หลังจากวิกฤตโรคระบาดเริ่มคลี่คลาย แม้มีการระบาดอยู่แต่ถือว่าต่ำลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับระยะแรก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ค่อยๆ ส่งสัญญาณบวกขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ‘ธุรกิจการท่องเที่ยว’ ที่เป็นความหวังสำคัญของประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเดินหน้าได้ต่ออย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากการวางแผนกลยุทธ์ในด้านต่างๆ เพื่อติดเครื่องยนต์การท่องเที่ยวให้ติด ไทยเรายังมีตัวช่วยสำคัญเป็น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลากหลายด้าน ซึ่งถ้าส่งเสริมอย่างถูกทางย่อมเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยทำเงิน สร้างรายได้ให้ประเทศได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะการใช้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อพัฒนา Wellness Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ไทยมีความได้เปรียบ เพราะมีต้นทุนด้านนี้ค่อนข้างสูง และการท่องเที่ยวด้านนี้ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นแบบก้าวกระโดด อ้างอิงจากข้อมูล Global Wellness Institute ระบุว่า ปี 2561 โดย Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่าตลาดรวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนั้น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ยังรั้งอันดับที่ 4 มีมูลค่าตลาดทั่วโลกประมาณ 639,000 ล้านดอลลาร์ เป็นรองจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายและความงามและการชะลอวัย ธุรกิจเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และโภชนาการเพื่อสุขภาพและการลดน้ำหนักตามลำดับ ถือเป็นหนึ่งกระแสการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว
เปลี่ยนวิกฤตโรคระบาดเป็นโอกาส นำเสนอการท่องเที่ยวแบบใหม่ใส่ใจสุขภาพ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) คือ การเดินทางเพื่อเยี่ยมชมสถานที่ทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวทำกิจกรรมส่งเสริมหรือฟื้นฟูความสมบูรณ์แข็งแรงของสุขภาพร่างกายและจิตใจ กลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก คือ ‘คนที่ไม่ป่วย’ ที่ต้องการดูแลสุขภาพผ่านกิจกรรม เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย นวดสปา นั่งสมาธิ อาจแตกต่างจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) อยู่เล็กน้อยที่ให้น้ำหนักกับพฤติกรรมของนักเดินทางที่ต้องการมาใช้บริการทางการแพทย์เพื่อรักษาปัญหาสุขภาพ โดยยังคงมีจุดร่วมเดียวกัน คือ เป้าหมายของสุขภาพที่ดี
และการอุบัติขึ้นของโควิด-19 ยิ่งทำให้มนุษย์ตระหนักเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงขึ้น แต่การท่องเที่ยวไทยก็ต้องปรับตัวเพราะการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณอาจไม่สอดรับกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเท่าไรนัก
ดังนั้น คุณภาพของนักท่องเที่ยวอาจมีความสำคัญมากกว่า ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการตัวเองให้มีความแตกต่าง รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้เชิงสุขภาพบูรณาการกับต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีให้มีเอกลักษณ์ก่อนต่อยอดไปเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศต่อไป
4 ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไทย ตัวช่วยดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้โตได้ต่อเนื่อง
มรดกทาง ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ของไทย เชื่อมโยงกับมิติทางสุขภาพอยู่แล้ว ถือเป็นต้นทุนที่เข้มแข็งของเมืองไทยที่สามารถประยุกต์เพื่อดึงดูดนักเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่กำลังซื้อสูง มีสัดส่วนเดินทางเข้าพักและอยู่อาศัยระยะเวลานาน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการท่องเที่ยวแต่ละครั้งสูงกว่านักท่องเที่ยวแบบปกติ
ข้อมูลของ Global Wellness Institute เผยว่านักเที่ยวท่องเชิงสุขภาพมีค่าใช้จ่ายต่อคนราว 50,000 บาทต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 53% คาดการณ์ว่าภายหลังสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย แต่ละประเทศจะเริ่มผลักดันตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น
ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งวางแผนและยกระดับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวให้ไปต่อบนสนามของการแข่งขันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จากต้นทุนที่เรามี สิ่งที่เรียกว่า ‘ภูมิปัญญาพื้นบ้าน’ มีความน่าสนใจและอาจไปต่อได้ดี หากพัฒนาได้ตรงจุด ตัวอย่างของ ‘สิ่งบ้านๆ’ อาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น

อาหารถิ่น
อาหารไทยมีเอกลักษณ์และชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ ผัดไท ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่น ล้วนเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ดี มิติของอาหารที่อาจจะเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มากขึ้น สามารถต่อยอดจากอาหารท้องถิ่นแต่ละภูมิภาค ในที่นี้ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่จะพานักท่องเที่ยวได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน จุดแข็งของอาหารท้องถิ่น เช่น บางอย่างมีประโยชน์ต่อร่างกาย ใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และคุณสมบัติการป้องกันโรค
สำหรับผู้ประกอบการอาจต่อยอดให้ ‘อาหารถิ่น’ มีภาพลักษณ์ของการเป็นเมนูเพื่อสุขภาพสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์และวัตถุดิบเฉพาะตัว อาหารถิ่นสอดแทรกมิติทางสุขภาพมาตั้งแต่ดั้งเดิม เช่น นิยมรับประทานเป็นสำรับช่วยให้ได้รับสารอาหารหลากหลาย ส่วนใหญ่เน้นกินร่วมกับผักและมีส่วนผสมของเครื่องเทศอยู่มากช่วยเพิ่มกากใยและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ บางพื้นที่ใช้กรรมวิธีการหมักทำให้ได้สารอาหารอื่นเพิ่มขึ้น เช่น โปรไบโอติกและพรีไบโอติก เป็นต้น
ทั้งนี้ การอธิบายประโยชน์ต่อสุขภาพของอาหารถิ่นต้องควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี สิ่งสำคัญของการชูอาหารเป็นจุดขาย คือ ‘ความอร่อย’ นอกจากเรื่องโภชนาการจึงต้องยกระดับ ‘รสมือ’ และ ‘รสชาติ’ ให้อาหารถิ่นกลายเป็นเมนูที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมรูปแบบการเกษตรอินทรีย์ วัตถุดิบออแกนิคไปพร้อมกัน มิติกระบวนการผลิตก็สามารถใช้เป็นจุดขายด้านผลิตภัณฑ์อาหารปลอดสารพิษที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคได้อีกด้วย

มวยไทย
นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบศิลปะการต่อสู้อย่าง ‘มวยไทย’ เป็นจำนวนมาก มุมของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มวยไทยจึงจัดเป็นกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และยังสอดคล้องกับลักษณะการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ไปพร้อมกัน
สำหรับ ‘มวยไทย’ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเข้ามาสัมผัสในลักษณะของการเรียนเพื่อเป็นทักษะป้องกันตัว ในขณะเดียวกันการเรียนมวยก็ถือเป็นการขยับร่างกายเรียกเหงื่อที่ช่วยเผาผลาญ ถือเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งเชื่อมโยงไปกับด้านสุขภาพได้เช่นกัน
นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวจะได้เห็นถึงผลลัพธ์ของกีฬามวยได้ชัดเจนยิ่งขึ้นต้องนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาอธิบายประโยชน์ของมวยไทย และผู้ประกอบการยังต่อยอดไปสู่การสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการดูแลการสอน เช่น ครูมวย สนามมวย ยิม ให้นักท่องเที่ยวให้ได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์มวยไทยจากผู้รู้ และถือเป็นการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือชุมชนต่อไป

นวดไทย
เป็นกิจกรรมการนวดเพื่อผ่อนคลายและชะลอวัยเพื่อความงามเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน องค์ความรู้การนวดแผนไทยมีมาแต่โบราณ จึงสามารถนำมาสร้างจุดขายเพื่อการรักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ส่วนการทำสปา พอก ขัด อบตัวในบริบทของการชะลอวัยและความงาม เมืองไทยมีวัตถุดิบและภูมิปัญญาการนำพืชสมุนไพรจากธรรมชาติมาใช้เพื่อการดูแลความงามอยู่แล้ว จึงถือเป็นต้นทุนที่ดีต่อการส่งเสริมสุขภาพ
แม้การนวดแผนไทยและสปาพบเห็นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากต้องการไปต่อบนเส้นทางของ Wellness Tourism ผู้ประกอบการต้องไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อนำเสนอความสำคัญของการนวดเพื่อสุขภาพมากขึ้น อาจเริ่มต้นจากแนวคิดการท่องเที่ยวด้วยความคิดสร้างสรรค์ ลองค้นหารูปแบบกิจกรรมนวดหรือสปาในรูปแบบที่แตกต่างผ่านการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอด สามารถผนวกร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเป็นผู้ให้บริการ จะเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวไปสู่ฐานราก
กลุ่มนักเดินทางหน้าใหม่ที่กำลังชั่งใจกับวิธีการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน มักต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ หากผู้ประกอบการสามารถสร้างจุดขายที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร จะดึงดูดในนักท่องเที่ยวได้ดี นอกจากนี้ การรับรองความปลอดภัยมีผลต่อความน่าเชื่อถือ การนวดแผนไทยหรือสปาอาจต้องมีระบบตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน เพราะความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย ผู้ให้บริการต้องมีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในบรรดานักท่องเที่ยว

ธรรมชาติบำบัด
ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจัดว่าเป็นหนึ่งต้นทุนต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เนื่องจาก อากาศที่บริสุทธิ์ น้ำสะอาด พื้นที่สีเขียวล้วนเป็นองค์ประกอบภายนอกที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังสามารถใช้พื้นที่ธรรมชาติเป็นแหล่งทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย
ภูเขา ทะเล เป็นวิวทิวทัศน์ที่กระตุ้นให้มีแรงบันดาลใจต่อการดูแลสุขภาพ เช่น กิจกรรมปั่นจักรยานเลียบชายหาด กิจกรรมเดินป่า กิจกรรมปีนเขา นอกจากเป็นการมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ก็ยังมีนัยยะของการออกกำลังกายซ่อนอยู่ สถานที่ทางธรรมชาติบางแห่งสามารถต่อยอดไปสู่การบำบัดความเหนื่อยล้าหรือการดูแลผิวพรรณ เช่น บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนบำบัด การอบสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักกระจายตัวอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชน อาจทำไปสู่การแบ่งปันรายได้การท่องเที่ยวไปสู่ระดับท้องถิ่นได้อีกด้วย
ความท้าทายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) คือ ความแตกต่าง แม้ประเทศไทยจะมีต้นทุนเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง แต่หากปราศจากความคิดสร้างสรรค์ อาจทำให้การท่องเที่ยวย่ำอยู่กับที่ ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เช่น ความรู้ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นต้น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักและเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อที่จะได้รู้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่ๆ และนำมาปรับใช้พัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยว
ที่มา : บทความเรื่อง “ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ต้นทุนของไทยสู่การเป็น Wellness Tourism” จากเว็บไซต์ tatacademy.com













