มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ จับมือ สถาบันพลาสติก-บ.ทานตะวัน เดินหน้า Decarbonization ลดคาร์บอน ก้าวสู่ อุตสาหกรรมสีเขียว

วันที่ 1 ต.ค. 2566 มาตรการปรับภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) จะถูกประกาศใช้อย่างเต็มรูปแบบ เป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้นโยบายแผนปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรป สร้าง อุตสาหกรรมสีเขียว ป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) และลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติที่มีมาตรการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นน้อยกว่าสหภาพยุโรป แน่นอนว่ามาตรการดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนในกระบวนการผลิต

นอกจากสหภาพยุโรปแล้ว ยังมีประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายการเก็บภาษีคาร์บอน (Clean Competition Act: CCA) เพื่อกำหนดราคาคาร์บอนจากสินค้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเข้มข้นที่ผลิตในประเทศและจากการนำเข้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569
ในงาน “พลาสติก แอนด์ รับเบอร์ ไทยแลนด์ 2023 : Plastic & Rubber Thailand 2023” เราได้เห็นผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับตัวต่อเรื่องเหล่านี้ โดยมีองค์กรระดับโลกอย่าง “บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MELFT” เข้ามาช่วยเป็นแกนกลางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่กงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลง ตามวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผลักดันและร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ระบบ 4.0 ก้าวข้ามกับดักภาษีคาร์บอน ด้วยทีมงานวิศวกรที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างดีจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อต้องการสนับสนุนและยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตของไทยให้มีความทันสมัยเป็นระบบอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน รวมถึงลดต้นทุนการผลิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพิ่มโอกาสและความสามารถทางการแข่งขันได้ในตลาดโลก ตอบสนองเทรนด์ อุตสาหกรรมสีเขียว และก้าวสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะภายใต้คอนเซ็ปต์ e-F@ctory 

ภาพสะท้อนจากงานเสวนาหัวข้อ “วิสัยทัศน์และแอคชั่นเรื่องของ Decarbonization” ระหว่างสถาบันพลาสติก, บริษัท ทานตะวัน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ปฤณวัชร ปานสิงห์ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในฐานะองค์กรระดับโลก บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็กทริค คอร์เปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ ได้ทำเรื่อง ecosystem มาตั้งแต่ปี 2003 ดึงพันธมิตรในห่วงโซ่ธุรกิจมาสร้างสรรค์อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดทำ “บิ๊กดาต้า” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างกระบวนการผลิตให้สะอาด ลดการใช้พลังงาน และเกิดประโยชน์สูงสุด มีการคิดค้นซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า SCADA GENESIS64™ เป็นซอฟต์แวร์วิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถนำเสนอการแสดงภาพจำลองแบบ Real-time ดูกระบวนการปล่อยคาร์บอนในโรงงานอุตสาหกรรมตั้งแต่รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน และรายปี เพื่อวางแผนระบบการผลิต  ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ให้เกินค่ามาตรฐานกำหนด หรือลดปริมาณการปล่อยให้น้อยที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่การได้รับการยกเว้นภาษี การลดภาษี หรือแม้กระทั่งการขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับโรงงานอื่นๆ ที่ปล่อยคาร์บอนเกินมาตรฐานกำหนด
ปฤณวัชร ปานสิงห์ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
โดยความเคลื่อนไหวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทในญี่ปุ่นมองเห็นวิกฤตโลกร้อนและเริ่มปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายโรงงานในเมืองไทยยังมองคาร์บอนเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งในอนาคตจะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า และเราจะโดนผลกระทบถ้าปรับตัวช้า ขณะที่เรื่อง Decarbonization คือการจะสร้างซัพพลายเชนให้เข็มแข็ง ในรูปแบบ ecosystem สร้างเครือข่าย สร้างพันธมิตร ซึ่ง มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ ต้องการเริ่มต้นกับกลุ่มพลาสติก เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นสำหรับชีวิต เป็นสินค้าอุปโภคที่ผู้บริโภคขาดไม่ได้ หากสามารถสร้าง ecosystem กลุ่ม “กรีนพลาสติก” ได้ นอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียภาษีคาร์บอนเมื่อนำสินค้าเข้าไปขายในต่างประเทศแล้ว ยังเกิดพลาสติกชีวภาพที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลนอย่างมากอีกด้วย มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ จึงประสานงานกับ สถาบันพลาสติก ประชาสัมพันธ์ให้บริษัทสมาชิกเห็นถึงภัยร้ายของคาร์บอน และมาตรการภาษีคาร์บอนที่เตรียมประกาศใช้ในยุโรป เป็นจังหวะเดียวกับ บริษัท ทานตะวัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังดำเนินการเรื่องนี้ กำหนดแผนลดการปล่อยคาร์บอนมาแล้วระยะหนึ่ง เห็นถึงโอกาสที่จะได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกับ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ เพื่อเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่นๆ มองเห็นแนวทางการลดคาร์บอนและนำไปประยุกต์ใช้ จึงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับมิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ ทันที
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ วิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการบริหาร บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น ประเทศไทย จำกัด และ พจนารถ ปริญภัทร์ภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) นำทัพคณะผู้บริหารและพนักงานบริษัทฯ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมพลาสติกไทย (Decarbonization of Plastic products in Thailand) ว่าด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมพลาสติก และความร่วมมือในการเป็น Production Showcase ในโครงการนี้
ศิริภัทร โกเอี้ยน หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคลลและความยั่งยืน บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้ ศิริภัทร โกเอี้ยน หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคลลและความยั่งยืน บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นผู้ผลิตพลาสติกแพจเกจจิ้งมาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี ผ่านการถูกดิสรัปต์มาหลายรอบ จนรู้ว่าอุตสาหกรรมพลาสติกจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต้องเป็นพลาสติกรักษ์โลก จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมการรีไซเคิล นำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ จัดตั้งกลุ่มงานวิจัยสร้างสรรค์วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน ตั้งเป้าหมายนำธุรกิจไปสู่ sustainability เริ่มรณรงค์การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าตั้งแต่ตัวผู้บริหาร พนักงาน แผนกธุรกิจ ไปจนถึงระดับองค์กร เมื่อ สถาบันพลาสติก นำเสนอโครงการ Decarbonization มุ่งเป้ากำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์ ของ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ จึงไม่รั้งรอที่จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตร
เมื่อทานตะวันเข้าเป็นพันธมิตรในโครงการดังกล่าว ก็พบว่าเป้าหมายการเป็นกรีนแเมนูแฟคเจอริ่ง ที่บริษัทเริ่มต้นไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กรีนซัพพลายเชน กรีนโปรดักชั่น กรีนรอว์แมททีเรียล หรือ กรีนออแกไนเซชั่น รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีสถาบันพลาสติกเป็นที่ปรึกษา และ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ เป็น provide โซลูชั่นต่างๆ อาทิ ซอฟต์แวร์ SCADA GENESIS64™ ที่สามารถวัดค่าการปล่อนคาร์บอนแบบเรียลไทม์ ช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างฉลาด เป็นลีนแมนูแฟคเจอริ่ง สามารถสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์โปรดักส์ได้ภายใน 2 เดือน หมดปัญหาการส่งสินค้าไปขายในยุโรป ซึ่งปัจจุบันทานตะวันส่งออกสินค้าไปยุโรปจำนวนมาก โดยทานตะวันพร้อมนำความสำเร็จเหล่านี้ถ่ายทอดให้กับริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ได้เรียนรู้เพื่อนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรต่อไป

ขณะที่ จิรพัฒน์ ทวีสุข หัวหน้าวิศวกรโรงงาน ศูนย์พัฒนาการจัดการโรงงานพลาสติก สถาบันพลาสติก กล่าวถึงภารกิจที่ผ่านมา ของ สถาบันพลาสติก เพิ่มเติมว่า พยายามรณรงค์ให้ผู้ประกอบการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว จากข้อมูลปี 2565 ไทยมีสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล 20% เพิ่มจาก 18% ในปี 2554 เทียบกับเกาหลีใต้ และออสเตรเลีย มีสัดส่วนการใช้ 45% และเยอรมนี 65% ทำให้เกิดการนำพลาสติกหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเม็ดพลาสติกซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่มีมูลค่า 15 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดโลกมีความต้องการพลาสติก 370 ล้านตัน แต่มีพลาสติกชีวภาพรองรับ 2.5 ล้านตัน เป็นพลาสติกชีวภาพของไทยเพียง 9 หมื่นตัน สถาบันฯจึงส่งเสริมภาคเอกชน ให้มีการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่มีการปลดปล่อยปริมาณคาร์บอนน้อยกว่าเม็ดพลาสติกผลิตใหม่ ตลอดจนเสนอทางเลือกในการใช้พลาสติกชีวภาพที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตที่ลดลง แนะนำผู้ประกอบการพลาสติกให้หันมาใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกรักษ์โลกที่สามารถคำนวณคาร์บอนเครดิตได้ ทั้งประเภท Post-Industrial Recycled Resin (PIR) และ Post-Consumer Recycled Resin (PCR) ที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย คุณภาพมาตรฐานระดับโลก รวมถึงการจับมือกับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมพลาสติกไทย (Decarbonization of Plastic products in Thailand) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

การได้องค์กรอย่าง มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ มาเป็นแกนกลางเชื่อมความต้องการของสถาบันพลาสติกกับบริษัทสมาชิก ช่วยให้นโยบาย “กรีนพลาสติก” เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและยั่งยืน โดยมิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ ได้ยืนยันถึงวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการ Decarbonization ว่าต้องการให้ผู้ประกอบการมีเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบ ecosystem คือการพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำคือการเปิดศูนย์เรียนรู้ อีอีซี อออโตเมชั่น พาร์ค ในมหาวิทยาลัยบูรพา กลางน้ำคือการศึกษาวิธีการใช้เทคโนโลยี และปลายน้ำคือการบริหารจัดการคาร์บอนในโรงงาน นำโซลูชั่นต่างๆเข้าไปบริหารจัดการพลังงานในรูปแบบ วันสต็อปเซอร์วิส ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าอยากทำเรื่องลดคาร์บอนทันทีเลยหรือไม่ เพราะการลดคาร์บอนไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการหนีกับดักภาษีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ทุกองค์กรต้องการได้คือ productivity ผลิตภาพที่งดงามและสัมฤทธิ์ผล การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองคือต้นทุนมหาศาลที่ไม่ใช่แค่ต้องจ่ายในรูปของเม็ดเงินเท่านั้น แต่อาจต้องแลกด้วยความสูญเสียทางธุรกิจ ดังนั้นกิจกรรม Decarbonization ของ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ นอกจากจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างประโยชน์ต่อสังคม ยังได้ประโยชน์กับธุรกิจด้วย ทำให้ธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงาน แม้แต่ออฟฟิศเล็กๆ ก็ทำได้ ลดการใช้พลังาน ลดการใช้กระดาษ เริ่มจากตัวเรา ก่อนขยายไปสู่แผนงาน บริษัท แค่ทุกคนเปิดใจ รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดข้างหน้าเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เข้ามาเป็นพันธมิตร เป็น ecosystem เป็น business partner ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ การก้าวสู่โลกยุค sustainability

การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยเงื่อนไข เพราะความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในอดีตเมื่อเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ อยากกินเค้กสักชิ้น เรามองหาเค้กที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย แต่วันนี้เรามองเรื่องของแคลอรี เพื่อสุขภาพ ภาพของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ก็ไม่ต่างกัน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอนาคต แค่แบรนด์ดัง คุณภาพดี ไม่เพียงพอ ต้องตอบโจทย์ความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปล่อยคาร์บอนน้อย หรือไม่ปล่อยคาร์บอนเลย เราจึงต้องมีฉลากคาร์บอน นั่นคือสิ่งที่ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ฯ ต้องการนำเทคโนโลยีและประสบการณ์มาแชร์ให้กับผู้ประกอบการไทย ก้าวเข้าสู่ e-F@ctory หรือ อุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง

ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน

ไทยประกาศความพร้อม จับมือจีน เจาะ ‘ตลาดพลังงานยุคใหม่’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เข้าใจแนวคิด การทูตนวัตกรรม สะพานเชื่อมไทย สู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระดับโลก

ใช้พลังของ Business Matching จับคู่ธุรกิจ สร้าง Supply Chain แข็งแกร่ง ฝ่าได้ทุกวิกฤตเศรษฐกิจ