ปัจจุบัน AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำธุรกิจของภาคเอกชนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัล การนำระบบ AI มาปรับใช้ในการทำธุรกิจช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
โดยเมื่อปลายปี 2565 มีการเปิดตัว AI ที่ชื่อว่า ChatGPT ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีความสามารถในการวิเคราะห์ตอบโต้ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ ด้วยการเรียนรู้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มีการนำ ChatGPT มาใช้ในการหาข้อมูลและเขียนบทความ รวมถึงการสร้างภาพศิลปะ หรือสร้างบทเพลงตามคำสั่งผู้ใช้งานได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้สามารถหาข้อมูล เขียนบทความ หรือสร้างผลงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีความก้าวหน้า และเกิดประโยชน์ แต่ก็พบว่ารัฐบาลของหลายประเทศ ต่างมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ให้ส่งผลเสียต่อสิทธิและความปลอดภัยส่วนบุคคล เนื่องจากการใช้ AI แม้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานในการทำงานและการศึกษาเรียนรู้ แต่อาจจะเป็นภัยด้านการละเมิดลิขสิทธิ์และความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงมาตรการควบคุมเทคโนโลยีของหลายๆ ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป เป็นกลุ่มประเทศแรก ที่มีความพยายามจะออกกฎหมายควบคุมดูแลการใช้งาน AI โดยมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 คณะกรรมการของรัฐสภายุโรปบางส่วน ได้รับรองร่างกฎหมาย Artificial Intelligence Act (AI Act) ที่กำกับดูแลการใช้งาน AI แล้ว โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดในปี 2568 ซึ่งเนื้อหาสำคัญของกฎหมาย ครอบคลุมถึงการสั่งห้ามใช้งาน AI ที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของบุคคล (social scoring) เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric technology) ที่มีการตรวจจับใบหน้าเพื่อสร้างฐานข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมกฎระเบียบที่กระทบต่อ AI ที่ใช้สร้างเนื้อหา หรือ Generative AI เช่น ChatGPT โดยกำหนดให้ต้องเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI ว่าไม่มีข้อมูลที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น
ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ได้เผยแพร่เอกสารรายงาน (White Paper) ในเดือนมีนาคม 2566 โดยให้ข้อเสนอต่อการร่างกฎหมาย AI ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และการมีกรอบกฎหมายที่จัดการกับความเสี่ยงในการใช้งานโดยไม่ขัดขวางการพัฒนาดังกล่าว ในขณะที่อิตาลี ห้ามการใช้งาน ChatGPT ชั่วคราว เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว รวมทั้ง คณะกรรมาธิการด้านการป้องกันข้อมูลของเยอรมนีให้ข้อมูลว่า เยอรมนีอาจพิจารณาออกกฎหมายควบคุมในลักษณะเดียวกัน

ด้านสหรัฐอเมริกา มีการเชิญผู้บริหาร Google , Microsoft และ OpenAI เข้าพบเพื่อหารือเรื่องความรับผิดชอบในการพัฒนา AI โดยขอให้ผู้บริหารบริษัทชั้นนำดังกล่าว ช่วยกันปกป้องประชาชนจากภัยของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งนางคามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากล่าวหลังการหารือว่า ปัญญาประดิษฐ์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และสิทธิมนุษยชน แต่ในขณะเดียวกันก็มีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นางแฮร์ริสยังกล่าวอีกว่า ภาคเอกชนต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรม ศีลธรรม และกฎหมายที่ต้องทำให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมานั้นมีความปลอดภัยและมั่นคง
ขณะที่จีน ห้ามใช้งาน ChatGPT และกำหนดให้แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ในจีนยุติบริการต่างๆ ที่เปิดทางให้ประชาชนสามารถเข้าใช้บริการ ChatGPT เนื่องจากวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านเนื้อหา (content) และ ข้อมูล โดยรัฐบาลจีนจะผลักดันให้มีการประยุกต์ใช้บริการ AI แต่จะต้องเป็นไปอย่างปลอดภัยและควบคุมได้ โดยนายหวัง จื้อกัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า ทางกระทรวงฯ จะคอยติดตามวิวัฒนาการของ AI ต่อไปในระยะยาว เพื่อทำความเข้าใจต่อข้อกังวลด้านจริยธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

“นโยบายและท่าทีของประเทศมหาอำนาจต่อ AI เหล่านี้ มีผลต่อทิศทางการพัฒนา และการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในอนาคต ตลอดจนกฎระเบียบหรือมาตรการควบคุม AI ในประเทศต่างๆ อาจมีผลต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการของไทย ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจึงควรติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการสั่งห้ามใช้งานในประเทศที่จะเข้าไปทำการค้าการลงทุนระหว่างกัน” ผอ.สนค. กล่าวสรุป












