นักวิจัยชี้ “หมาหอน” ไม่ใช่ “เห็นผี”

ผ่านพ้น “คืนหมาหอน” หรือ “คืนก่อนเลือกตั้ง” กันไปแล้ว

แต่ “คืนอื่นๆ” เสียง “หมาหอน” ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงวิเวกวิเว๋โว๋ ก็ทำให้หลายคน “คนหัวลุก”
เพราะความเชื่อที่พูดต่อๆ กันมา ว่า ที่ “หมาหอน” นั้นก็เพราะ “หมาเห็นผี”
บ้างก็ว่า “หมา” สามารถมองเห็น “มิติที่ 4” บ้างก็ว่า “หมา” มี “สัมผัสที่ 6”
ทว่า จะบอกต่อๆ กันมาอย่างไรก็ตาม ในยุควิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
จะเห็นได้ว่า ความเชื่อเก่าๆ ทยอยล้มหายตายจากไปทีละเรื่อง
เรื่อง “หมาหอน” เพราะ “เห็นผี” ก็เช่นเดียวกัน
เพราะแท้ที่จริงแล้ว “การหอน” เป็นกลไกทางร่างกายตามธรรมชาติปกติของ “หมา”

เพราะ “หูของหมา” สามารถได้ยินคลื่นความถี่เสียง ซึ่ง “สูงเกินกว่า” ที่ “หูคน” จะได้ยิน
เมื่อได้ยินสัญญาณเสียงในย่านความถี่แปลกๆ “หมา” จะ “หูอื้อ” และ “หอนออกมา” เพื่อระบายความอื้ออึงใน “หู”
เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงมักได้ยิน “หมาหอน” และเมื่อ “ตัวหนึ่งหอน” ตัวอื่นๆ ที่อยู่ในระยะที่ได้ยินคลื่นความถี่ประหลาดๆ
พร้อมกับได้ยิน “เสียงหอน” ของ “เพื่อนหมา” ตัวแรก “หมาตัวอื่น” ก็จะ “หอนต่อๆ กัน” รับกันมาเป็นช่วงๆ
Fanni Lehoczki “นักพฤติกรรมสัตว์” ชาว Hungary ตั้งข้อสังเกตว่า “เสียงหอน” ที่เกิดขึ้นเป็นประจำของเจ้า Bizsu สุนัขสายพันธุ์ Siberian Husky ของเธอ ไม่ได้ไปกระตุ้น “หมาตัวอื่น” ในละแวกที่พัก ให้ “หอนรับ” แต่อย่างใด
ในความรับรู้ของชาวตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์ และ “นักพฤติกรรมสัตว์” ทราบกันดีว่า “พฤติกรรมการหอน” ของ “หมาบ้าน” นั้น เป็นการถ่ายทอดพฤติกรรมของ “หมาป่า” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ “หมาบ้าน”
ทว่า ข้อยกเว้นก็คือ เหตุใด “หมาบางตัว” จึงมัก “หอน” มากกว่า “หมาตัวอื่น” อยู่เสมอ

Fanni Lehoczki จึงได้ร่วมกับนักวิจัยจาก Eotvos Lorand University ในกรุง Budapest ประเทศ Hungary ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ Fanni Lehoczki กำลังศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา
Fanni Lehoczki และคณะนักวิจัยจาก Eotvos Lorand University จึงลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลวิจัย เพื่อวิเคราะห์ว่า “หมาบางพันธุ์” มีแนวโน้มที่จะ “หอน” มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่
และเรื่องราวเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับความใกล้ชิดทางพันธุกรรม ระหว่าง “หมาบ้าน” กับ “หมาป่า” หรือไม่
Fanni Lehoczki และทีมนักวิจัยจาก Eotvos Lorand University ได้ทำการศึกษา ว่าสายพันธุ์, อายุ และเพศ ของ “หมา” จะส่งผลต่อ “พฤติกรรมการหอน” ของพวกมันอย่างไร
ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ที่ทำการศึกษาคือ “หมาพันธุ์แท้” จำนวน 68 ตัว จาก 28 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่สายพันธุ์โบราณ เช่น ชิบะอินุ ไซบีเรียน ฮัสกี้ อลาสกัน มาลามิวท์ และปักกิ่ง ไปจนถึงบูลเทอร์เรีย รวมถึงบ็อกเซอร์
กระบวนการทดสอบ คือการเปิดเทปเสียง “หมาป่าหอน” ให้ “หมาบ้าน” ฟังนาน 3 นาที พร้อมสังเกตปฏิกิริยาของ “หมาทั้ง 68 ตัว”
ผลการวิจัยพบว่า “หมา” ที่มีสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับ “หมาป่า” มีแนวโน้มที่จะตอบสนองด้วยการหอนมากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หมาบ้านสายพันธุ์ใกล้ชิดหมาป่า” เหล่านี้ ยังแสดงสัญญาณของความเครียดมากกว่า “หมาที่มีความเกี่ยวพันธุ์กับหมาป่าน้อย” อีกด้วย
Fanni Lehoczki และคณะนักวิจัยจาก Eotvos Lorand University สรุปผลการทดลองว่า นี่คือข้อเท็จจริงสำหรับ “หมา” ที่มีอายุมากกว่า 5 ปีเท่านั้น
“หมาสายพันธุ์โบราณที่มีอายุมาก จะตอบสนองด้วยการหอนยาวนานกว่าหมาอายุน้อย และแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเครียดมากกว่า” Fanni Lehoczki กระชุ่น
ขณะที่ “หมาสายพันธุ์สมัยใหม่” หรือ “หมาพันธุ์ผสม” จะตอบสนองด้วยการเห่าเบาๆ เท่านั้น Fanni Lehoczki กล่าว และว่า
“การวิจัยในครั้งนี้ ไม่พบความแตกต่างใดๆ ระหว่างสายพันธุ์ของหมาที่อายุยังน้อย ดังนั้นนักวิจัยจะต้องศึกษาค้นคว้าในประเด็นนี้ต่อไป”
อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยยังสรุปได้ว่า สายพันธุ์ที่หอนมากกว่า ก็จะแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเครียดมากกว่า เช่น การหาว เขย่าตัว เลียปาก หรือเกาตามร่างกาย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นครั้งแรกที่นักวิจัยทำการศึกษาเกี่ยวกับ “เสียงหอนของหมา” ที่เป็นสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
เหตุผลก็คือ การเลี้ยงสุนัขหมาบ้าน และการคัดเลือกพันธุ์หมาโดยมนุษย์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการส่งเสียงของหมา ตลอดจนสัญชาตญาณ และการสร้างเสียงหอนของพวกมันอีกด้วย

ในทางกลับกัน สำหรับ “หมาป่า” แล้ว พวกมันจะใช้ และยังใช้ “การหอน” ในการสื่อสารระหว่างกันอยู่
โดย “หมาป่า” จะ “หอน” เพื่อ “ประกาศอาณาเขต” และ “ระบุตำแหน่ง”
เหตุผลสำคัญก็คือ “ความมืด” ยามค่ำคืนนั้น “ยากต่อการมองเห็น”
ดังนี้ “หมาป่า” จึงต้องใช้ “เสียงหอน” ซึ่งสามารถเดินทางไกลในอากาศได้ดี ใน “การสื่อสาร” เพื่อให้ “ฝูง” ทราบพิกัดของมัน หากพลัดหลง
ดังนั้น ต่อจากนี้ เวลาเราได้ยิน “เสียงหอน” ของ “หมา” ลอยมาตอนกลางคืน ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไป
เพราะที่ “หมาหอน” ไม่ได้หมายความว่าพวกมัน “เห็นผี”
เพียงแต่พวกมัน “ได้ยินเสียงที่เราไม่ได้ยิน” ก็เท่านั้นเอง!
บรื๋อส์ส์ส์!

ที่มาภาพประกอบ twitter.com/LehoczkiFanni2