้กล่าวเสริมในมุมของสถานศึกษาว่า
“ที่ อีเทค เราทำความร่วมมือกับสถานประกอบการมาอย่างยาวนานและหลายสถานประกอบการมาก ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและงานบริการ ซึ่งในวันนี้สถานประกอบการที่มากับเรา และเป็น Success case ของ การจัดการศึกษาแบบ EEC Model Type A จัดเป็น สถานประกอบการด้านงานบริการ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของเซ็นทรัลกรุ๊ป คือ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาเรามีความร่วมมือกับทางเซ็นทรัลกรุ๊ปอยู่แล้ว และไทวัสดุก็เป็นยูนิตที่อยู่ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป”
“เมื่อได้รับการติดต่อมา เราก็ไปพูดคุยเพื่อกำหนดคุณสมบัติของบุคลากรที่ทางเครือต้องการให้เราผลิตให้ โดยระบุชัดเจนว่าอยากให้ผลิตคนตอบโจทย์ในส่วนของ AUTO 1 ซึ่งมี 6 stations หรือ 6 หน้าที่งาน ที่อยากให้เราผลิตเด็กให้ โดยในขั้นต้นก็มาตกลงกันเรื่องการออกแบบหลักสูตร”
“ทาง อีเทค ก็ต่อรองว่า ขอทำช้อป AUTO 1 เพื่อให้เด็กได้เรียน เพราะถ้าไปเรียนที่สาขาของ AUTO 1 ก็ไม่น่าจะสะดวกเพราะมีเด็ก 30-40 คน ซึ่งเราก็ตกลงที่จะสร้างช้อปขึ้นที่ อีเทค และเริ่มเทรน 6 Skills ตาม Stations ที่ทาง AUTO 1 ต้องการ รวมถึงเพิ่มในเรื่องของ Soft skill ที่ต้องการในการทำงาน โดยเฉพาะในเรื่องสัมมาคารวะในการทำงาน รวมถึง Skill ด้านงานบริการ”

“เด็กที่มาเข้าร่วมโครงการกับทางวิทยาลัยและ AUTO 1 จะเป็นเด็กที่เรียนหลักสูตร ปวช.ช่างยนต์ พออยู่ในระดับ ปวช. 2 ก็จะเรียกประชุม และให้ฝ่าย HR ของ AUTO 1 มาชี้แจง ถึงโครงการฝึกงานกับ AUTO 1 พอในชั้นปีที่ 3 ก็จะคัดเลือกเด็กเหลือประมาณ 30 คน และเด็ก 30 คนนี้ก็จะเข้าระบบ และจะเรียน ปวส. ต่อ และทำงานไปด้วย ซึ่งเท่ากับเด็กที่ร่วมโครงการนี้ก็จะได้ทั้งรายได้ ได้เรียนต่อ และได้ทำหน้าที่การงานที่ตรงสายกับที่เรียนมาด้วย”

และนี่เป็นเพียงแค่ 3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาตัวอย่างของการใช้ EEC Model Type A ในการผลิตบุคลากรตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ ยังมี Success case ในส่วนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกหลายแห่ง รวมถึงในภาคอุดมศึกษา ซึ่งทางเว็บไซต์สาลิกาจะนำเสนอต่อไป ตลอดจนหัวข้องานเสวนาที่น่าสนใจในส่วนของการแชร์ประสบการณ์การนำ EEC Model Type B ไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่จะนำเสนอต่อไปด้วย

เรียนรู้จากโมเดลความสำเร็จของ EEC Model Type A & Type B

ปฏิบัติการ EEC โมเดล: ปรับฐานสมรรถนะการพัฒนาคน-สร้างการศึกษาตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป-เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เปิดโปรไฟล์ EEC Model Type A & B ต้นแบบการจัดการศึกษายุคใหม่ “สร้างคนอย่างไรให้โดนใจภาคอุตสาหกรรมไทย?”

ตามติดภารกิจขยายผล สร้างกำลังคนอุดมศึกษาด้วยหลักสูตร CWIE+EEC Model Type A

Previous articleอีอีซี ยกระดับการลงทุน เพิ่มมูลค่าส่งออก
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.147
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์