เศรษฐกิจของเยอรมนีกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่ ประการแรก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินระยะเวลายาวนาน และขณะนี้ผลกระทบของสงครามในยูเครนกำลังผลักดันเศรษฐกิจของประเทศที่ถือเป็นขาใหญ่ของยุโรปหรือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ไปสู่จุดวิกฤต
เยอรมนีซึ่งมีจีดีพีทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล ทั้งอัตราเงินเฟ้อ โดยผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลงสำหรับสินค้าต่างๆ เช่น อาหารและเสื้อผ้า ที่แย่ไปกว่านั้น แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีดูไม่สดใสนัก เพราะยังมีปัจจัยลบอีกเพียบ ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น และปัญหาคอขวดของอุปทาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่จะโหมกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจของอินทรีเหล็กให้ทรุดหนักกว่าที่เคย
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นสัญญาณของการชะลอตัวที่ประมาทไม่ได้ เพราะกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่อีกต่อไปเนื่องจากการส่งออกลดลงและความต้องการสินค้าและบริการในประเทศลดลง
จีดีพี คือมูลค่าของบริการและสินค้าทั้งหมดที่ผลิตในช่วงเวลาที่กำหนด หากจีดีพีหดตัวเป็นเวลาสองไตรมาสติดต่อกัน จะเรียกว่า “ภาวะถดถอยทางเทคนิค” ซึ่งปรากฏให้เห็นแล้วในสิ้นปี 2564 หลังจากที่จีดีพีเยอรมนีหดตัว 0.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปี อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ต่อมาในช่วงสามเดือนแรกของปี 2565 ผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.2% แต่สถานการณ์ตอนนี้ดูแตกต่างออกไปมาก ทั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 และไตรมาสแรกของปีนี้ แน่ชัดแล้วว่า “เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว”
“หลังจากการเติบโตของจีดีพีเข้าสู่แดนลบเมื่อสิ้นปี 2565 เศรษฐกิจเยอรมันก็ติดลบติดต่อกันสองไตรมาสแล้ว” รูธ แบรนด์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีกล่าว
ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลในครัวเรือนที่ใช้จ่ายไปกับอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ น้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้า และยังซื้อรถยนต์ใหม่น้อยลง ซึ่งอาจเป็นเพราะการยุติการอุดหนุนจากรัฐบาลในปลายปี 2565 ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ตกต่ำในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้เช่นกัน
กระนั้น ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงสามเดือนแรกของปี หลังจากครึ่งปีหลังที่อ่อนแอในปี 2565 โดยได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นชั่วคราวในภาคการก่อสร้างในสภาพอากาศที่อบอุ่นผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยยังคงมีอยู่เป็นระยะเวลานาน อาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่จับต้องได้ การว่างงานและ จำนวนหนี้สินล้นพ้นตัวเพิ่มขึ้น สินค้ากองพะเนินในโกดัง วิกฤตการเงิน ตลาดหุ้นล่ม และธนาคารพังพินาศ

แล้วอะไรคือยาแก้พิษของภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้ของเยอรมนี DW สื่อดังเยอรมนีบอกว่าคือ “ความช่วยเหลือจากรัฐบาล” ภารกิจของรัฐบาลที่นำโดยโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรี คือป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำและเข้าสู่ช่วงต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ
เครื่องมือที่มีอยู่ ได้แก่ แพ็กเกจบรรเทาทุกข์สำหรับบริษัทและประชาชน เช่น เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลและการลดภาษี เหมือนกับที่รัฐบาลเยอรมนีแนะนำเพื่อจัดการกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
แม้เยอรมนีพยายามที่จะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยที่รุนแรง แต่แนวโน้มยังคงมืดมน
เยอรมนีต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565
ตัวเลขจีดีพีที่ไม่พึงประสงค์นี้ บ่งชี้ว่าภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศกำลังดิ้นรนท่ามกลางอุปสงค์สินค้าที่อ่อนแอ รายงานดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจที่เผยแพร่โดย ifo Institute (หนึ่งในสถาบันวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรป มีชื่อเสียงด้านงานวิจัย ให้คำปรึกษาด้านนโยบายและการบริการระหว่างประเทศ) ลดลงในเดือนพฤษภาคม มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นับเป็นการลดลงครั้งแรกหลังจากเพิ่มขึ้น 6 ครั้งติดต่อกัน
การคาดการณ์การส่งออกของ ifo Institute ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 โดยบริษัทยานยนต์ ควบคุมแผนการส่งออกของตนอย่างเข้มงวด
กำลังซื้อที่ลดลง คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมที่เบาบางลง รวมถึงผลกระทบของนโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่คาดการณ์ไว้ ล้วนสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

สำหรับประเทศเยอรมนี นับเป็นคู่ค้าสำคัญและลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการจากเยอรมนีมากกว่า 600 บริษัท เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น Siemen, Mercedes Benz, BMW, Schaeffler, Robert Bosch และ Continental เป็นต้น โดยภาคเอกชนของเยอรมนีได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น ด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางบก เรือ อากาศ ของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้
เมื่อพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา จากการที่คณะนักธุรกิจจากสมาคมธุรกิจแห่งเยอรมนีและเอเชียตะวันออกและอาเซียน (OAV) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย คาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสการลงทุนระยะ 2 ตามเป้าหมายของอีอีซี ทำให้เกิดการลงทุนสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีเงินลงทุนประมาณปีละ 400,000 – 500,000 ล้านบาท (ปี 2566 – 2570) รวมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่การลงทุนอุตสาหกรรม BCG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
กระนั้น หากเศรษฐกิจเยอรมนีไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน รวมถึงหากรัฐบาลใหม่ไม่สานต่อหรือส่งเสริมอีอีซีอย่างที่ควรจะเป็น ตัวเลขเงินลงทุนดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นจริง
ที่มา :
- German economy enters recession amid worsening outlook
- Recession in Germany: What does that mean?
- อีอีซีเชื่อมสมาคมธุรกิจแห่งเยอรมนีฯ (OAV)










