จนถึงเวลานี้ มีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มีบุตรด้วยกระบวนการดังกล่าวจำนวน 32 ราย!
นั่นคือ เทคนิคการนำ DNA จากพ่อ+แม่ และ “ผู้บริจาคไข่” มารวมกัน
เพื่อเป็นการช่วยพ่อ+แม่+ลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่เด็กที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ซึ่งได้รับการคาดหมายว่า อาจถ่ายทอดไปสู่ทารกได้
ใจกลางของปัญหาดังกล่าว อยู่ที่ DNA ที่ชื่อ Mitochondria ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Cell บางส่วนในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ผลิตพลังงาน
อันเนื่องมาจาก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากระบุตรงกัน ว่า Mitochondria ในคุณแม่บางคน สามารถถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมไปสู่ทารกได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความบกพร่องทางพันธุกรรมดังกล่าว อาจทำให้ทารกมีความความบกพร่องทางสติปัญญา มีปัญหาเรื่องหัวใจ มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อ หรืออาจเป็นโรคลมบ้าหมู
กระบวนการสร้างทารกจาก DNA นั้น เริ่มต้นด้วยการที่แพทย์นำสารพันธุกรรมจากไข่ของแม่เด็กออกมา แล้วฉีดเข้าไปในไข่ของผู้บริจาค โดยที่ไข่ของผู้บริจาคต้องมี Mitochondria แข็งแรง
โดยแพทย์จะทำการกำจัด DNA ผิดปกติที่เหลืออยู่ออกไป
จากนั้นแพทย์จะทำการผสมพันธุ์ไข่ใหม่ เมื่อกลายเป็นตัวอ่อนก็ใส่กลับเข้าไปในครรภ์ของคุณแม่
นับเป็นครั้งแรกที่สหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ สร้างทารกจาก DNA

ซึ่งกระบวนการใหม่นี้ ใช้สารพันธุกรรมของ “คน 3 คน” เพื่อให้กำเนิดทารกหลายคน หลังการทดลองก่อนหน้านี้ในเม็กซิโก และสหรัฐฯ โดยเรื่องดังกล่าวปรากฏอยู่ในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ The Guardian
ทั้งนี้ หน่วยงานที่กำกับดูแลเกี่ยวกับตัวอ่อนและการเจริญพันธุ์ของอังกฤษ หรือเรียกย่อๆ ว่า “หน่วยงานควบคุมการเจริญพันธุ์ของอังกฤษ” (The Human Fertilization and Embryology Authority หรือ HFEA) ชี้ว่า มีพ่อ+แม่หลายคน เคยใช้กระบวนการเดียวกันนี้ที่ได้รับการอนุมัติ โดยมีข้อจำกัดบางประการเมื่อปี ค.ศ. 2015
HFEA กระชุ่นว่า มีทารกอย่างน้อย 5 คนที่ถือกำเนิดจากเทคนิคนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นวิธีการที่ช่วยป้องกันไม่ให้คุณแม่ถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมไปสู่ทารก
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า ปัญหาทางพันธุกรรมดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กราว 1 ใน 200 คนที่เกิดในประเทศอังกฤษ
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ดูแลการมีบุตรด้วยเทคนิคนี้กล่าวว่า วิธีนี้จะทำให้ตัวอ่อนได้รับสารพันธุกรรมจากผู้บริจาคไข่น้อยกว่า 1% เท่านั้นเอง
HFEA กล่าวเพิ่มเติมว่า การทดลองนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็หวังว่าแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ จะช่วยกันทำงาน และเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกต้องในเร็ววันนี้
นอกจากนี้ HFEA ยังระบุว่า คุณแม่ทุกคนที่เข้ารับการรักษา จะต้องได้รับการอนุมัติ และต้องไม่ใช้วิธีรักษาอื่นใดในการป้องกันโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการมีบุตรด้วยวิธีนี้จำนวนมาก พวกเข้าโต้แย้งว่า ยังมีวิธีอื่นอีกหลายวิธีในการป้องกันโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แต่ยังไม่ได้รับการทดสอบอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม มีหลายคนบอกว่า นี่คือก้าวแรกของการสร้างทารกโดยการออกแบบ สำหรับพ่อ+แม่ที่ต้องการให้ลูกตัวสูง ฉลาด หรือมีรูปร่างหน้าตาหล่อ/สวยกว่าพ่อ+แม่
Robin Lovell-Badge ผู้เชี่ยวชาญด้าน Stem Cell ของสถาบัน Francis Crick ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในลอนดอนกล่าวว่า เด็กที่ถือกำเนิดด้วยวิธีการนี้ จะต้องได้รับการติดตามอย่างดีในอนาคต
“นอกจากนี้ จะต้องมีการเฝ้าดู ว่าเทคนิคดังกล่าว จะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ทารกจะปลอดจากโรคภัย และจะมีความเสี่ยงที่ทำให้พวกเขามีปัญหาในภายหลังหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก”
ในช่วงที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เผยแพร่งานวิจัย ซึ่งแสดงความกังวล ว่า DNA ที่ผิดปกติจากคุณแม่ แม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถถ่ายทอดไปสู่ทารกในขณะที่กำลังอยู่ในมดลูกได้
Robin Lovell-Badge ทิ้งท้ายว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในเรื่องนี้ให้มากขึ้น











