โควิด-19 ยังไม่จากเราไป ต้องวาง ‘นโยบายพัฒนากำลังคน’ อย่างไร? ถึงตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน

มาถึงวันนี้ เราต่างอยู่ร่วมกันในยุคของโรคระบาดมาร่วม 3 ปีแล้ว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตโรคระบาดนี้ส่งผลต่อ นโยบายในภาคการศึกษาอย่างมาก จนกระทั่งในวันนี้ โควิด-19 ก็ยังไม่จากเราไป แถมยังมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ทุกฝ่ายจึงต้องปรับตัวและวางแผน นโยบายพัฒนากำลังคน ใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยบทความเรื่อง “โควิด-19 ยังไม่หายไป ต้องวาง นโยบายพัฒนากำลังคน อย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน” ที่เผยแพร่ใน Facebook : สอวช. ได้ระบุถึงแนวทางการวางยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับยุคที่เรายังต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ โควิด-19 นี้ไว้อย่างน่าสนใจ
จากวิกฤตโควิด-19 เมื่อครั้งระบาดหนักในระยะแรกๆ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้คน ความผันผวนของเศรษฐกิจ ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย ทั้งยังเกิดความปกติใหม่ของกิจกรรมในภาคการผลิตที่จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) ตลอดจนมีการปรับใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) ส่งผลให้เกิดความต้องการกำลังแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป
แล้ว วิกฤตโรคระบาด มีผลกระทบต่อการผลิตกำลังคน และการจ้างงานคนในประเทศอย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงข้างต้น ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในรูปแบบการจ้างงาน ทักษะ และสมรรถนะใหม่ที่จำเป็นของแรงงาน การเกิดอาชีพใหม่ รวมถึงตำแหน่งงานบางประเภทที่อาจจะหายไปหรือน้อยลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงานเดิมไปสู่ตำแหน่งงานใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

การศึกษา

แล้วเราจะฟื้นฟูประเทศผ่าน นโยบายพัฒนากำลังคน ได้อย่างไร?

กระทรวง อว. สอวช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พัฒนานโยบาย มาตรการและกลไก โดยการใช้เครื่องมือทางนโยบายที่เกี่ยวข้องในด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ครอบคลุมการดำเนินงาน การพัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับการลงทุน ประกอบด้วย
การพัฒนาศูนย์ประสานงานและบริการเบ็ดเสร็จ (STEM One-Stop Service) ภายใต้แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตอบการลงทุนของภาคการผลิตและบริการ ซึ่งทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการกำลังคนในรูปแบบต่างๆ และภาคการศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ
การพัฒนากลไกการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านสิทธิประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชน ตามมาตรการ Thailand Plus Package เพื่อรับรองหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับการพัฒนาบุคลากรและการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่ง สอวช. ได้รับมอบหมายจากกรมสรรพากรให้ดำเนินการดังกล่าว
การพัฒนากลไกรองรับการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระบบการอุดมศึกษาให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของประเทศ มีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การพลิกโฉมระบบการอุดมศึกษาและการสร้างมาตรฐานการพัฒนากำลังคนรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการ

หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

วางรากฐานการอุดมศึกษาไทย โดยสถาบันอุดมศึกษาเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการผลิต และยกระดับศักยภาพบุคลากร รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นแหล่งรวมทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้ในสาขาที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับศักยภาพเพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สอวช. จึงได้สนับสนุนเครื่องมือและกระบวนการ Policy Design Process เพื่อแปลงวิสัยทัศน์เเละพันธกิจของหน่วยงานให้เป็นนโยบายที่จับต้องได้ผ่านแพลตฟอร์มพัฒนานโยบายนวัตกรรม Thailand Higher Education and Innovation Policy Accelerator (THIPA) เพื่อเป็นแผนที่นำทางในการดำเนินงานที่สอดรับสถานการณ์โลก โดยได้ร่วมกับ
  • กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของประเทศ พ.ศ. 2566 – 2570
  • กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) จัดทำแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Action Plan) มหาวิทยาลัยราชภัฏ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – พ.ศ. 2570)

Generative AI & ChatGPT

อัปเดตทักษะมนุษย์-แรงงานที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยในโลกที่เราต้องอยู่กับ โควิด-19

ในประเด็นเรื่องงานในอนาคต หรือ Future of Work ในยุคหลังโควิด-19 ดร.กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้เปิดเผยรายละเอียดจากการศึกษาวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลของ สอวช. ว่า บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น รูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเป็นแบบหลายช่วง (Multistage life) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน (Disruptive technology) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic change) ที่เข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดความต้องการกำลังคนรูปแบบใหม่ที่มีทักษะและความรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป
จากผลกระทบดังกล่าว World Economic Forum (WEF) ได้ประมาณการว่า ภายในปี พ.ศ. 2568 จะมีงานประมาณ 85 ล้านตำแหน่งถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร แต่ก็จะมีงานใหม่เพิ่มขึ้น 97 ล้านตำแหน่ง โดยอาชีพแห่งอนาคตส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และจะเป็นการผสมผสานระหว่างทักษะด้านดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติได้ ทั้งนี้อัตราการแพร่กระจายของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งทำให้การคาดการณ์ความต้องการทักษะงานทำได้ยากขึ้น และทักษะจะยิ่งล้าสมัยได้เร็วขึ้น

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความสำคัญโดยเฉพาะภายหลังโควิด-19 ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ข้อมูล, ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักร, ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรหุ่นยนต์, นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน, ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการระบบอัตโนมัติ, นักวิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัย, ผู้เชี่ยวชาญด้าน Internet of things ซึ่งเป็นตำแหน่งงานที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่หลายหลาย อาทิ ระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีคลาวด์, ข้อมูลขนาดใหญ่, Internet of things, การเข้ารหัสข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์, ปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น
สอวช. ยังได้สำรวจข้อมูลตำแหน่งงานและสมรรถนะงานสำคัญที่เป็นที่ต้องการสำหรับ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2567) โดยมุ่งเน้นตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะสูง และตำแหน่งงานรูปแบบใหม่ และคำนึงถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายรวมกว่า 170,000 คน
โดยตัวอย่างตำแหน่งงาน เช่น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist), Crop Modelling Analyst ในอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญในวิทยาการสมัยใหม่ในลักษณะข้ามศาสตร์ และแบบสหวิทยาการ, ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Specialist) ในการท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูงและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สำหรับทักษะแห่งอนาคต ที่จะสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รุดหน้า WEF ได้คาดการณ์ทักษะที่มีความต้องการมากที่สุดทั่วโลก 15 อันดับแรก ภายในปี 2025 ได้แก่
1) Analytical thinking and innovation
2) Active learning and learning strategies
3) Complex problem-solving
4) Critical thinking and analysis
5) Creativity, originality and initiative
6) Leadership and social influence
7) Technology use, monitoring and control
8) Technology design and programming
9) Resilience, stress tolerance and flexibility
10) Reasoning, problem-solving and ideation
11) Emotional intelligence
12) Troubleshooting and user experience
13) Service orientation
14) Systems analysis and evaluation
15) Persuasion and negotiation
การเตรียมกำลังแรงงานเพื่อเข้าสู่ตลาดงานยังต้องคำนึงถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แรงงานมีทักษะและความรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรองรับความต้องการของตลาดงานที่ถูกกระทบด้วยภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ โดยทักษะที่จะมีความจำเป็นและเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและสร้างความเข้าใจ เพื่อมาเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ, ทักษะด้านดิจิทัล การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อรองรับการทำธุรกิจออนไลน์, ทักษะการใช้ซอฟต์แวร์ประชุมและการนำเสนองานผ่านออนไลน์ การใช้คลาวด์ เพื่อรองรับการทำงานจากที่บ้าน, รวมถึงทักษะ soft skill อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น ความสามารถในการยืดหยุ่นและการปรับตัว ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงนวัตกรรม
นอกจากนี้ยังมีทักษะที่สำคัญแห่งโลกอนาคตอื่นๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจในเชิงลึก ความฉลาดในการเข้าสังคม ความคิดแปลกใหม่และการประยุกต์ใช้ การทำงานกับคนต่างวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ ความคิดเชิงประมวลผลหรือเชิงระบบ ความเข้าใจและตามทันโลกยุคสื่อดิจิทัล ความสามารถในการคิดออกแบบสร้างสรรค์งาน การจัดการบริหารการรับรู้ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ตามติดแนวทางการพัฒนากำลังคน สร้างบุคลากรคุณภาพตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทย

3 วิทยาลัยอาชีวศึกษา & สถานประกอบการ ต้นแบบ ใช้ EEC Model Type A ผลิตบุคลากรคุณภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม 4.0

เปิดโปรไฟล์ EEC Model Type A & B ต้นแบบการจัดการศึกษายุคใหม่ “สร้างคนอย่างไรให้โดนใจภาคอุตสาหกรรมไทย?”

จุดประกายการเรียนรู้ในโลกการศึกษายุคใหม่ สอวช. ชี้ ต้องต่อยอด 3 ทักษะ สร้างสมรรถนะจำเป็นในการทำงานอย่างมืออาชีพ